DSI เรียกพยาน 10 ราย สอบธุรกิจไมมอน นักธุรกิจอิสราเอล ปมใช้คนไทยเป็นนอมินี
สืบเนื่อง จากกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 3 จุดในจังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอบางละมุงและเมืองพัทยา หลังพบความเกี่ยวข้องกับนักธุรกิจชาวอิสราเอลชื่อ ไมมอน เดวิด มาร์เซียโน่ ซึ่งครอบครองอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินจำนวนมากในพื้นที่ภาคตะวันออก รวมถึงมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจสำนักงานกฎหมายสากลเคทีอินเตอร์เนชั่นแนล ลอร์แอนด์บิสซิเนส บริษัท โคซี่ บีช วิว จำกัด และบริษัท โลตัส พาราไดซ์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด รวมมูลค่าหลายพันล้านบาท
จากการตรวจสอบพบพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายการใช้คนไทยซึ่งเป็นพนักงานในสำนักงานมาเป็นกรรมการแทน จึงอาจเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นนอมินี เป็นเหตุให้ดีเอสไอรับเรื่องดังกล่าวไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษที่ 135/2569 กรณีกล่าวหาว่าการประกอบธุรกิจของบริษัท โคซี่ บีช วิว จำกัด กับพวก กระทำการหลีกเลี่ยงหรือฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542
ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบพยานหลักฐาน พยานวัตถุ และพยานเอกสารที่ตรวจยึดได้จากพื้นที่ตรวจค้น ก่อนพิจารณาออกหมายเรียกพยานเข้าให้ข้อมูลและชี้แจงข้อเท็จจริง
วันนี้ (19 กันยายน) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเปิดเผยว่า ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้พิจารณาออกหมายเรียกพยานจำนวน 10 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นบุคคลธรรมดา ไม่มีนิติบุคคล เพื่อเข้าให้ข้อมูลและปากคำในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจของไมมอน เดวิด มาร์เซียโน่ ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี
ประเด็นที่พนักงานสอบสวนต้องการข้อมูล ได้แก่ การก่อตั้งและการดำเนินธุรกิจของสำนักงานกฎหมายสากลเคทีอินเตอร์เนชั่นแนล ลอร์แอนด์บิสซิเนส บริษัท โคซี่ บีช วิว จำกัด และบริษัท โลตัส พาราไดซ์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด โดยจะสอบถามตั้งแต่ช่วงเริ่มก่อตั้งและเริ่มดำเนินธุรกิจ เนื่องจากพบว่าหลายบริษัทเปิดดำเนินการมานานหลายปี จึงต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีการประกอบธุรกิจจริงหรือไม่ และดำเนินธุรกิจในลักษณะใด
พยานทั้ง 10 รายประกอบด้วยบุคคลที่สามารถให้ข้อมูลเกี่ยวกับการยื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท รวมถึงเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบการเงินและบัญชีของบริษัท เพื่อให้พนักงานสอบสวนสามารถวิเคราะห์ลักษณะธุรกิจ การดำเนินงาน และวิธีการประกอบธุรกิจ ก่อนนำข้อมูลไปตรวจสอบย้อนหลังในช่วงเวลาต่างๆ ว่ามีการกระทำใดเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายหรือไม่
คณะพนักงานสอบสวนย้ำว่า เนื่องจากบริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจมาเป็นเวลานาน จึงจะไม่ใช้วิธีการสอบสวนแบบหว่านแหเพื่อเอาผิด แต่จะพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงเป็นรายประเด็น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบปากคำพยานและรวบรวมเอกสารหลักฐานที่พยานนำมามอบให้
ทั้งนี้ ยังไม่มีการออกหมายเรียกบุคคลใดเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา หรือดำเนินคดีกับกรรมการบริษัทหรือบุคคลใดทั้งสิ้น หากพบประเด็นเพิ่มเติมจากการสอบปากคำพยานทั้ง 10 ราย อาจมีการออกหมายเรียกพยานรายอื่นเข้าให้ข้อมูลเพิ่มเติมตามลำดับ
ส่วนกรณีแรบไบ โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์ พนักงานสอบสวนยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยต้องประเมินจากพยานหลักฐานและคำให้การของพยาน เพื่อพิจารณาความเกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง “ชาบัด เฮ้าส์” ในจังหวัดต่างๆ
โดยเฉพาะประเด็นว่าเครือข่ายของโยเซฟมีความเกี่ยวข้องกับการก่อสร้างชาบัด เฮ้าส์ ในจังหวัดภูเก็ตหรือไม่ รวมถึงตรวจสอบว่ามีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 หรือพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 หรือไม่
หากพบว่ามีองค์ประกอบความผิดตามบัญชีแนบท้ายกฎหมายที่อยู่ในอำนาจของดีเอสไอ จะเสนออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณารับเป็นคดีพิเศษต่อไป
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า กลุ่มชาวอิสราเอลที่เกี่ยวข้องกับไมมอน เดวิด มาร์เซียโน่ ซึ่งเป็นกรรมการบริหารบริษัท โคซี่ บีช วิว จำกัด และบริษัท โลตัส พาราไดซ์ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด รวมถึงบริษัท ซิลาด โฮลดิ้ง จำกัด ในคดีพิเศษที่ 135/2569 ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ พบว่ามีเครือข่ายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในจังหวัดชลบุรีอย่างน้อย 14 บริษัท