classicliterature.it.com

ตั้งรับดอกเบี้ยสหรัฐ

บทบรรณาธิการ

ไม่เกินความคาดหมายกับการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ที่มีมติเอกฉันท์ 12-0 เมื่อเวลาตี 1 เศษ วันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา (ตามเวลาประเทศไทย) ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐอยู่ระดับ 3.75-4.00% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบ 3 ปี สาเหตุสำคัญคือเงินเฟ้อพื้นฐานยังไม่ชะลอลง ตัวเลขส่วนใหญ่เป็นขาขึ้นอย่างน่ากังวล รวมถึงราคาน้ำมันที่อยู่ระดับสูง จากสงครามตะวันออกกลางยังตึงเครียด 

ที่น่าจับตามากขึ้นเป็นประมาณการอัตราดอกเบี้ยของกรรมการเฟด หรือ “Dot Plot” ที่มีค่ากลางอัตราดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 4.125% สะท้อนโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ราวเดือนธันวาคม เพราะกรรมการเสียงส่วนใหญ่เห็นควรให้ปรับขึ้นอีกอย่างน้อย 1 ครั้ง และมีแนวโน้มจะปรับอีกรอบช่วงต้นปี หรือภายในไตรมาสแรก 2570 ซึ่งทั้งหมดจะไปทางไหน ต้องดูสภาวะเงินเฟ้อสหรัฐ และราคาน้ำมัน ในช่วง 2-3 เดือนต่อจากนี้

การที่ดอกเบี้ยสหรัฐมีแนวโน้มขึ้นต่อหรือทรงตัวในระดับสูง ย่อมส่งผลกระทบไปเกือบทุกภูมิภาคทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย แต่เป็นผลกระทบทั้งด้านบวกและลบ กลไกสำคัญอยู่ที่ค่าเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ที่อ่อนค่าลงทันทีแล้วเด้งกลับขึ้นมาแข็งค่าเล็กน้อย เช่นเดียวกับราคาทองคำที่ยุบหนัก ๆ ก่อนกลับขึ้นมาได้ ส่วนตลาดหุ้นไทยอยู่ในแดนบวกแบบม้วนเดียวจบ ส่วนหนึ่งมาจากตลาดซึบซับข่าวนี้มาเป็นสัปดาห์แล้ว เห็นได้จากดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงต่อเนื่องหลายวัน ก่อนมาดีดกลับแรง ๆ ในวันขึ้นดอกเบี้ย

ผลกระทบด้านลบกับประเทศไทย หลัก ๆ มาจากเงินทุนไหลออกไปหาผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) ที่สูงขึ้น แต่ที่สำคัญกว่าคือสินค้านำเข้าราคาแพงขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันที่ไทยนำเข้าปริมาณมาก ราคาขายปลีกในประเทศค่อย ๆ ขยับขึ้น แม้จะมีกองทุนน้ำมันฯ คอยพยุงไว้ก็ตาม และยิ่งบาทอ่อนค่าไทยต้องจ่ายเงินนำเข้าน้ำมันแพงเข้าไปอีก ถ้าหากเป็นไปตามแนวโน้มที่ดอกเบี้ยสหรัฐมีโอกาสปรับขึ้นอย่างน้อย 1-2 ครั้ง ช่วงปลายปีนี้และต้นปีหน้า เงินบาทจะยิ่งอ่อน ราคาพลังงานในประเทศจะยิ่งพุ่งสูง

แต่ด้านบวกก็มีเช่นกัน เห็นชัด ๆ คือภาคการส่งออก ที่ไทยเพิ่มความสามารถการแข่งขันให้กับกลุ่มสิ่งทอ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเกษตรแปรรูป เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว หรือการรักษาพยาบาลที่กลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติ จะดึงดูดใจมาเที่ยวและใช้บริการในไทยมากขึ้น

การตั้งรับของไทยในช่วงเวลานี้ นอกจากพยายามลดการพึ่งพาน้ำมัน ไม่พ้นการดูแลค่าครองชีพของประชาชน และกระตุ้นกำลังซื้อในประเทศ ซึ่งโครงการไทยช่วยไทย พลัส ต่ออายุแน่ เพราะเลื่อนโครงการ “ไทยเที่ยวไทย พลัส” ไปแล้ว รวมถึงเร่งใส่เม็ดเงินลงทุนในประเทศผ่านงบประมาณภาครัฐซึ่งมีผลเดือนตุลาคมนี้ ที่สำคัญคือจับตาและมีแผนรองรับ กรณีเฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยอีกในอนาคต

Update: 2026-09-19
Tags: