MITSUBISHI PAJERO : The History : 3rd Generation (1999 - 2006) สวนกระแส Up Size เน้นนุ่มสบาย สไตล์ Off-road หรู - HeadLight Magazine
21 ตุลาคม 1999
Makuhari Messe
Japan
ผมยังจำได้ดี ถึงครั้งแรก ที่ได้มีโอกาส ไปเยี่ยมชม งาน Tokyo Motor Show ครั้งที่ 33 ในปี 1999 แน่นอนว่า ในวันนั้น เทคโนโลยียานยนต์ฝั่งญี่ปุ่น ยังคงน่าตื่นตาตื่นใจ แม้จะอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจซบเซา ก็ตาม
บรรยากาศ ของบูธ Mitsubishi Motors ในงานวันนั้น ยังคงเป็นพื้นที่สีขาว ติดตัวอักษร MITSUBISHI MOTORS ขนาดใหญ่ เป็นลักษณะของพื้นที่บูธ ที่วางเป็นทางลาด เน้นการจัดแสดงเทคโนโลยี ขุมพลังยุคใหม่ ในตระกูล GDI Sigma รวมทั้งยังมี เวทีแท่นหมุน สำหรับรถยนต์ต้นแบบ ที่ถูกนำมาจัดแสดงมากถึง 3 คัน
งานปีนั้น นอกจากที่ผู้เข้าชมงาน จะได้สัมผัสกับ Mitsubishi SUW Advance ต้นแบบ Hatchback 5 ประตู พิกัด C-Segment ขุมพลัง GDI-HEV Hybrid คันสีส้ม หรือจะเป็น Mitsubishi SUW Compact Hatchback 3 ประตู ขนาดเล็ก คันสีเขียว ที่มาพร้อมเทคโนโลยีเครื่องยนต์ GDI-ASG (Automatic Stop & Go) หรือจะเป็น C-Segment SUV ต้นแบบ คันสีฟ้า ที่วางเครื่องยนต์ GDI-GPT (Turbo) อย่าง Mitsubishi SUW Active (ซึ่งถูกพัฒนาต่อยอด กลายมาเป็น Mitsubishi Airtrek / Outlander รุ่นแรก ในปี 2001) ด้วยแล้ว
บริเวณรายล้อมรอบข้าง ยังมี Mitsubishi Dion Minivan 5 ประตู 7 ที่นั่ง ขุมพลัง GDI 2.0 ลิตร ทรงเหลี่ยมๆ ทื่อๆ ตำแหน่งการตลาด ต่ำกว่า Minivan รุ่นดั้งเดิม อย่าง Mitsubishi Chariot Grandis (Space Wagon ในตลาดโลก) ที่ถูกขยายขนาดให้ใหญ่โตขึ้น รวมทั้ง Mitsubishi Pistachio Hatchback คันกระทัดรัด สีเขียว เทคโนโลยี GDI-ASG ไปจนถึง เจ้าตำนานความแรงในรายการ WRC Rally โลก อย่าง Mitsubishi Lancer Evolution VI-Tommi Makinen Edition ซึ่งในตอนนั้น เป็นแค่ Prototype รอการผลิตจริงในเดือน มกราคม 2000
ทว่า ไฮไลต์สำหรับผม ก็คือ SUV เจ้าตำนาน King of Off-roader คันสีเงิน ทรง 3 ประตู (Short wheelbase) ที่จอดเด่นสะดุดตาอยู่บนแท่นหมุน ตัวจริง ก็สวยดี พอรับได้อยู่หรอกครับ แต่พอเดินไปเจอ รุ่น 5 ประตู (Long wheelbase) ที่จอดเปิดให้ผู้เข้าชมงาน ขึ้นไปทดลองนั่งกันได้…
ผมกลับรู้สึกว่า ทำไมมันมีเส้นสายดูบวมโป่งเบ้อเร่อเบ้อร่าได้ถึงเพียงนี้? ใจผมบอกเลยว่า เนี่ยนะ Pajero? ใครไปเสกพะโล้เข้าท้องมันหรือยังไง? ได้แต่นึกในใจว่า รุ่นนี้ไม่น่าจะขายดีเท่ารุ่นที่ 2
นั่นละครับ ครั้งแรกที่ผมเห็น Mitsubishi PAJERO Generation ที่ 3 ตัวเป็นๆ

โครงการพัฒนา Mitsubishi Pajero Generation ที่ 3 เริ่มต้นขึ้น ช่วงราวๆ ปี 1995 อันเป็นช่วงเวลาที่ตลาดรถยนต์อเนกประสงค์ ที่เรียกว่า RV (Re Creation Vehicle) กำลังขึ้นสู่จุดพีค ในประเทศญี่ปุ่น แน่นอนว่า ตอนนั้น Pajero รุ่นที่ 2 ได้รับความนิยมสูงมากทั้งจากลูกค้าชาวญี่ปุ่นและทั่วโลก และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ Pajero Generation 2 รุ่นปรับโฉม Minorchange พร้อมขุมพลัง GDI ยังไม่ถูกเปิดตัวออกสู่ตลาดในปี 1997 ด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม ลูกค้าที่อุดหนุน Pajero ในช่วงนั้น มีจำนวนไม่น้อย ที่เคยใช้รถยนต์นั่ง Sedan มาก่อน เมื่อพวกเขามีครอบครัว ก็อยากได้รถยนต์ที่ใหญ่ขึ้น เพื่อพาครอบครัวไปท่องเที่ยว ในสถานที่อันห่างไกล ขณะเดียวกัน ต้องใช้งานในชีวิตประจำวัน บนถนนในเมืองใหญ่ได้อย่างสบายๆ
ทว่า พอตัดสินใจซื้อ Pajero มาลองขับ ก็พบว่า ตัวรถไม่ค่อยนุ่มนวลอย่างที่คาดหวัง ซึ่งเป็นผลมาจาก การที่ Pajero ถูกพัฒนาขึ้นบนโครงสร้างตัวถัง แบบ Body-on-Frame เหมือนรถกระบะ และรถยนต์แนว Off-Road คันอื่นๆ ดังนั้น ลูกค้าจำนวนไม่น้อย จึงเรียกร้อง และคาดหวัง ให้ Pajero รุ่นต่อไป มีช่วงล่างที่ เน้นความนุ่มสบาย สำหรับขับขี่ในเมืองมากขึ้น ขณะเดียวกัน ก็ต้องรักษาความทนทาน แข็งแกร่ง สำหรับการลุยไปบนสภาพเส้นทางหฤโหด ให้สมศักดิ์ศรี ความเป็นสิงห์ทะเลทราย ไปในเวลาเดียวกัน
มันเป็นโจทย์ที่ยากมาก สำหรับการเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน ในรอบ 8 ปีครึ่ง หลังจากปี 1991 เพราะในขณะที่ความต้องการของลูกค้าเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความนิยมใน SUV ขนาดใหญ่ เริ่มลดลงตามสภาพเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ที่เริ่มซบเซาเข้าสู่ช่วง Lost decades มาตั้งแต่วิกฤติฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก ในปี 1990
อีกฟากหนึ่ง ก็ต้องรักษาคุณค่าใน “ความเป็น Pajero” ที่แท้จริง เอาไว้ พร้อมกับการพารถรุ่นที่ 3 ก้าวข้ามสู่ ศตวรรษ 21 ด้วยการคำนึงถึงเทคโนโลยี ในทุกด้าน ซึ่งแน่นอนว่า ต้องรวมทั้ง ประเด็นเรื่องความปลอดภัย และ การรักษาสภาพแวดล้อมให้กับโลกของเราอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อผ่านการสำรวจความคิดเห็น และวิจัยตลาดจนเสร็จสิ้น ทีมวิศวกร ในศูนย์วิจัยและพัฒนา Technical Center ฝ่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ของ Mitsubishi Motors ก็ได้กำหนดนิยาม แนวทาง และเป้าหมายในการพัฒนา Pajero รุ่นที่ 3 ไว้ ดังนี้
นโยบายการพัฒนาหลัก คือ มุ่งสร้างสรรค์ “Pajero มาตรฐานระดับโลกยุคใหม่” โดย
- ผสานประสบการณ์อันโชกโชนจากการแข่งขันแรลลี่สุดทรหด (เช่น รายการ Paris-Dakar) และเทคโนโลยีอันล้ำสมัย เข้ากับความทนทาน และความน่าเชื่อถือ ที่ผ่านการพิสูจน์แล้วจากการใช้งาน ในสภาพภูมิประเทศอันหลากหลาย ทั่วโลก
- มุ่งเน้นตอบโจทย์คุณค่าพื้นฐานที่ผู้ใช้งาน Pajero ทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างแท้จริง
- นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการระดับโลก โดยเฉพาะในด้านสมรรถนะ การเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย
การแสวงหาคุณค่าที่แท้จริง นำมาซึ่ง เป้าหมายสำคัญ ในการพัฒนาตัวรถด้านต่างๆ จนทำให้ Pajero Generation ที่ 3 มีคุณสมบัติ เด่นๆ อันเป็นจุดขายหลัก ที่มีการเปลี่ยนแปลง และยกระดับขึ้นจากรถรุ่นก่อน ดังนี้
แนวทางการพัฒนา ของ Pajero ใหม่ คือ การผสมผสานแนวคิด “Smart design” และ “Ecology conscious” ควบคู่ไปกับการต่อยอดความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ที่ผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับความสวยงามตามแบบฉบับดั้งเดิม รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้นขึ้นกว่าเดิม
<“Smart design”>
< “Ecology conscious” การใส่ใจในสิ่งแวดล้อม>
- เครื่องยนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Diesel DI และ GDI)
- ประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงที่ดีขึ้น
- การลดน้ำหนักและปรับปรุงอากาศพลศาสตร์ (ค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ หรือ Cd ดีขึ้นกว่ารุ่นเดิม 10% )
- การปล่อยมลพิษต่ำ ไอเสียที่สะอาดขึ้น
- การยกเลิกการใช้สารอันตราย
- การเพิ่มสัดส่วนการใช้วัสดุรีไซเคิล

ทีมพัฒนา Pajero รุ่นที่ 3 นำโดย
Ushiyama Fumio,
Project-Engineer (กลุ่ม FR) แผนก Product Development Project ศูนย์ Technology Center (Passenger Car)
เข้าร่วมงานกับ Mitsubishi Motors เมื่อปี 1997 ในแผนกออกแบบ Chassis รับหน้าที่ออกแบบช่วงล่างและระบบบังคับเลี้ยวของ Galant รุ่นที่ 4 จากนั้นจึงย้ายไปอยู่แผนก Product planning ส่วนงานวางแผนต้นทุน กำหนดสเปกอุปกรณ์และ ขนาดของตัวรถตู้ K-Car รุ่น Mini Cab และ Bravo Generation ที่ 5 และ 6 รวมทั้งยังเป็น วิศวกรที่ช่วยขับเคลื่อน Project Pajero รุ่นที่ 3 มีหน้าที่ ดูแลภาพรวม นำแผนต่าง ๆ มารวบรวมทำให้เป็นรูปธรรมขึ้นมา
Iwata Taoru
ฝ่าย Product Development Project จากศูนย์ Technology Center (Passenger Car)
เข้าทำงานปี 1989 Product Planning ของ Pajero Junior, Pajero io โดยดูแล Product Concept ใน Pajero รุ่น 3 รับผิดชอบทำ Product Concept รวมถึงวางแผนสเปกอุปกรณ์ในรุ่นแยกย่อยต่างๆรวมถึงคำนวณต้นทุนและแผนการผลิต
Nishioka Yoshiki,
ฝ่าย Product Development Project (กลุ่ม FR) จากศูนย์ Technology Center (Passenger Car)
เข้าทำงานเมื่อปี 1985 เริ่มจากฝ่ายระบบขับเคลื่อน ดูแลงานด้าน NVH (Noise Vibration & Harshness) ของรถยนต์รุ่น Mirage, Lancer-Wagon รุ่นแรก ดูแลระบบส่งกำลัง ของ Galant และ Pajero ตัว Rally, งานด้านทดสอบความทนทานใน Pajero รุ่น 3 ดูแล Layout พื้นฐาน, สเปกอุปกรณ์พร้อมคำนวณต้นทุน

Hiroshi Mizutani ; Chief Designer ของโครงการ เข้าร่วมงานกับ Mitsubishi Motors มาตั้งแต่ ปี 1971 เป็นผู้ออกแบบ Mitsubishi Mirage รุ่นแรก ปี 1978 และ Mitsubishi Pajero รุ่นแรก ในปี 1982 ตลอดจนการตกแต่งภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Galant VR-4 ปี 1987 ก่อนจะย้ายไปประจำที่ ศูนย์การออกแบบ ABA Design (บริษัทลูก ในเครือของ Mitsubishi Motors) ช่วงปี 1992 – 1996 และกลับมาตำแหน่ง Chief Designer รับผิดชอบงานออกแบบ Pajero รุ่นที่ 3
Miyagawa Yuji : Clay Modeler เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors ในปี 1991 รับหน้าที่ปั้นหุ้นดินเหนียว ให้กับทั้ง Mitsubishi Diamante, Mitsubishi Legnum, Mitsubishi RVR รุ่นที่ 2, Mitsubishi Chariot Grandis จนมาถึง Pajero รุ่นที่ 3
Joudo Kinya : Exterior Designer เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors มาตั้งแต่ปี 1990 เคยรับผิดชอบงานออกแบบ Lancer รุ่น ไฟท้ายเบนซ์ , Lancer EVOLUTION IV , SUV อย่าง Mitsubishi Challenger (ซึ่งเอาบั้นท้ายมาต่อยอดเป็น Strada G-WAGON ในเมืองไทย) และ รถตู้ Delica SPACE GEAR รุ่นปี 1995
Matsuhara Masaki: Exterior & Interior Designer เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors มาตั้งแต่ปี 1986 และเคยเป็นผู้ออกแบบแผงหน้าปัด ของ FTO, Carisma, Lancer ไฟท้าย Benz รวมทั้งงานตกแต่งภายนอก-ใน RVR รุ่นที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบงานออกแบบภายในห้องโดยสาร ของ Pajero รุ่นที่ 3
Katsumura Kenji : CAD / CAM เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors เมื่อปี 1991 สลับไปมา ระหว่างแผนกออกแบบและเทคนิคการผลิต แต่ก็ทำ CAD Data ไปด้วย โดยทำ CAD ของ Asti รุ่นปัจจุบันรวมถึง Challenger ตามด้วย Pajero ตัวใหม่นี้
Nakaya Hiroshi : Exterior & Interior Desinger เข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors เมื่อปี 1992 รับผิดชอบ งานออกแบบสีตัวถัง (Coloring) ของ Mitsubishi Pajero Mini, Mitsubishi Pajero io และสีภายในห้องโดยสาร Interior ของ Mitsubishi Mirage ปี 1996 – 2000 และ Mitsubishi Challenger

งานออกแบบของ Pajero รุ่นที่ 3 ถูกรังสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือของทีมงานที่นำโดย Hiroshi Mizutani ; Chief Designer ของโครงการ ผู้ซึ่งเข้าร่วมงานกับ Mitsubishi Motors มาตั้งแต่ ปี 1971 เป็นผู้ออกแบบ Mitsubishi Mirage รุ่นแรก ปี 1978 และ Mitsubishi Pajero รุ่นแรก ในปี 1982 ตลอดจนการตกแต่งภายในห้องโดยสารของ Mitsubishi Galant VR-4 ปี 1987 ก่อนจะย้ายไปประจำที่ ศูนย์การออกแบบ ABA Design ในเครือของ Mitsubishi Motors ช่วงปี 1992 – 1996 และกลับมาตำแหน่ง Chief Designer รับผิดชอบงานออกแบบ Pajero รุ่นที่ 3
งานออกแบบภายนอก เป็นผลงานของ Joudo Kinya : Exterior Designer ซึ่งเข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors มาตั้งแต่ปี 1990 เคยรับผิดชอบงานออกแบบ Lancer รุ่น ไฟท้ายเบนซ์ , Lancer EVOLUTION IV , SUV อย่าง Mitsubishi Challenger (ซึ่งเอาบั้นท้ายมาต่อยอดเป็น Strada G-WAGON ในเมืองไทย) และ รถตู้ Delica SPACE GEAR รุ่นปี 1995
ทั้ง 2 คน และทีมงาน ช่วยกันร่างภาพสเก็ตช์กว่า 600 ภาพ จนได้ข้อสรุปที่ไม่เพียงแต่เพิ่มเกือบทุกสิ่งที่ลูกค้าต้องการ หากแต่ยังเพียบพร้อมไปด้วยสิ่งที่เกินความคาดหมายของลูกค้าอีกด้วย

Hitoshi Mizutani : Chief Designer ของ Pajero รุ่นที่ 3 ยอมรับว่าการพัฒนา Mitsubishi Pajero โฉมปี 1999 (โปรเจกต์ปี 1996) นั้น ใจหนึ่ง ก็อยากทำโครงการนี้ แต่ใจหนึ่ง ก็ไม่อยากทำ เพราะเป็นโครงการที่มีแรงกดดันสูง เนื่องจากเป็นรถยนต์ Flagship Model หากผิดพลาดขึ้นมา จะส่งผลต่อ Brand Loyalty ในใจลูกค้า ถึงกระนั้น ก็อยากทำให้สุดความสามารถ เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ด้วยการสร้างรถที่ปลอดภัยและสมบูรณ์แบบที่สุด
ทีมดีไซน์ตัดสินใจสวนกระแสตลาด SUV ที่ชะลอตัวในขณะนั้น โดยเลือกขยายขนาดตัวถังให้ใหญ่โตขึ้น ในทุกมิติ
เมื่อเห็นรูปโฉมของ Pajero Generation ที่ 3 แล้ว คนส่วนใหญ่ อาจสงสัยว่า ในเมื่อ Pajero รุ่นก่อนๆ ก็เป็นทรงเหลี่ยม แม้แต่ภาพ Design Sketch ในช่วงแรกของการพัฒนา รถรุ่นนี้ ก็ยังมีรูปทรงเป็นเหลี่ยม แล้วเหตุไฉน เมื่อถึงขั้นตอนสรุปงานออกแบบ รูปลักษณ์ที่ออกมา ถึงได้ โค้งมน และแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ได้ถึงขนาดนี้?
Mizutani: เล่าว่า”งานออกแบบ เริ่มขึ้นในเดือน เมษายน 1996 เริ่มจากคัดเลือกภาพ Design Sketch ในช่วงแรก พอมาทบทวนดูแล้ว พบว่า สำหรับรุ่นตัวถัง 5 ประตู Long Body ยิ่งเมื่อเป็นรูปทรงกล่องเหลี่ยมๆ ยิ่งทำให้ตัวรถดูใหญ่มาก สุดท้ายเลยออกแบบให้มีความกลมมนมากขึ้นเพื่อเพิ่มความดูสง่างาม และลดความบึกบึนลง”
ส่วนงานออกแบบ เหนือซุ้มล้อทั้ง 4 ในสไตล์ที่เรียกว่า Blister Fender ซึ่งปรากฎอยู่ใน Pajero รุ่นปี 1997 – 1999 นั้น แม้ว่าผู้คนจะชื่นชอบมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทีมออกแบบมองว่า สิ่งใดก็ตามที่ออกสู่สายตาสาธารณชนไปแล้ว สิ่งนั้น ย่อมเป็นงานออกแบบเก่าๆ และจำเป็นต้องมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อต่อยอดกันต่อไป
เช่นเดียวกัน โทนสีตัวถังแบบ Two Tone Three Way ใน Pajero 5 ประตู EXCEED ทั้ง Generation 1 และ 2 ซึ่งได้รับความนิยมมาก ในรุ่นที่ 3 นี้ กลับถูกถอดออก เนื่องจากว่า การออกแบบให้ สีตัวถังเป็น 3 แนว บนตัวถังที่โค้งมนขนาดนี้ มันดูไม่เข้ากัน
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ Pajero รุ่นที่ 3 ไม่มีตัวถัง J-Top หรือรุ่น หลังคาผ้าใบ CANVAS TOP อีกต่อไป
Mizutani เล่าว่า : “รอบนี้ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่แรกเลยครับ ส่วนตัวก็อยากทำ Open Body กลุ่มแฟนพันธ์แท้สาย Off-road Mania บอกมาว่าอยากได้ แต่มันขายไม่ออกเท่าไหร่ แม้ว่าปีก่อนเป็นปีที่เลิกผลิต Jeep แล้วแต่ยอดขายของ J-Top กลับไม่ได้ดีไปกว่ากันเลย”

Mizutani: “หลังจากที่กำหนดเลือกแบบเรียบร้อยก็ยังมีเวลาอีก 1 ปีครึ่งหรือ 2 ปีก่อนที่จะเปิดตัว ซึ่งช่วงระหว่างนั้นเองก็เกิดความคิดว่าอยากจะทำงาน Design หลายๆแบบ เพิ่มเข้ามา ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่สามารถสื่อสารเรื่องนี้กับผู้คนภายนอกได้เลย ในทางตรงข้ามลองคิดดูว่าหาก 2 ปีผ่านไปแล้ว ยังคิดว่าแบบเดิมดีที่สุดแล้ว ไม่มีข้อสังเกตหรือค้านอะไรเลย ผมว่าไล่ Designer ออกจะดีกว่าครับ (ฮา) ถึงแม้จะเห็นว่าสุดท้ายทำ Blister Fender แต่จริงๆแล้วก็มีหลายเรื่องให้กังวลเหมือนกันเพราะอะไรที่มันออกสู่สาธารณะแล้วสำหรับเรามันก็จะถือว่าเป็นของเก่าแล้วแล้วก็ต้องหาอะไรใหม่ทำต่อไป”
Mizutani เล่าต่อไปว่า “ช่วงที่ทำหุ่นจำลองขนาดเท่าคันจริง 1 : 1 ออกมาแล้ว มีการหารือกันว่า จะมีการออกแบบ Add-On Fender เหนือซุ้มล้อเพิ่มเข้าไปดีไหม เลยคิดอะไรที่มัน Simple กว่านี้ และดูเป็นสากลมากกว่านี้ เพื่อที่จะสามารถออกแบบมาเป็นโครงสร้างตัวถังชุดเดียว แต่สามารถส่งไปขายได้ทั่วโลก จึงปรับปรุงงานออกแบบ ด้วยวิธี ตีแผ่นเหล็กให้ดูกว้างขึ้น ปรับแบบใหม่ โดยทำหุ่นจำลอง 1:1 ขึ้นมาอีก 1 คัน เพื่อเป็นแนวทางตั้งต้น แล้วก็ออกแบบแยกตัวถัง 3 ประตู Short Body และ 5 ประตู Long Body
ถ้าส่วนตัวผมมองว่า งานออกแบบที่มีภาพรวม ดูสดใหม่และดุดัน คือรุ่น 3 ประตู Short Body ส่วน รุ่น 5 ประตู Long Body รู้สึกว่า การจะออกแบบให้สมส่วนนั้น ค่อนข้างยาก แต่หลังจากการปรับแบบหลายๆ ครั้งก็ได้เป็นหุ่นจำลองแบบสุดท้ายเหมือนการผลิตจำหน่ายจริงออกมา”
Joudo Kinya เล่าว่า “เคยเชื่อเหมือนกันว่า Over Fender คือสัญลักษณ์ของความเป็น 4WD Cross Country แต่ว่านั่นคงเป็นเรื่องเก่าไปแล้ว หากไม่เปลี่ยนวิธีคิดชนิดพลิกโฉมคงจะทำงานไม่ได้ ผมพยายาม Sketch ออกมาหลายๆแบบ ทำให้เห็นพื้นผิวเหล็กให้มากที่สุดเพื่อให้ดูหรูดูดีส่วนพลาสติกก็จะให้มีน้อยที่สุด แต่ยิ่ง Sketch โดยหมกมุ่นกับ Pajero เท่าไหร่ความคิดก็เริ่มตัน จึงต้องหยุดตั้งตัวใหม่เพื่อเปลี่ยน Proportion ที่มีโครงสร้างแตกต่างออกไป”
ทีมออกแบบ ใช้วิธีนำภาพ Sketch เล็กๆ อีกหลายชิ้น มาวางกองบนโต๊ะ แล้วเลือกนำมาปรับผสมให้ลงตัวกับ รูปแบบของ Pajero จากนั้นก็นำภาพ Design Sketch มาแปะไว้กับกำแพง เพื่อนำมาคิดเรื่องตำแหน่งวางอะไหล่รวมถึง การออกแบบ Packaging ต่างๆ ให้เข้ากับ Pajero ซึ่งขั้นตอนนี้ ยากลำบากที่สุด เพราะต้องตัดทางเลือกออก จนเป็น Design Sketch เดียวและก็พัฒนาแบบให้สำเร็จเป็นโมเดล ขนาด 1:1

ขั้นตอนต่อไป คือการนำภาพ Design Sketch มาขึ้นแบบจำลองทั้ง ดินเหนียว และ Computer Aided Design (CAD) เพื่อสร้าง Digital Mockup โดย Miyagawa Yuji : Clay Modeler ซึ่งเข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors ในปี 1991 รับหน้าที่ปั้นหุ้นดินเหนียว ให้กับทั้ง Mitsubishi Diamante, Mitsubishi Legnum, Mitsubishi RVR รุ่นที่ 2, Mitsubishi Chariot Grandis เป็นผู้รับผิดชอบหน้าที่ดังกล่าว ใน Pajero รุ่นที่ 3 นี้ รวมทั้ง Katsumura Kenji ที่เคยมีประสบการณ์ในการทำข้อมูล CAD Data ของ Mitsubishi Mirage Asti รุ่นสุดท้าย (1997 – 2000) รวมถึง Mitsubishi Challenger
Katsumura เล่าว่า ” CAD Data เริ่มทำตั้งแต่ ช่วงทำหุ่นจำลอง Model ตั้งต้น ความยากของงานนี้ คือการทำชิ้นส่วนตัวถังด้านหน้า บริเวณ Front Fender มีการลองผิดลองถูกอยู่หลายต่อหลายครั้ง บางที พอแก้ไขจุดอื่น ก็กลายเป็นว่า ต้องเริ่มต้นทำใหม่ทั้งหมด
Mizutani: “ขนาดไฟล์ CAD Data ของ Front Fender นี่หนักมากเนื่องจากรูปร่างมันซับซ้อน”
Katsumura: “พอนำหลาย ๆ อย่างที่ซับซ้อนมาประกอบรวมกัน CAD ทำงานแทบไม่ไหวเลยครับและเอาจริง ๆ บั้นท้าย ช่วง Rear Fender ก็ยากไม่ต่างกัน Project นี้ เพียงอย่างเดียว เรียกว่า ปริมาณและขนาดของไฟล์งาน น่าจะเทียบเท่ากับการทำรถยนต์ทั่ว ๆ ไป 4-5 คันเลยครับ”
Mizutani: “ขณะเดียวกัน งานออกแบบด้านหลัง เป็นจุดที่อยากทำให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่นกัน และก็อยากทำให้มองเห็นง่ายขึ้นด้วย เลยแยกไฟท้ายเป็นแบบ 3 ชั้น ซึ่งไม่ต่างจากตัวก่อน ผู้รับผิดชอบส่วนนี้คือคุณ Nakaya”
Nakaya: “เนื่องจาก Rear Fender ตัวนี้มันไม่เหมือนรุ่นเดิม จึงต้องออกแบบขึ้นใหม่ให้เหมาะสม อย่างไรก็ดีการทำผ่านเกณฑ์กฎหมายในหัวข้อการมองและสังเกตเห็นได้ง่าย แถมยังต้องได้งานออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ด้วย ก็ลำบากอยู่ครับ”
Mizutani: “มุมการมองเห็นไฟเลี้ยวเนี่ยแหละครับตัวยากเลย เพราะต้องมองเห็นไฟท้าย จากฝั่งด้านข้างซ้ายรถด้วย
Joudo: ใช่ครับ เนื่องด้วยไฟท้ายฝั่งขวาอยู่ใกล้ล้อสำรองแล้วพอมองจากมุม 45 องศาล้อก็จะบังเส้นของไฟท้าย จึงต้องดึงตัวเลนส์ออกมาให้เป็นแบบนูนมีมิติ”

ส่วนงานออกแบบภายในห้องโดยสารนั้น Matsuhara Masaki: Interior & Exterior designer ซึ่งเข้าทำงานกับ Mitsubishi Motors มาตั้งแต่ปี 1986 และเคยเป็นผู้ออกแบบแผงหน้าปัด ของ FTO, Carisma, Lancer ไฟท้าย Benz รวมทั้งงานตกแต่งภายนอก-ใน RVR รุ่นที่ 2 เป็นผู้รับผิดชอบงานออกแบบภายในห้องโดยสาร ของ Pajero รุ่นที่ 3 และเป็นผู้สร้างสารรค์งานออกแบบแผงหน้าปัด ทั้ง 2 ทางเลือกข้างบนนี้
แผงหน้าปัดของ Pajero รุ่นที่ 3 ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงความเรียบง่าย แต่ต้องสะดวกในการใช้งาน แรกเริ่ม คุณ Matsuhara สร้างขึ้นมาทั้งหมด 2 แบบ คือ แบบ B (ภาพชุดข้างบนนี้ ฝั่งซ้าย) ซึ่งมาในรูปของ Cockpit เครื่องบิน ส่วนแบบ A (ภาพชุดข้างบนนี้ ฝั่งขวา) ได้แรงบันดาลใจด้านความหรูหรา จาก Range Rover ในยุคนั้น โดยคิดว้าจะทำหน้าจอระบบนำทาง Navigation System เป็นแบบ Pop-up แต่สุดท้าย เลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น เพราะถ้าติดตั้งหน้าจอในตำแหน่งที่มองเห็นได้ง่าย หน้าจอก็จะบดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ อีกทั้งยังเปลืองต้นทุน
ด้วยเหตุผลที่ Pajero รุ่นที่ 3 จะถูกติดตั้ง หน้าจอ MMCS (Mitsubishi Multi Communication System) ไม่ได้มีหน้าที่แสดงแค่ระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS แต่ยังแสดงระบบปรับอากาศและควบคุมเสียงด้วย ดังนั้น ตำแหน่งของหน้าจอ จึงมีผลต่อการเลือกงานออกแบบแผงหน้าปัดครั้งนี้ อย่างมาก
Matsuhara ร่างภาพ Design Sketch ออกมาเป็น 2 แบบ โดยตั้งใจทำให้ทุกอย่างมันดูเรียบง่าย แบบ A (ฝั่งขวา) อยากให้อารมณ์ Range Rover หรือรถเก๋งหรูๆ เลยทำให้จอของระบบนำทาง Navigation System เป็นแบบ Pop-Up ด้วยเหตุผลว่า ถ้าวางหน้าจอในตำแหน่งที่มองเห็นง่าย ตัวจอก็จะบดบังทัศนวิสัยด้านหน้า หากลูกค้าขับรถบนถนนเส้นประจำที่คุ้นเคยก็ไม่จำเป็นต้องใช้งานระบบนำทาง ปิดจอลงไปก็ได้ แต่ถึงกระนั้น การทำองค์ประกอบต่าง ๆ ให้ดูดีตอนที่มันอยู่ในท่า Pop-Up ขึ้นมานั้นเปลืองต้นทุนไม่ใช่น้อย และทีมออกแบบมองว่า แม้จะดูหรู แต่ไม่ได้ต้องการให้ Pajero รุ่นที่ 3 มีความหรูในทิศทางที่เหมือนกับรถยนต์ทั่วไป อีกทั้งพื้นผิวของแผงหน้าปัดแบบ A จะเหมาะกับการใช้วัสดุบุนุ่มหุ้มหนังมากกว่า
ส่วน แบบ B (ฝั่งซ้าย) นั้น มาในรูป Cockpit เครื่องบิน ติดตั้งหน้าจอ MMCS (Mitsubishi Multi Communication System) แบบติดตั้งตายตัว โดยมีระดับความสูงหน้าจอ ต่ำกว่าแบบ Pop-Up แต่ก็สูงกว่าเมื่อเทียบกับตัวที่แล้ว อีกทั้ง สามารถกัดลายพื้นผิวพลาสติก แบบ Geometric ได้ง่ายและเหมาะสมกว่า ดังนั้น เมื่อลงคะแนนโหวตกันในทีมออกแบบแล้ว แบบ B ดูจะสดใหม่แบบยกแผงกว่า แล้วก็ไม่มีคำวิจารณ์เชิงลบเท่าไหร่

Mizutani เสริมว่า “ตอนแรกก็จะมุ่งทำแบบ Metallic แต่ตอนพ่นสีจะใช้ต้นทุนสูงมากครับ จึงใช้กัดลายแบบ Geometric แทนซึ่งก็ถือว่าคิดถูกที่ไม่ใช้วิธีพ่นสี เพราะมันคงไม่เข้ากับงานหนังกัดลายแน่ ๆ เมื่อก่อนนักออกแบบพยายามที่จะเลี่ยงลายไม้, งานชุบ, หุ้มหนัง ซึ่งก็เป็นแบบนี้ไม่เปลี่ยนแทบจะ100 ปีแล้ว แต่นี่ก็จะศตวรรษที่ 21 แล้ว แน่นอนว่ามันคงไม่การเปลี่ยนแปลงทันทีในพริบตาแต่ว่าก็พยายามใส่ลายไม้เข้าไปให้มากที่สุด”
ขณะเดียวกัน มาตรวัด RV Meter 3 วงกลม อันเป็นเอกลักษณ์มาตั้งแต่ Pajero รุ่นแรก ก็ยังคงเป็นเรื่องถกเถียงกันว่าจะออกแบบอย่างไร?
Matsuhara เล่าว่า “ตอนแรก ก็คิดออกแบบ RV Meter เรียง 3 ช่องไว้ตามเดิม แต่ทางฝ่ายขาย บอกว่าอยากได้หน้าจอที่ทำให้รู้สึกว่า กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่เสียอย่างนั้น อยากจะแสดงไว้บนหน้าจอตรงกลางใหญ่ ๆ เพื่อให้มองเห็นได้ง่าย ๆ ก็เลยใช้หน้าจอระบบนำทางนั่นแหละครับ ปรับแต่งให้มันเปลี่ยนโหมดเป็น RV Meter ได้ ส่วนรุ่นย่อยที่ไม่ได้มีหน้าจอระบบนำทางก็เอา RV Meter ติดตั้งตรงนั้นแทนไปเลย
การออกแบบภายในห้องโดยสาร ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่มีการนำเทคโนโลยี Computer Aided Design (CAD) สร้าง Digital Mockup ได้ละเอียดสมจริง ไปจนถึงชิ้นส่วนอะไหล่ ไม่ต้องแยกดูเป็นชิ้น ๆ แล้ว เพราะมันสามารถประกอบกันออกมาเป็นภาพเสมือนจริง เลยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อีกมาก
นอกจากนี้ รายละเอียดความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่ง นั่นคือ เบาะนั่งคู่หน้า ของทั้ง 2 ตัวถัง ไม่เหมือนกัน รุ่น 3 ประตู Short Body ใช้วิธีขึ้นรูปมาเรียบร้อย แต่รุ่น 5 ประตู Long Body จะเป็นงานตะเข็บเย็บ คุณ Matsuhara ให้เหตุผลไว้ว่า “เนื่องจากรุ่น 5 ประตู จะมีสัดส่วนการใช้วัสดุหุ้มหนังเยอะกว่า และมองเรื่องความหรูเป็นหลัก จึงต้องกำหนดให้เบาะนั่งคู่หน้า เป็นงานเย็บจักร

“Semi-Monocoque” หรือ “Built-in Monocoque”
ความเปลี่ยนแปลงสำคัญ ด้านเทคโนโลยีโครงสร้างตัวถัง
จากเสียงเรียกร้องของลูกค้าส่วนใหญ่ที่อยากได้ความนุ่มสบายขึ้น
Pajero รุ่นแรก และรุ่นที่ 2 ถูกสร้างขึ้นบนโครงสร้างตัวถัง และเฟรมแชสซีส์ ของรถกระบะตระกูล L200 ในลักษณะ Body-on-frame อันเป็นวิธีการสร้างรถยนต์มาตั้งแต่ยุคโบราณกาล แน่นอนว่า ข้อดีก็คือ มีความแข็งแกร่ง ทนทาน และรองรับสภาพเส้นทางทุระกันดารอันโหดร้ายได้อย่างดี แต่ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักตัวรถที่เพิ่มขึ้น การปรับมุมค่าต่างๆของช่วงล่าง มีข้อจำกัด อัตราสิ้นเปลืองเพิ่มขึ้น การปล่อยมลพิษก็เพิ่มขึ้น
ทว่า สำหรับ Pajero รุ่นที่ 3 ทีมวิศวกร ให้ความสำคัญกับคุณภาพการขับขี่ และความนุ่มนวลในการเดินทางมากยิ่งขึ้น นั่นจึงเป็นที่มาของการเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างแบบใหม่ เป็นการนำโครงสร้างตัวถัง Monocoque ที่มีน้ำหนักเบา และมีความแข็งแกร่งสูง มาเสริมพื้นใต้ท้อง ด้วยเฟรมแชสซีส์ ในลักษณะ เชื่อมกลืนเป็นเนื้อเดียวกับพื้นตัวถังไปเลย
Iwata Taoru จากแผนกวางแผนผลิตภัณฑ์ (Product Planning) ผู้ดูแลโครงการนี้ตั้งแต่ก้าวแรก ได้เปิดเผยถึงแนวคิดในการพัฒนาว่า “ตลอดช่วงปี 1995-1996 เป็นช่วงเวลาที่รถยนต์ประเภท RV (Recreational Vehicle) ได้รับความนิยมสูงสุดในญี่ปุ่น ทว่าในขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีกระแสความไม่พอใจ และความต้องการที่สูงขึ้นจากกลุ่มลูกค้า เมื่อผู้คนหันมาใช้งานรถประเภทนี้ในเมือง (City Use) กันมากขึ้น ความคาดหวังให้ตัวรถมีช่วงล่างที่นุ่มนวลขึ้น เพื่อความสบายในการโดยสารจึงเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ด้วยเหตุนี้ ในช่วงต้นปี 1996 ทีมพัฒนาจึงเกิดแนวคิดที่จะเปลี่ยนโครงสร้างตัวถังของโมเดลถัดไปให้เป็นแบบ Monocoque Body พร้อมกับยกเครื่องระบบช่วงล่างใหม่ทั้งหมด จนกระทั่งมีการอนุมัติและตัดสินใจเลือกแนวทางนี้อย่างเด็ดขาดในเดือนพฤศจิกายน 1996 ก่อนจะเริ่มลงมือออกแบบโครงสร้างใหม่ทันที
ทีมวิศวกรจึงนำเฟรมแชสซึส์ ขนาดใหญ่สองชิ้น มาวางตามแนวยาว จากด้านหน้าไปด้านหลังของรถ จากนั้นจึงเชื่อมเฟรม เข้ากับพื้นตัวถัง ส่วนห้องเครื่องยนต์ แผงพื้น และห้องโดยสาร ออกมาเป็นลักษณะ Inner-frame แม้ว่าขนาดตัวถังจะใหญ่ขึ้นอย่างมาก แต่ก็สามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 50 กิโลกรัม และลดจุดศูนย์ถ่วงลงประมาณ 50 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับ Pajero รุ่นที่ 2
นอกจากนี้ การใช้โครงสร้างส่วนบนขนาดใหญ่ร่วมกับกาวเชื่อมประสานโครงสร้าง ยังช่วยให้ตัวถังมีความแข็งแกร่งและมั่นคงขึ้น ด้วยค่าความต้านทานต่อการบิดตัว และการโค้งงอตัว (Torsional & bending rigidity) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า

เพื่อเสริมความปลอดภัยขณะเกิดอุบัติเหตุ ทีมวิศวกรได้ติดตั้งชิ้นส่วนเสริมความแข็งแกร่งในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดรอบโครงสร้างหลักแบบเส้นตรงที่มีหน้าตัดขนาดใหญ่ พร้อมทั้งกำหนดโซนที่สามารถยุบตัวได้เพื่อซับแรงกระแทก (crushable zones) ไว้ทั้งด้านหน้าและด้านหลังของจุดยึดเครื่องยนต์ และจุดยึดระบบช่วงล่าง ซึ่งการจัดวางโครงสร้างในลักษณะนี้ช่วยให้สามารถกระจายและดูดซับพลังงานจากการชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน โครงสร้างห้องโดยสารที่มีความแข็งแกร่งสูง (high-rigidity cabin structure)—ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้วยการเชื่อมต่อเสา A-pillar เข้ากับแผง cowl ยังมาพร้อมกับมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้โดยสาร เช่น การติดตั้งชิ้นส่วนเสริมความแข็งแกร่งขนาดใหญ่ ณ จุดเชื่อมต่อต่างๆ ด้วยการนำเทคโนโลยีโครงสร้างตัวถังแบบ “RISE” (Reinforced Impact Safety Evolution) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นตามที่กล่าวมานี้มาใช้ ทำให้ตัวรถมีความปลอดภัยในระดับสูง และสามารถรองรับแรงปะทะจากการชนได้รอบทิศทาง
ยิ่งไปกว่านั้น การเปลี่ยนมาใช้โครงสร้างตัวถังแบบนี้ ยังมีข้อดีคือ สามารถปรับแต่งการตั้งค่าระบบกันสะเทือนและการปรับแต่งอื่นๆ ได้อย่างยืดหยุ่นกว่าเดิม ทำให้สามารถตั้งค่ามุมต่างๆ เพื่อเพิ่มการควบคุมรถได้ดียิ่งขึ้น

ระบบสายไฟ ชิ้นส่วนระบบปรับอากาศ (HVAC) และชุดมาตรวัด ได้รับการประกอบรวมเข้ากับแผงหน้าปัดไว้ล่วงหน้า ก่อนจะนำไปติดตั้งเข้ากับตัวถังรถ ในรูปแบบโมดูลเดียว วิธีการนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้กระบวนการประกอบง่ายขึ้น แต่ยังช่วยลดเสียงรบกวนจากการเสียดสี (เสียงเอี๊ยดอ๊าด) ขณะขับขี่ ด้วยความแม่นยำในการติดตั้งของโรงงานที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ การใช้วัสดุซับเสียงแบบ Constrained-layer damping ที่แผงหน้าปัด ร่วมกับการฉีดโฟมกันเสียงและแผ่นยางมะตอยซับเสียงภายในเสาตัวถัง ยังช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอก เช่น เสียงจากห้องเครื่องยนต์และช่วงล่าง ส่งผลให้ห้องโดยสารมีความเงียบสงบยิ่งขึ้น
การผสานมาตรการเหล่านี้เข้ากับโครงสร้างตัวถังแบบ Monocoque ที่มีความแข็งแกร่งสูงและมาพร้อมโครงสร้างเฟรมในตัวแบบใหม่ ซึ่งช่วยลดการสั่นสะเทือนและเสียงรบกวน ยกระดับคุณภาพการขับขี่และการเดินทางให้ดียิ่งกว่าเดิม

3rd GENERATION “CK” (รหัสรุ่น V60 / V70 Series)
2 กันยายน 1999 – 3 ตุลาคม 2006
หลังจากงานพัฒนาเสร็จสิ้นลง Mitsubishi Pajero Generation ที่ 3 ก็ถูกเปิดตัวออกสู่สายตาสาธารณชนครั้งแรก ในประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 2 กันยายน 1999 ก่อนจะนำไปจัดแสดงในงาน Tokyo Motor Show ปลายเดือนตุลาคม 1999
Mitsubishi Pajero รุ่นที่ 3 มีรหัสรุ่น ว่า CK ถูกพัฒนาขึ้นใหม่หมดทั้งคัน ภายใต้การผสมผสานแนวคิด “Smart design” และ “Ecology conscious” ควบคู่ไปกับการต่อยอดความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ที่ผสานประโยชน์ใช้สอยเข้ากับความสวยงามตามแบบฉบับดั้งเดิม รวมถึงสมรรถนะการขับขี่ที่เหนือชั้น จนเป็นมาตรฐานใหม่ของวงการยานยนต์
Mitsubishi Pajero รุ่นที่ 3 มาพร้อมตัวถังที่ใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยรุ่น 3 ประตู ฐานล้อสั้น Short Wheelbase มีความยาว 4,255 มิลลิเมตร ขณะที่รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase จะเพิ่มความยาวเป็น 4,735 มิลลิเมตร ทั้ง 2 ตัวถัง มีความกว้าง 1,875 มิลลิเมตร เท่ากัน ขณะที่ความสูง รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase อยู่ที่ 1,845 มิลลิเมตร ส่วนรุ่น 5 ประตู Long Wheelbase สูง 1,855 มิลลิเมตร ส่วนระยะฐานล้อ (Wheelbase) นั้น รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase จะมีความยาว 2,545 มิลลิเมตร ขณะที่รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase เพิ่มความยาวเป็น 2,780 มิลลิเมตร
ทุกตัวถัง ทุกรุ่นย่อย มีความกว้างช่วงล้อคู่หน้า (Front thread) และความกว้างช่วงล้อคู่หลัง (Rear thread) เท่ากันที่ 1,560 มิลลิเมตร และมีระยะห่างจากพื้นใต้ท้องรถจนถึงพื้นถนน (Ground clearance) อยู่ที่ 235 มิลลิเมตร ด้านน้ำหนักตัว รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase จะอยู่ในช่วงระหว่าง 2,115 – 2,255 กิโลกรัม ส่วนรุ่น 5 ประตู Long Wheelbase จะอยู่ในช่วงระหว่าง 2,345 – 2,535 กิโลกรัม
เมื่อเปรียบเทียบกับ Pajero รุ่นที่ 2 (1991 – 1999) แล้ว จะพบว่า รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase มีความยาวตัวถังเพิ่มขึ้นจากเดิม 160 มิลลิเมตร ความกว้าง เพิ่มขึ้นถึง 100 มิลลิเมตร ลดความสูงลง 55 มิลลิเมตร แต่เพิ่มความยาวระยะฐานล้ออีกถึง 125 มิลลิเมตร
ส่วนรุ่น 5 ประตู Long Wheelbase จะมีความยาว เพิ่มขึ้นจากเดิม 55 มิลลิเมตร เพิ่มความกว้างจากรุ่นก่อน ถึง 100 มิลลิเมตร ลดความสูงลงมา 45 มิลลิเมตร และลดระดับพื้นใต้ท้องรถลงมา 50 มิลลิเมตร การปรับปรุงขนาดตัวถัง ให้เหมาะสมกับความต้องการของทั้งลูกค้าในญี่ปุ่น และตลาดส่งออกทั่วโลก รวมทั้งการขยายความกว้างช่วงล้อ (Track) ให้กว้างขึ้น และการลดจุดศูนย์ถ่วงลงมาจากเดิม ส่งผลให้เสถียรภาพในการขับขี่ทางตรงดีขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มความสบายทั้งในการขับขี่ และการนั่งโดยสาร ให้ดียิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การออกแบบภายนอกได้รับการพัฒนาภายใต้แนวคิด “การก้าวเข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21” โดยยังคงรักษาเอกลักษณ์ดั้งเดิมของ PAJERO ที่ผสมผสานความปราดเปรียวเข้ากับประโยชน์ใช้สอยไว้อย่างลงตัว แต่ในขณะเดียวกันก็สะท้อนภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและแตกต่างอย่างชัดเจน
รุ่นตัวถังยาว 5 ประตู Long Wheelbase ถูกออกแบบมุ่งเน้นความโอ่อ่าและหรูหรา สะท้อนถึงความน่าเชื่อถือและคุณภาพที่วางใจได้ ส่วนรุ่นตัวถังสั้น 3 ประตู Short Wheelbase โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่เน้นความปราดเปรียวคล่องตัว สื่อให้เห็นถึงสมรรถนะการใช้งานและขีดความสามารถในการขับขี่ไปได้ทุกเส้นทาง

รุ่นตัวถังสั้น 3 ประตู Short Wheelbase โดดเด่นด้วยเสาหลังคาคู่กลาง (B-pillar) ที่ได้รับการออกแบบให้ใหญ่โตจนเห็นเด่นชัดยิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยให้ตัวรถดูแข็งแกร่งและมั่นคงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงสายเลือดเดียวกันกับรถในตระกูล PAJERO อย่างรุ่น PAJERO iO และ PAJERO MINI อีกด้วย
เส้นสายทั้งคันมาในสไตล์โค้งมน และดูบึกบึนยิ่งขึ้นกว่าเดิม ชุดไฟหน้าและไฟเลี้ยวถูกรวมไว้ในโคมเดียวกันด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยวและดุดัน ช่วยเสริมภาพลักษณ์อันแข็งแกร่งและทรงพลัง ซุ้มล้อคู่หน้าถูกออกแบบให้มีรูปทรงบึกบึนช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับรูปลักษณ์ของ PAJERO อีกทั้งยังช่วยเพิ่มทัศนวิสัยด้านหน้าและด้านข้างให้ดียิ่งขึ้น
ทุกรุ่นติดตั้งกระจกหน้าต่างแบบ ป้องกันรังสี UV (Ultra Violet) รอบคัน และหน้าต่างครึ่งคันหลังของรถ เป็นแบบ ฟิล์มเข้ม Privacy Glass มาให้

ภายในห้องโดยสาร ถูกออกแบบขึ้น โดยมุุ่งเน้นการสร้างพื้นที่ อันเปี่ยมด้วยอรรถประโยชน์ใช้สอย ขณะเดียวกัน ต้องดูหรูหรา สมกับความเป็น SUV ระดับสูง สะท้อนถึงความทรงพลังและความแข็งแกร่ง กว้างขวางและผ่อนคลาย มอบความรู้สึกปลอดภัยที่วางใจได้ พร้อมทั้งถ่ายทอดภาพลักษณ์และสัมผัสแห่งคุณภาพในทุกรายละเอียด
ห้องโดยสารของรุ่นพื้นฐาน ZR จะหุ้มด้วยเบาะผ้า ซึ่งเน้นรองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันอันสมบุกสมบัน แต่ด้วยโทนสีสว่าง ช่วยให้เกิดความโปร่งสบายตา ขณะที่ รุ่น EXCEED และ SUPER EXCEED อันเป็นรุ่นท็อป จะเพิ่มความหรู ด้วยเบาะนั่งหุ้มหนังแท้ มีให้เลือกทั้ง สีดำ และสีเบจ
แผงหน้าปัด ถูกออกแบบ ให้มีการจัดสรรพื้นที่ของอุปกรณ์ และมาตรวัดต่างๆ อย่างเป็นสัดส่วน และสะดวกต่อการใช้งาน โดยยังคงเอกลักษณ์ของ Pajero ไว้อยู่ โดดเด่นด้วยหน้าจอแสดงผล Monitor Color ขนาดใหญ่ที่มองเห็นได้ชัดเจนบริเวณแผงควบคุมกลาง ขนาบข้างด้วยช่องแอร์ที่ช่วยเสริมมิติความหนาแน่น และดูแข็งแกร่งมั่นคง การเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง เช่น วัสดุบุแผงหน้าปัด ผิวสัมผัสนุ่มนวล ที่ผลิตด้วยกรรมวิธี Slush-molding และเทคนิคการขึ้นรูปชิ้นงานแบบไร้รอยต่อ (Integrated skin-molding) สำหรับถุงลมนิรภัยฝั่งผู้โดยสารและฝาปิดช่องเก็บของด้านบน ช่วยยกระดับความรู้สึกโปร่งโล่งและสะท้อนภาพลักษณ์ความหรูหราเหนือระดับ
นอกจากนี้ แผงคอนโซลกลางขนาดใหญ่ ยังถูกจัดวางตำแหน่งอุปกรณ์ต่างๆ ไว้อย่างชาญฉลาดและลงตัว ทั้งคันเกียร์อัตโนมัติ คันเกียร์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (Transfer case) และคันเบรกมือ เน้นความหรูหราและประณีต อีกทั้งยังมีการใส่ใจในรายละเอียดเพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน เช่น ฝาปิดคอนโซลที่สามารถเลื่อนปรับตำแหน่งเพื่อใช้เป็นที่พักแขนได้อีกด้วย
ชุดมาตรวัด มาเป็นแบบวงกลม 2 วง ฝั่งซ้ายเป็นมาตรวัดความเร็ว ฝั่งขวาเป็นมาตรวัดรอบเครื่องยนต์ ส่วน มาตรวัดตรงกลาง 4 ช่อง ทำหน้าที่ เป็น มาตรวัดปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง มาตรวัดอุณหภูมิน้ำหล่อเย็น การทำงานระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ และไฟแจ้งเตือนประตูรถเปิด-ปิดไม่สนิท พวงมาลัยทุกรุ่นเป็นแบบ 4 ก้ัาน โดยรุ่น EXCEED และ SUPER EXCEED จะตกแต่งเพิ่มเติมด้วยลายไม้ ทั้งบนพวงมาลัย และแผงควบคุม คอนโซลกลาง รวมทั้งกรอบประดับ รอบช่องแอร์ทั้ง 2 ฝั่ง
แผงประตู ถูกออกแบบโดยคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยและความปลอดภัย มอบความสบายในการวางแขนและตำแหน่งสวิตช์ที่ใช้งานง่าย บริเวณชุดแผงควบคุมหน้าต่างไฟฟ้าทั้ง 2 และ 4 บาน ตามแต่ละตัวถัง รวมถึงมือจับประตูตกแต่งด้วยโทนสีดำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่โฉบเฉี่ยวและสื่อถึงความเร็ว นอกจากนี้ ชิ้นส่วนบุผิวสัมผัสยังผลิตด้วยกระบวนการขึ้นรูปชิ้นเดียว (Integrated Molding) และมาพร้อมช่องเก็บของที่ประตูขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน
การออกแบบภายในยังใส่ใจในทุกรายละเอียดเพื่อความปลอดภัยและฟังก์ชันการใช้งานที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นแผงตกแต่งส่วนบนที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดแรงกระแทกบริเวณศีรษะ หรือแผงตกแต่งประตูท้ายที่มาพร้อมกล่องเก็บเครื่องมือแบบถอดออกได้และมือจับสำหรับผู้โดยสาร
เบาะนั่งคู่หน้า ได้รับการออกแบบรูปทรงและโครงสร้างด้านใน ให้โอบกระชับสรีระได้อย่างดี ผสานกับเส้นสายที่เน้นการรองรับด้านข้าง ทำให้เกิดความสมดุลที่ลงตัวระหว่างความสบาย การรองรับสรีระ และความปลอดภัย เบาะนั่งสไตล์สปอร์ตใช้กระบวนการขึ้นรูปวัสดุหุ้มเบาะแบบยึดติดเป็นชิ้นเดียว (bonded molding) เพื่อสร้างรูปทรงที่โอบรับผู้โดยสาร ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความสบายในการขับขี่เท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันปัญหาวัสดุหุ้มเบาะหย่อนคล้อยหรือเกิดรอยยับอีกด้วย นอกจากนี้ เบาะนั่งแบบหุ้มหนังแท้ยังผ่านกระบวนการปรับปรุงพื้นผิววัสดุ เพื่อให้ได้สัมผัสที่นุ่มนวลควบคู่ไปกับความทนทานสูง
เบาะนั่งแถว 2 สามารถแบ่งพับได้ในอัตราส่วน 60/40 และมีพื้นผิวเบาะรองนั่งที่เรียบแบน เพื่อรองรับการติดตั้งเบาะนิรภัยสำหรับเด็ก (Child Seat) ในขณะที่รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase จะมาพร้อมกับพนักวางแขนตรงกลางแบบพับเก็บได้ ที่มีช่องวางแก้วน้ำในตัว นอกจากนี้ เบาะนั่งยังมาพร้อมกับปีกเบาะด้านข้างที่สามารถพับลงได้ เพื่อเพิ่มทั้งความสบายของผู้โดยสารและความสะดวกในการใช้งาน
เบาะนั่งแถวที่สามในรุ่นตัวถังยาวมาพร้อมระบบจัดเก็บสัมภาระใต้พื้นรถ ซึ่งช่วยเพิ่มประโยชน์ใช้สอยของพื้นที่ได้อย่างมาก นอกจากนี้ เบาะนั่งยังสามารถถอดออกได้ด้วยระบบ One-touch เพื่อขยายพื้นที่บรรทุกสัมภาระให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับช่องเก็บของหลากหลายจุดทั่วบริเวณพื้นที่เก็บสัมภาระที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้งาน

ด้านความบันเทิง นอกจากจะติดตั้งชุดเครื่องเสียง พร้อมวิทยุ AM/FM เครื่องเล่น MiniDisc (MD) / CD มาให้ด้วยแล้ว ในหลายรุ่นย่อย ยังสามารถเลือกติดตั้ง หน้าจอแสดงผล Monitor สี ขนาด 7 นิ้ว ในชื่อ Mitsubishi Multi-Communication System (MMCS) สำหรับแสดงข้อมูลเกี่ยวกับระบบนำทาง ระบบความบันเทิงภายในรถ และสถานะการทำงานของเครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ (Auto Air-conditioner พร้อม Heater ในตัว) ได้อีกด้วย

ขุมพลังมีให้เลือก 2 รูปแบบความแรง ทั้งเครื่องยนต์ รหัส 6G74 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 3,496 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 93.0 x 85.8 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.4 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-Multi พร้อมเทคโนโลยีจ่ายเชื้อเพลิง ฉีดตรงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ GDI (Gasoline Direct Injection) กำลังสูงสุด 220 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 35.5 กก.-ม.ที่ 3,750 รอบ/นาที

อีกทางเลือก เป็นเครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3,200 ซีซี 98.5 x 105.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 17.0 : 1 ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด อีเล็กโทรนิคส์ พร้อมเทคโนโลยี DI-D (Direct Injection) พ่วงระบบอัดอากาศแบบ Turbocharger พร้อม Intercooler และ ระบบระบายความร้อนไอเสีย (EGR cooler) แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุด 175 แรงม้า (PS) ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 39.0 กก.-ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที

ช่วงแรกที่ออกสู่ตลาดญี่ปุ่น นั้น Pajero รุ่นที่ 3 ทั้ง 2 ขุมพลัง ทุกรุ่นทุกคัน จะถูกติดตั้ง เฉพาะ เกียร์อัตโนมัติ ซึ่งมาพร้อมสมองกลเกียร์แบบ INVECS-II อันเป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ Mitsubishi Motors ที่ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น
ระบบสมองกลเกียร์ INVECS-II มีรูปแบบการควบคุมหลัก 3 ประการ ได้แก่
- “Optimal Control” กำหนดจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ขับขี่ทั่วไป
- “Learning Control” ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเปลี่ยนเกียร์ (Shift Pattern) ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมและความชอบส่วนบุคคลของผู้ขับขี่
- “Full Adaptive Control” ซึ่งผสานการทำงานระหว่างระบบป้อนข้อมูลกลับ (Feedback Control) และระบบเรียนรู้ (Learning Control) เพื่อรักษาความนุ่มนวลและแม่นยำในการเปลี่ยนเกียร์ ให้คงประสิทธิภาพสูงสุด แม้สภาพชิ้นส่วนกลไกจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุการใช้งาน
ทั้ง 2 ขุมพลัง มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ ให้เลือก
- รุ่น ZR จะเชื่อมเข้ากับ เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II แบบมาตรฐาน (เกียร์รุ่น V4A51 น้ำหนักเกียร์ทั้งลูก 69 กิโลกรัม)
- รุ่น EXCEED จะเป็น เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II (รุ่น V4A51) ที่เพิ่มโหมดโยกเปลี่ยนเกียร์เอง +/- แบบ SPORT MODE มาให้
- รุ่น SUPER EXCEED จะยกระดับขึ้นเป็น เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II พร้อมโหมดโยกเปลี่ยนเกียร์เอง +/- แบบ SPORT MODE มาให้ (เกียร์รุ่น V5A51 น้ำหนักเกียร์ทั้งลูก 75.4 กิโลกรัม)
อัตราทดเกียร์ รุ่น 4 จังหวะ ทั้งแบบมาตรฐาน และแบบ SPORT MODE (รุ่น V4A51) เหมือนกัน ดังนี้
- เกียร์ 1 …………………2.842
- เกียร์ 2 …………………1.495
- เกียร์ 3 …………………1.090
- เกียร์ 4 …………………0.731
- เกียร์ถอยหลัง …………..2.720
- อัตราทดเฟืองท้าย ……..4.190
อัตราทดเกียร์ รุ่น 5 จังหวะ SPORT MODE (รุ่น V5A51) มีดังนี้
- เกียร์ 1 …………………3.789
- เกียร์ 2 …………………2.057
- เกียร์ 3 …………………1.421
- เกียร์ 4 …………………1.000
- เกียร์ 5 …………………0.731
- เกียร์ถอยหลัง …………..3.865
- อัตราทดเฟืองท้าย ……..3.917

ทุกรุ่นย่อย ติดตั้งเฉพาะระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลา Full Time แบบ SUPER SELECT 4WD-II อันเป็นเอกลักษณ์ ของ Mitsubishi Motors พร้อมเฟืองท้าย Limited Slip Differential (LSD) ติดตั้ง 2 ตำแหน่งทั้งตอนกลางและระหว่าง ล้อคู่หลัง
SUPER SELECT 4WD-II เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตลอดเวลา (Full-time 4WD) แต่ผู้ขับขี่ยังสามารถเลือก Mode ขับเคลื่อน4 ล้อแบบ Direct-drive (ในตำแหน่ง 4HLc และ 4LLc) ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการขับขี่บนพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ หรือการนำรถออกจากสถานการณ์ที่ติดหล่ม รวมถึงโหมดขับเคลื่อนสองล้อ (2WD) ที่เหมาะสำหรับการขับขี่อย่างประหยัดน้ำมัน
สำหรับระบบ SS4 II ที่ติดตั้งใน Pajero รุ่นที่ 3 เป็นพัฒนาการต่อยอดมาจากระบบ SS4 เดิมที่ได้รับการยอมรับและมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนาน โดยมีการนำชุดเฟืองท้ายกลางแบบ Planetary gear พร้อมระบบ VCU (Viscous Coupling) มาใช้ ส่งผลให้สามารถปรับเปลี่ยน การกระจายแรงบิดระหว่างล้อคู่หน้าและคู่หลังได้ หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่สัดส่วน ร้อยละ 33:67 ไปจนถึง 50:50 เพิ่มขีดความสามารถของล้อคู่หน้า ในการยึดเกาะถนน Lateral grip ได้ดียิ่งขึ้นขณะเข้าโค้ง ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถได้อย่างดี ทั้งในสภาพถนนปกติและบนพื้นผิวที่มีแรงยึดเกาะต่ำ
ระบบ SS4 II ใน Pajero รุ่นที่ 3 จะใช้สวิตช์ที่เชื่อมต่อกับคันเกียร์ Transfer เพื่อควบคุมการทำงานของชุดขับเคลื่อนการเปลี่ยนเกียร์ (shift actuator) ซึ่งประกอบด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรง และชุดเกียร์ทดกำลัง ได้อย่างแม่นยำ ส่งผลให้การเลื่อนคันเกียร์มีความนุ่มนวล และเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างมั่นใจ
เมื่อผสานการทำงานเข้ากับกลไก SS4 ที่ผ่านการพิสูจน์ประสิทธิภาพมาแล้วในการประสานการทำงานระหว่างชุดเกียร์ทรานสเฟอร์และระบบฟรีวีลคลัตช์ (free-wheel clutch) ของเฟืองท้ายหน้า ผู้ขับขี่จึงสามารถสลับโหมดระหว่าง [2H] ขับเคลื่อนล้อหลัง โดยปล่อยล้อหน้าเป็นอิสระ และ [4H] ได้ง่ายดายเพียงแค่ขยับคันเกียร์เบาๆ แบบ Shift-on-the-fly ในขณะที่ใช้ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ฃนอกจากนี้ ระบบส่งกำลังที่เชื่อมต่อระหว่างชุดเกียร์ทรานสเฟอร์และเฟืองท้ายกลางยังเลือกใช้โซ่แบบละเอียด (fine-pitch chain) ซึ่งช่วยลดเสียงรบกวนจากการขบกันของโซ่ได้อย่างมาก
- อัตราทดเฟือง Transfer case High Range (เกียร์ 2H / 4H)….1.000
- อัตราทดเฟือง Transfer case Low Range (เกียร์ 4L)….1.900
ไม่เพียงเท่านั้น Pajero รุ่นที่ 3 ยังติดตั้ง ระบบ Hybrid LSD เอกสิทธิ์เฉพาะของ Mitsubishi Motors ได้รับการออกแบบโดยผสานการทำงานระหว่าง LSD แบบ Helical (ที่ทำงานตามแรงบิด) และ LSD แบบ VCU (ที่ทำงานตามความเร็วรอบ) เข้าด้วยกัน ช่วยให้ตัวรถสามารถตอบสนองและควบคุมการถ่ายกำลังได้อย่างเหมาะสม ในสภาพถนนที่หลากหลาย เพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ และสมรรถนะการขับขี่แบบ Off-Road ดียิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ระบบ Hybrid LSD ยังไม่รบกวนการทำงานของระบบ ABS จึงช่วยให้การเบรกมีเสถียรภาพสูงและยกระดับความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

ระบบบังคับเลี้ยว / Steering Wheels
พวงมาลัย เป็นแบบ Rack & Pinion พร้อม Power ผ่อนแรง แบบ Hydraulic ตามสมัยนิยม แม้จะมีการขยายความกว้างช่วงล้อคู่หน้าให้เพิ่มขึ้น แต่ยังรักษา รัศมีวงเลี้ยว 5.3 เมตร ซึ่งแคบที่สุดในบรรดาคู่แข่งระดับเดียวกัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการขับขี่ และยังคงมีเสถียรภาพในการควบคุมรถ

ระบบกันสะเทือน / Suspension
ช่วงล่างด้านหน้า ถูกปรับเปลี่ยนจากแบบ Torsion bar มาเป็นแบบ ปีกนกคู่ Double-wishbone ที่ออกแบบใหม่พร้อมCoil Spring ซึ่งช่วยเพิ่มระยะยุบและยืดตัวของล้อ (wheel travel) ได้อย่างมาก โดยมีระยะยุบตัวเพิ่มขึ้น 10 มิลลิเมตร และระยะยืดตัวเพิ่มขึ้น 30 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับ Pajero รุ่นที่ 2 ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ล้อเกาะติดกับพื้นผิวถนนได้ดียิ่งขึ้นแล้ว ยังช่วยลดแรงกระแทกจากการขับขี่บนเส้นทางขรุขระหรือผ่านเนินสะดุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความนุ่มนวลในขับขี่มากขึ้น อีกทั้งมีการขยายความกว้างช่วงล้อคู่หน้าเพิ่มขึ้นจากรุ่นเดิม
ตัวเลขข้อมูลของการเซ็ตช่วงล่าง จากโรงงาน มีดังนี้
- ระยะยุบ / ยืดตัว ของล้อ (ยุบ Bump /คืนตัว Rebound) : 220 (130/90) มิลลิเมตร
- มุมโทอิน (Toe-in) : 2.5
- มุมแคมเบอร์ (Camber) : 0
- มุมแคสเตอร์ (Caster) : 3° 50′
- มุมเอียงคิงพิน (Kingpin inclination) : 11° 30′
- ระยะออฟเซ็ตคิงพิน (Kingpin offset) : 5
- ความสูงจุดหมุนการโคลง (Roll center height) : 120
ส่วนช่วงล่างด้านหลัง เป็นแบบ ปีกนกคู่ Multi-Link พร้อม Coil Spring ที่ถูกออกแบบขึ้นใหม่ ตัวโครงสร้างของช่วงล่างด้านหลัง ทำให้ความกว้างช่วงล้อคู่หลัง เพิ่มขึ้น 80 มิลลิเมตร เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน และเพิ่มระยะการเคลื่อนที่ของล้ออีก 15 มิลลิเมตร ทั้งในทิศทางการยุบตัวและการคืนตัว นอกจากนี้ ยังมีการปรับปรุงโครงสร้าง และมุมเรขาคณิตของช่วงล่างด้านหน้า ให้เหมาะสมที่สุดเพื่อเพิ่มเสถียรภาพในการควบคุมรถ
ไม่เพียงเท่านั้น ช่วงล่างด้านหลังยังใช้โครงสร้าง Sub-Frame ที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานต่อแรงกระแทกอย่างมากในระหว่างการขับขี่แบบ Off-Road ในขณะที่ยังคงรักษาความสูงจากพื้นดินไว้ได้ เพื่อให้มีเสถียรภาพในการควบคุมที่ดีเยี่ยม ทั้งในการขับขี่ในเมือง หรือเส้นทาง Off-Road
ตัวเลขค่าการเซ็ตช่วงล่างด้านหลังจากโรงงาน
- ระยะยุบ / ยืดตัว ของล้อ (ยุบ Bump /คืนตัว Rebound) : 270 (135/135) มิลลิเมตร
- มุมโทอิน (Toe-in) : 3
- มุมแคมเบอร์ (Camber) : 0
- ความสูงจุดหมุนการเอียงตัว (Roll center height) : 200

ระบบห้ามล้อ / Brakes
ทุกรุ่นย่อย ติดตั้ง ดิสก์เบรก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว พร้อม Caliper แบบ 2 ลูกสูบ ทั้ง 4 ล้อ โดยจานเบรกคู่หน้า มีครีบรูระบายความร้อน ช่วยเพิ่มการตอบสนองขณะเบรกภายใต้แรงเหวี่ยงสูง (High-G) และการเบรกฉุกเฉิน พร้อมทั้งรักษาแรงเบรกให้มีความเสถียรในทุกสภาวะการขับขี่
นอกจากนี้ ทุกรุ่นย่อย ยังถูกติดตั้งระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกกระทันหัน ABS (Anti-Lock Brake System) แบบ 4 Sensors 4 Channels พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (Electronics Brake Force Distributor) มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ตั้งแต่รุ่น ZR จนถึง SUPER EXCEED
นอกจากนี้ ยังมีระบบควบคุมเสถียรภาพและการทรงตัว รวมทั้งป้องกันล้อหมุนฟรีขณะออกตัวบนทางลื่น ASTC (ACTIVE STABILITY & TRACTION CONTROL) ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นครั้งแรก ในรุ่น SUPER EXCEED

ด้านความปลอดภัย Pajero รุ่นที่ 3 ยังมาพร้อมกับโครงสร้างตัวถังนิรภัยขั้นสูง RISE (Realized Impact Safety Evolution) ประกอบด้วยโครงสร้างด้านหน้าและด้านหลัง ที่ออกแบบมาเพื่อดูดซับแรงกระแทกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผสานกับโครงสร้างห้องโดยสารที่มีความแข็งแกร่งและทนทานสูงในรูปแบบ Semi-Monocoque ซึ่งมีการติดตั้ง โครงสร้างแบบดูดซับพลังงานไว้ที่เสาหลังคาคู่หน้า A-Pillar ตรงกลาง B-Pillar และด้านหลัง C-Pillar รวมถึงราวหลังคาด้านข้าง เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บที่ศีรษะของผู้โดยสารในกรณีที่เกิดการชน
อีกทั้งยังมีการใช้เพลาขับเคลื่อนที่ทำจากเรซินเสริมแรงด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ซึ่งมีน้ำหนักเบาแต่มีความแข็งแกร่งสูง ชิ้นส่วนนี้ช่วยปกป้องห้องโดยสาร ในกรณีที่เกิดการชนจากด้านหน้า โดยทำหน้าที่ดูดซับและควบคุมพลังงานจากการชนที่ส่งผ่านมาจากเครื่องยนต์
โครงสร้าง RISE ไม่เพียงคุ้มครองรอบด้านจากการชนทั้งด้านข้างและด้านหลังเท่านั้น แต่ยังรองรับการชนแบบเต็มพื้นที่ด้านหน้ารถด้วยความเร็ว 55 กิโลเมตร/ชั่วโมง รวมถึงการทดสอบการชนแบบเยื้องศูนย์ ครึ่งหน้ารถ (offset collision) ด้วยความเร็ว 56 กิโลเมตร/ชั่วโมง กับ Barrier แบบยุบตัวได้ตามมาตรฐาน Europe อีกด้วย
Pajero รุ่นที่ 3 ทุกรุ่นย่อย ทุกคัน ถูกติดตั้ง ถุงลมนิรภัยคู่หน้า Dual SRS Airbags มาให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน รวมทั้งเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด ปรับระดับสูง-ต่ำได้ ที่เบาะคู่หน้า ส่วนด้านหลัง เป็นเข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด เฉพาะเบาะแถวกลาง ฝั่งซ้าย – ขวา (หรือเบาะแถว 2 ของรุ่น 3 ประตู ฝั่งซ้าย – ขวา) ขณะที่ตรงกลางเบาะแถวหลัง เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบคาดเอว 1 ตำแหน่ง รวมทั้งยังรองรับการติดตั้งเบาะนั่งสำหรับเด็ก อีกทั้งยังมีการติดตั้ง กระจกหน้าต่างไฟฟ้า Power Windows พร้อมระบบกันหนีบมือ Jam Protection มาให้ครบ ทั้ง 4 บาน ในรุ่น 5 ประตู และ 2 บาน ในรุ่น 3 ประตู (ส่วนถุงลมนิรภัยด้านข้าง Dual Side SRS Airbags มีให้เลือกติดตั้งเพิ่มเติม เป็นอุปกรณ์สั่งพิเศษ)
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อป้องกันการโจรกรรม Pajero รุ่นที่ 3 เวอร์ชันญี่ปุ่น ทุกรุ่น ทุกคัน จึงติดตั้งระบบป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์ (Engine Immobilizer) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ระบบนี้ประกอบด้วยตัวส่งสัญญาณที่ฝังอยู่ในกุญแจรถ, ชุดควบคุมระบบ Immobilizer ที่รับส่งสัญญาณได้ในตัว ทำงานร่วมกับ กล่องควบคุมเครื่องยนต์ (ECU : Engine Control Unit) หากใช้กุญแจที่ระบบจดจำไม่ได้ ระบบจะตัดการจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์สตาร์ทติด

(Catalog สำหรับ เวอร์ชันญี่ปุ่น ช่วงเปิดตัว มีทั้งหมด 3 แบบ ขอนำมาโพสต์ให้ชมกันแค่ แบบ บาง (B-Catalog) ปกสีเทา และ C- Catalog ซึ่งเป็นเล่ม บางยิ่งกว่า สำหรับสรุปแค่ Hi-light จุดขาย ส่วน เล่มหนา ไสกาว หรือแบบที่เรียกว่า A-Catalog ปกกระดาษหนังช้าง ไม่สามารถสแกนได้โดยไม่ทำลายตัวเล่ม จึงไม่ได้นำมาโพสต์ให้ดูในที่นี้)
Mitsubishi Pajero รุ่นที่ 3 เวอร์ชันญี่ปุ่น ออกสู่ตลาดในช่วงแรก รวมทั้งสิ้น 18 รุ่นย่อย! เรื่องที่น่าสนใจคือทีมการตลาดของ Mitsubishi Motors ในญี่ปุ่น วางราคาของทุกรุ่นย่อย ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ เบนซิน (GDI) และ Diesel Turbo (Di) ให้เหมือนกัน สำหรับราคา ของแต่ละรุ่นย่อย มีดังนี้
รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase
- ZR V6 3.5L GDI INVECS-II 4AT : 2,993,000 Yen
- ZR Diesel 3.2L Di Turbo INVECS-II 4AT : 2,993,000 Yen
- EXCEED V6 3.5L GDI INVECS=II 4AT Sport Mode : 3,255,000 Yen
- EXCEED Diesel 3.2L Di Turbo INVECS=II 4AT Sport Mode : 3,255,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS=II 5AT Sport Mode (No MMCS) : 3,785,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2L Di Turbo INVECS=II 5AT Sport Mode (No MMCS) : 3,785,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS=II 5AT Sport Mode + จอ MMCS : 3,935,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2L Di Turbo INVECS=II 5AT Sport Mode + จอ MMCS : 3,935,000 Yen
รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase
- ZR V6 3.5L GDI INVECS-II 4AT 3,193,000 Yen
- ZR Diesel 3.2L Di Turbo INVECS-II 4AT 3,193,000 Yen
- EXCEED V6 3.5L GDI INVECS=II 4AT Sport Mode (No MMCS) : 3,570,000 Yen
- EXCEED Diesel 3.2L Di Turbo INVECS=II 4AT Sport Mode (No MMCS) : 3,570,000 Yen
- EXCEED V6 3.5L GDI INVECS=II 4AT Sport Mode + จอ MMCS : 3,700,000 Yen
- EXCEED Diesel 3.2L Di Turbo INVECS=II 4AT Sport Mode + จอ MMCS : 3,700,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS=II 5AT Sport Mode (No MMCS) : 4,145,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2L Di Turbo INVECS=II 5AT Sport Mode (No MMCS) : 4,145,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS=II 5AT Sport Mode + จอ MMCS : 4,295,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2L Di Turbo INVECS=II 5AT Sport Mode + จอ MMCS : 4,295,000 Yen
ดังนั้น สมมติว่า หากคุณ เลือกรุ่น Super Exceed ตัวท็อป แต่ไม่ต้องการระบบนำทาง MMCS ราคา ของรุ่นเบนซิน และ Diesel Turbo ก็เท่ากันที่ 4,145,000 Yen ทั้งคู่!
1999 MITSUBISHI PAJERO Video Catalog + Product Video (Japan Domestic Market)
1999 – 2004 Mitsubishi Pajero 3rd Generation TV Commercial (Japan Domestic Market)
Pajero รุ่นที่ 3 ถูกเปิดตัวภายใต้แคมเปญโฆษณา สำหรับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งใช้ สโลแกน (หรือ tag Line) ว่า “THE CAR for you” แปลว่า รถยนต์ เพื่อคุณ ฟังดูแล้ว อาจจะดูจืดๆเชยๆ แต่ถ้าย้อนกลับไปคิดตามดู จะเข้าใจได้ว่า เป้าหมาย ในการพัฒนา Pajero รุ่นที่ 3 นั้น คือตั้งใจปรับบุคลิกตัวรถ ให้มีความนุ่มนวล ใกล้เคียงกับรถเก๋งมากขึ้น เพื่อให้เป็นรถยนต์ที่ตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้าได้ในแทบทุกมิติ และเป็นการแสดงถึงความคิดในการพัฒนา ที่ทำตามความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก โดยยังรักษาตัวตนของ Pajero ในแบบที่ทุกคนชื่นชอบเอาไว้อยู่ตามเดิม
ช่วงแรกที่เปิดตัว Mitsubishi Motors เริ่มส่ง รุ่นเครื่องยนต์ Diesel Turbo ขึ้นโชว์รูมเครือข่ายผู้จำหน่ายรถยนต์ Mitsubishi ในชื่อ “GALANT” Dealer Channel Network ทั่วประเทศญี่ปุ่น กันก่อน ในวันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน 1999 ส่วนรุ่นเครื่องยนต์ เบนซิน GDI จะเริ่มวางจำหน่ายตามมาในวันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม 1999 ผ่านช่องทางเดียวกัน Mitsubishi Motors ตั้งเป้าหมายยอดขายไว้ที่ระดับ 3,000 คัน/เดือน
16 กันยายน 1999 เพียง 2 สัปดาห์หลังการเปิดตัว Mitsubishi Motors ออกมาแถลงว่า ยอดสั่งจอง Pajero รุ่นที่ 3 จากลูกค้าทั้งประเทศญี่ปุ่น รวมแล้วสูงถึง 4,000 คัน โดยมีข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
- รุ่นย่อยที่มียอดขายสูงสุด: EXCEED (รุ่นระดับกลาง) คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของยอดรวมทั้งหมด
- สัดส่วนลูกค้าที่อุดหนุน เครื่องยนต์ Diesel /เบนซิน : ประมาณ 60:40
- สัดส่วนลูกค้าที่อุดหนุน รุ่น 5 ประตู / รุ่น 3 ประตู : ประมาณ 80:20
- กลุ่มลูกค้า: ผู้ชายช่วงอายุ 30-50 ปี คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 70%
- สีภายนอกยอดนิยม : สี Satellite Silver และ Queen’s Silver รวมกันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55% ของรุ่น5 ประตู ส่วนรุ่น 3 ประตู นั้นสี Satellite Silver คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50%
- เหตุผลในการตัดสินใจซื้อ: นอกเหนือจาก “ความเชื่อมั่นในแบรนด์ Pajero” แล้ว ยังมีปัจจัยเฉพาะอื่นๆ ได้แก่ (1) รูปลักษณ์ภายนอกที่ดูประณีตและโฉบเฉี่ยวยิ่งกว่ารุ่นก่อนหน้า
(2) เครื่องยนต์ดีเซลระบบฉีดเชื้อเพลิงโดยตรง (Direct-injection) ที่พัฒนาขึ้นใหม่
(3) ระบบช่วงล่างอิสระทั้ง 4 ล้อ
(4) ระบบขับเคลื่อน Super Select 4WD II ที่พัฒนาขึ้นใหม่
ช่วงเปิดตัว การจัดงาน “Presentation Exhibition” ตามโชว์รูมทั่วประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 11 และ 12 กันยายน 1999 มีลูกค้าเข้าชมงานรวมทั้งสิ้น 90,302 ราย ตลอดระยะเวลา 2 วัน ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่ายอดผู้เข้าชมงานเปิดตัวรุ่น Chariot Grandis (เมื่อเดือนตุลาคม 1997) ซึ่งมีผู้เข้าชม 59,000 ราย (เฉพาะที่โชว์รูมเครือข่ายจำหน่าย GALANT Dealer Channel Store) อย่างเห็นได้ชัด สะท้อนให้เห็นถึงความสนใจอย่างมากที่ลูกค้า
ในจำนวนนี้ มีลูกค้าติดต่อ ทดลองขับรถ Demo Test drive จำนวน 11,300 ราย และมีการประเมินราคารถเก่าเพื่อการซื้อขาย จำนวน 6,900 รายการ ซึ่งบ่งชี้ถึงความตั้งใจซื้อที่อยู่ในระดับสูง และคาดว่าจะมียอดสั่งซื้อตามมาในอนาคต
หลังการเปิดตัว Mitsubishi Motors ยังคงปล่อยรุ่นย่อย เพิ่มรุ่นพิเศษ และปรับปรุงอุปกรณ์ เพื่อกระตุ้นตลาด และรักษาความสดใหม่ของตัวรถ ให้ยังคงอยู่ในความสนใจของลูกค้าชาวญี่ปุ่นต่อเนื่องไปได้…เริ่มต้นกันด้วย…

– 21 ธันวาคม 1999
เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ Mitsubishi PAJERO 5 Door Long Wheelbase ZX
รุ่นพื้นฐาน สุด Basic ถูกเปิดตัวตามออกมา เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าองค์กรที่เน้นความคุ้มค่าและการใช้งานจริง สำหรับทำตลาดหน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน องค์กรต่างๆ ที่ซื้อยกล็อตทีละหลายๆคันในรูปแบบ FLEET
ตัวรถมีเพียงอุปกรณ์ พื้นฐานมาให้ ทั้งกระจกหน้าต่างไฟฟ้า และเครื่องปรับอากาศ กันชนหน้า มุมกันชนหลัง และกระจกมองข้าง เป็นพลาสติก Recycle สีดำ ติดตั้งยางขนาด 235/80R16 มีให้เลือก 2 สีตัวถัง ได้แก่ สีขาว Sophia White และสีเงิน Satellite Silver โดยมาพร้อมกับกันชนหน้า มุมกันชนหลัง และกระจกมองข้างที่เป็นสีดำ ราคา อยู่ที่ 2,998,000 Yen ออกจำหน่าย วันที่ 8 มกราคม 2000

– 27 มกราคม 2000
เปิดตัวรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi Pajero “EXCEED-S” และ “EXCEED-L”
รวมถึงรุ่นพิเศษ Mitsubishi Pajero “Paris-Dakar Replica”
Mitsubishi Motors ได้เข้าร่วมการแข่งขันแรลลี่ Paris-Dakar-Cairo ประจำปี 2000 ซึ่งจัดขึ้นในพื้นที่แอฟริกาเหนือเป็นหลักระหว่างวันที่ 6 – 23 มกราคม 2000 โดยใช้รถแข่งแรลลี่ที่พัฒนาขึ้นจาก Pajero รุ่นใหม่ คราวนี้ เป็นการจัดแข้งขันบนเส้นทาง จากกรุง Paris ประเทศฝรั่งเศส ผ่านเมือง Dakar ไปสิ้นสุดที่กรุง Cairo ประเทศ Egypt
ในการแข่งขันครั้งนี้ Fontenay (ซึ่งขับรถแข่ง Pajero ใหม่) สามารถคว้าอันดับที่ 3 ในการแข่งขันประเภททั่วไปมาครองได้สำเร็จ ในขณะที่ Kleinschmidt และ Hiroshi Masuoka ทำผลงานจบในอันดับที่ 5 และ 6 ตามลำดับ
เพื่อเป็นการขอบคุณลูกค้าที่ให้การสนับสนุน ดังนั้น Mitsubishi Motors จึงออกรุ่นพิเศษ เซ็ตอุปกรณ์มาตรฐานยอดนิยมที่ลูกค้าชอบสั่งติดตั้ง เพื่อให้เป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น ทั้งรุ่น EXCEED-S และ EXCEED – L นอกจากนี้ยังตกแต่งรุ่นพิเศษ ทำเลียนแบบสติ๊กเกอร์รอบคัน และตกแต่งให้ใกล้เคียงกับรถแข่งคันคว้าแชมป์ ของ Kenjiro Shinozuka นักแข่งคู่บุญของทีม Mitsubishi Motors

Pajero รุ่นพิเศษ “EXCEED-S” ใช้พื้นฐานจากรุ่น ZR ทั้ง 3 ประตู และ 5 ประตู ตกแต่งเพิ่มเติม ดังนี้
- สีตัวถังแบบ Two-tone (Satellite Silver/Queens Silver) สำหรับรุ่น 5 ประตู
- สีตัวถัง Monotone (Satellite Silver) สำหรับรุ่น 3 ประตู
- ตกแต่งด้วยโครเมียมที่กระจังหน้าและชุดไฟท้าย ส่วนมือจับประตูเป็นสีเดียวกับตัวถัง
- ตกแต่งกรอบกระจกประตูด้วยสี Raccoon
- ติดตั้งสปอยเลอร์หลัง (สำหรับรุ่น 3 ประตู เท่านั้น)
- ติดตั้งเครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ แบบแยกอิสระซ้าย-ขวา (สำหรับรุ่น 5 ประตู)
- เบาะนั่งแถวที่สองแบบแยกอิสระ (ปรับพับแยกส่วน 60:40)
- พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับใช้งานในสภาพอากาศหนาวเย็น
Pajero รุ่นพิเศษ “EXCEED-L” ใช้พื้นฐานจากรุ่น EXCEED ทั้ง 3 ประตู และ 5 ประตู ตกแต่งเพิ่มเติมดังนี้
- สีตัวถังแบบ Two-tone (Satellite Silver/Queens Silver) สำหรับรุ่น 5 ประตู
- สีตัวถัง Monotone (Satellite Silver) สำหรับรุ่น 3 ประตู
- ติดตั้งระบบ MMCS (อุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น 5 ประตู) พร้อมระบบรับสัญญาณ TV tuner และกล้องมองหลัง
- ติดตั้งไฟตัดหมอก
- ติดตั้งฝาครอบยางอะไหล่ดีไซน์พิเศษ
- ติดตั้งเบาะนั่งแถวที่สองแบบแยกส่วน (ปรับพับได้แบบ 60/40; อุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น 3 ประตู)
- พร้อมอุปกรณ์มาตรฐานสำหรับใช้งานในสภาพอากาศหนาวเย็น
ราคาจำหน่าย มีดังนี้
- รุ่น 3 ประตู EXCEED-S….. 2,943,000 Yen
- รุ่น 5 ประตู EXCEED-S……3,193,000 Yen
- รุ่น 3 ประตู EXCEED-L….. 3,405,000 Yen
- รุ่น 5 ประตู EXCEED-L……3,700,000 Yen

Pajero รุ่นพิเศษ “Paris-Dakar Replica” สร้างขึ้นบนพื้นฐานรุ่น 3 ประตู หลังคาปกติ (แบบไม่มี Sun Roof) ตกแต่งเพิ่มเติม ดังนี้
- สีตัวถัง Monotone (Satellite Silver) เท่านั้น
- บังโคลน แบบรถแข่ง ทั้ง 4 ซุ้มล้อ
- ป้ายชื่อพร้อมลายเซ็นของ Kenjiro Shinozuka นักแข่งรถในตำนานของ Mitsubishi Motors
- สติ๊กเกอร์ รอบคัน เหมือนกับรถแข่งของ Kenjiro Shinozuka ผู้เข้าแข่งขันในนาม “Team Nisseki Mitsubishi RALLIART”
- ราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่นพื้นฐาน 210,000 Yen
Pajero รุ่นพิเศษ “EXCEED-S” และ “EXCEED-L” รวมถึงรุ่น “Paris-Dakar Replica” เริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 27 มกราคม 2000 – 2 มีนาคม 2000 ในจำนวนจำกัด

– 24 สิงหาคม 2000
ปรับอุปกรณ์ ครั้งแรก (รุ่นปี 2001) ปรับทัพ เพิ่มขุมพลังใหม่ และรุ่นย่อยใหม่
การปรับปรุงครั้งนี้ มีรายละเอียดปลีกย่อย เยอะไม่แพ้การปรับโฉม Minorchange เลยด้วยซ้ำ เริ่มจากภายนอกตัวรถ มีความเปลี่ยนแปลง เพียงดังนี้
- ติดตั้งไฟหน้าแบบ Discharge Headlamp ที่มีฟังก์ชันปรับไฟสูง-ต่ำในโคมเดียวกัน ให้ระยะการส่องสว่างกว้างและทัศนวิสัยที่ดีขึ้น พร้อมระบบปรับระดับไฟหน้าอัตโนมัติ (Auto Leveling) ป้องกันแสงแยงตาผู้ขับขี่รถที่สวนมา (เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น “EXCEED-II” กับ “SUPER EXCEED” และเป็นอุปกรณ์เสริมจากโรงงานในรุ่น “ZR” กับ “EXCEED-I”)
- สีตัวถัง Galaxy White ยอดนิยม ที่มาพร้อมผิวเคลือบมุกสุดหรู ได้ถูกเพิ่มเข้ามาแล้ว (ยกเว้นรุ่น “ZR” และ “ZX”)
ขณะเดียวกัน ยังมีการเพิ่มรุ่นย่อยใหม่เข้ามา นั่นคือ “EXCEED-I” และ “EXCEED-II”
- รุ่น “EXCEED-I” มีการปรับเปลี่ยนรายละเอียดอุปกรณ์บางส่วน ส่งผลให้ราคาจำหน่ายลดลงจากรุ่น “EXCEED” เดิม โดยรุ่น 5 ประตู ลดลง 450,000 Yen และรุ่น 3 ประตู ลดลง 280,000 Yen
- รุ่น “EXCEED-II” มาพร้อมระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ Sport Mode และเพิ่มอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ไฟหน้าแบบ Discharge และไฟตัดหมอก โดยมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นจากรุ่น “EXCEED” เดิมเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ลูกค้่าชาวญี่ปุ่น มองว่า รุ่น 5 ประตู มีราคาแพงไปหน่อย เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว Mitsubishi Motors จึงได้เพิ่มทางเลือกขุมพลังใหม่ขึ้นมาอีก 1 บล็อก
นั่นคือ เครื่องยนต์รหัส 6G72 เบนซิน V6 SOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI 180 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที รวมทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ (รุ่น V5MT1) สำหรับรุ่น ZR และ ZX รวมทั้ง อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II มาตรฐาน และ 4 จังหวะแบบ SPORT-MODE สำหรับรุ่นอื่นๆ เพื่อทดแทนช่องว่างในตลาด SUV 3,000 ซีซี หลังจากที่ Mitsubishi Challenger (Body-on-Frame SUV บนพื้นฐานของรถกระบะ L200 STRADA ถูกปลดจากสายการผลิตในญี่ปุ่นไปแล้ว
อัตราทดเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ (รุ่น V5MT1) มีดังนี้
มีระบบล็อกเฟืองท้ายด้านหลัง Rear Diff-Lock พร้อมเฟืองท้ายแบบ Helical Limited Slip (LSD) ให้เลือกติดตั้งเพิ่มเติมจากโรงงาน เพื่อเพิ่มสมรรถนะการขับขี่แบบ Off-Road [ทุกรุ่น]

ส่วนภายในห้องโดยสาร มีการปรับปรุงรายละเอียด ทั้งด้านความสบาย และความปลอดภัย เล็กน้อย ดังนี้
- ระบบจอแสดงผล Multi-Function ขนาด 6.5 นิ้ว ถูกเพิ่มเข้ามาเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งจากโรงงาน เมื่อรวมกับอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งโดยตัวแทนจำหน่าย (อุปกรณ์เสริมแท้) เช่น ระบบนำทาง DVD ทำให้เกิดคุณสมบัติใหม่ที่ช่วยให้ลูกค้าสามารถเลือกชุดระบบนำทางและระบบเสียงที่ต้องการได้อย่างอิสระ (ยกเว้นรุ่นที่มี MMCS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน และรุ่น “ZX”)
- เบาะแถวที่สองแบบพับได้ 60/40 ที่ได้รับความนิยม ซึ่งก่อนหน้านี้มีเฉพาะในรุ่น “SUPER EXCEED” ได้ถูกขยายไปยังรุ่นอื่นๆ แล้ว (ยกเว้นรุ่น “ZX”)
- เพิ่มพนักพิงศีรษะสำหรับที่นั่งแถวที่สองตำแหน่งกลาง และปรับปรุงเข็มขัดนิรภัยจากแบบ 2 จุดเป็นแบบ 3 จุด (ยกเว้นรุ่น “ZR” และ “ZX”)
- เพิ่มทางเลือกในการติดตั้งจุดยึดเบาะนั่งสำหรับเด็กมาตรฐาน ISOFIX จากโรงงาน (ยกเว้นรุ่น “ZX”)
- ติดตั้งระบบป้องกันการสตาร์ทรถหากไม่เหยียบคลัตช์ (Clutch-start system) เพื่อป้องกันรถเคลื่อนที่โดยไม่ตั้งใจขณะสตาร์ทเครื่องยนต์ [สำหรับรุ่นเกียร์ธรรมดา (M/T)]
- ติดตั้งระบบสัญญาณกันขโมยที่จะส่งเสียงเตือนเมื่อตรวจพบความผิดปกติของตัวรถ [ยกเว้นรุ่น “ZX”]
- ระบบ Immobilizer (ระบบป้องกันการสตาร์ทเครื่องยนต์หากไม่ใช้กุญแจที่ถูกต้อง) ซึ่งมีในรุ่นก่อนหน้านี้ ได้รับการปรับปรุงให้รองรับการใช้งาน ร่วมกับระบบสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยรีโมท [ยกเว้นรุ่น “ZR” และ “ZX”]
Pajero รุ่นปี 2001 มีให้เลือกถึง 25 รุ่นย่อย ราคาจำหน่าย ตั้งแต่ รุ่นถูกสุด 3 ประตู V6 3.0 ลิตร เกียร์ธรรมดา 5MT 2,530,000 Yen จนถึง รุ่น 5 ประตู SUPER EXCEED + MMCS 4,315,000 Yen เป้าหมายยอดขายต่อเดือน ถูกลดลงมาเหลือระดับ 1,500 คัน/เดือน
ราคาจำหน่าย มีดังนี้
รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,530,000 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT : 2,640,000 Yen
- EXCEED-I V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 4AT : 2,970,000 Yen
- EXCEED-I Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 4AT : 2,970,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 3,295,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 3,295,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,425,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,425,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 3,805,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 3,805,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,955,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,955,000 Yen
รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase
- ZX V6 3.0L 5MT : 2,540,000 Yen
- ZX V6 3.0L INVECS-II 4AT : 2,650,000
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,735,000 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT : 2,845,000 Yen
- EXCEED-I V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 4AT : 3,250,000 Yen
- EXCEED-I Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 4AT : 3,250,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 3,590,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 3,590,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,720,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,720,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 4,165,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 4,165,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 4,315,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 4,315,000 Yen

– 1 สิงหาคม 2001
ปรับอุปกรณ์ ครั้งที่ 2 (รุ่นปี 2002)
มุ่งเน้นไปที่การปรับปรุง อุปกรณ์ความบันเทิงภายในรถเป็นหลัก และเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเพิ่มเติมบางรายการ ดังนี้
- ระบบนำทาง Mitsubishi Multi-Communication System (MMCS) ถูก Upgrade เป็นระบบที่ใช้ข้อมูลจากแผ่น DVD (เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น SUPER EXCEED และ EXCEED-II และเป็นอุปกรณ์สั่งพิเศษในรุ่น EXCEED-I และ ZR) นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งานด้วยการติดตั้งเครื่องเล่น MiniDisc เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในระบบเครื่องเสียง (สำหรับรุ่น SUPER EXCEED และ EXCEED-II)
- ติดตั้ง TV tuner เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น “SUPER EXCEED” (ยกเว้นรุ่นที่ไม่มีระบบ MMCS)
- “Multi-Display Station” (อุปกรณ์เสริมจากโรงงานที่รองรับระบบนำทาง DVD และระบบเครื่องเสียงที่ติดตั้งโดยตัวแทนจำหน่าย) ได้รับการปรับปรุงใหม่โดยขยายขนาดหน้าจอแบบ Wide Screen ให้ใหญ่ขึ้น (จาก 6.5 นิ้ว เป็น 7 นิ้ว) และเปลี่ยนมาใช้หน้าจอแบบสัมผัส (Touch-panel) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความสะดวกในการใช้งาน (มีให้เลือกในรุ่น ZR และรุ่นที่สูงกว่าซึ่งไม่ได้ติดตั้งระบบ MMCS)
- เพิ่มช่องเก็บของที่ด้านหลังเบาะนั่งผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า (ยกเว้นรุ่น ZX)
- เพื่มสีตัวถัง Metallic Two-tone ใหม่ ได้แก่ สี “Grand Blue” ตัดกับ “Queen’s Silver” ซึ่งให้มิติความลึกและสัมผัสที่หรูหรา นอกจากนี้ ยังมีการนำสี “Sophia White” และ “Satellite Silver” ซึ่งเป็นสีที่ได้รับความนิยมในรุ่น “ZR” มาให้เลือกในทุกรุ่นย่อยอีกด้วย (ยกเว้นรุ่น ZX)
Mitsubishi Motors ตั้งเป้ายอดขาย Pajero (รุ่นปี 2002) ในญี่ปุ่น ซึ่งมีให้เลือกมากถึง 26 รุ่นย่อย ลดลงมาเหลือระดับ 700 คัน/เดือน โดย ราคาจำหน่าย มีดังนี้
รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,530,000 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT : 2,640,000 Yen
- EXCEED-I V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 4AT : 2,970,000 Yen
- EXCEED-I Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 4AT : 2,970,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 3,295,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 3,295,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,460,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,460,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 3,805,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 3,805,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 4,024,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 4,024,000 Yen
รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase
- ZX V6 3.0L 5MT : 2,540,000 Yen
- ZX V6 3.0L INVECS-II 4AT : 2,650,000
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,735,000 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT : 2,845,000 Yen
- EXCEED-I V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 4AT : 3,250,000 Yen
- EXCEED-I Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 4AT : 3,250,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 3,590,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 3,590,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,755,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 3,755,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 4,165,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 4,165,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 4,384,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT + MMCS : 4,384,000 Yen

– 26 ธันวาคม 2001 10 มกราคม 2002
เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi Pajero 20th ANNIVESARY PREMIUM PACKAGE 5 ประตู
เนื่องในโอกาส ฉลองครบรอบ 20 ปี ของการทำตลาด Pajero ในกว่า 170 ประเทศ ทั่วโลก ทาง Mitsubishi Motors จึงออกรุ่นพิเศษ ในชื่อ Mitsubishi Pajero 20th ANNIVESARY PREMIUM PACKAGE บนพื้นฐานของรุ่น 5 ประตู เพียงตัวถังเดียว
อุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งเสริมเข้ามาเป็นพิเศษนั้น มีทั้ง ไฟตัดหมอกหน้า ล้ออัลลอยลายมาตรฐานแต่ป้ดเงาโครเมียม เครื่องปรับอากาศแบบอัตโนมัติ Auto-Air-condition รวมทั้ง เครื่องปรับอากาศ สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง หน้าจอ Multi Information พร้อมชุดเครื่องเสียง AM/FM/MD/CD เบาะผ้ากำมะหยี่สีเบจ Trim ตกแต่งแผงหน้าปัด ลายหินอ่อนสีเทาดำเข้ม ฝาครอบยางอะไหล่แบบพิเศษ และสัญลักษณ์ ครบรอบ 20th Anniversary รอบคัน
Mitsubishi Pajero 20th ANNIVESARY PREMIUM PACKAGE มีรุ่นย่อยเดียว แต่ลูกค้าชาวญี่ปุ่นสามารถเลือกเครื่องยนต์ที่ต้องการได้ ครบทั้ง 3 ขนาด ขึ้นโชว์รูม เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2002 ทำตลาดจนถึงเดือน มีนาคม 2002 ในจำนวนจำกัด 250 คัน เท่านั้น ติดป้ายราคาไว้ ดังนี้
- เบนซิน V6 3.0 ลิตร INVECS-II 4AT Sport Mode…3,200,000 Yen
- เบนซิน V6 3.5 ลิตร GDI INVECS-II 5AT Sport Mode…3,700,000 Yen
- Diesel 3.2 ลิตร Di INVECS_II 5AT Sport Mode…3,700,000 Yen

– 5 กันยายน 2002
ปรับโฉม Minorchange ครั้งใหญ่ เพิ่มรุ่นย่อยใหม่ และเพิ่มอุปกรณ์ใหม่
ความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เน้นไปที่การตกแต่งภายนอก โดย ชิ้นส่วนภายนอก เช่น กระจังหน้า กันชนหน้าและหลัง และคิ้วซุ้มล้อ ได้รับการปรับปรุงใหม่ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น…
- การเปลี่ยนมาใช้กระจังหน้าลายปิระมิด ภายใต้แนวทางการออกแบบ โดย Olivier Boulay : Chief Designer ของ Mitsubishi Motors ในช่วงที่ DaimlerChrysler เข้ามาถือหุ้นอยู่ ในปี 2001 – 2004
- ชุดกันชนหน้า – หลัง แบบใหม่
- ชุดไฟท้ายได้รับการปรับปรุง และใช้เลนส์ใสสำหรับไฟเลี้ยวหน้าและด้านข้าง
- ชิ้นส่วนตกแต่งตัวถังภายนอกบางรายการ เช่น คิ้วข้างตัวถัง บันไดข้าง และบังโคลนหลัง ถูกออกแบบใหม่
- ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว ลายใหม่
- เพิ่มสีตัวถังใหม่ 2 สี ได้แก่ สีเขียว/เทา Metallic (GU) และสีทอง Metallic (JF)

นอกจากจะปรับปรุงภายนอกรถแล้ว ภายในห้องโดยสาร ยังถูกปรับปรุงขึ้นใหม่ ดังนี้
- เพิ่มการตกแต่งด้วยลายไม้ให้ครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น เพื่อยกระดับความหรูหราให้โดดเด่นยิ่งขึ้น
- รุ่น “SUPER EXCEED” หุ้มหนังที่คันเกียร์ คันเกียร์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (transfer lever) และคันเบรกมือ
- มือจับเปิดประตูภายในห้องโดยสารได้รับการตกแต่งด้วยวัสดุที่ให้รูปลักษณ์แบบไทเทเนียม
- หน้าจอแสดงข้อมูลแบบ Multi-display station ซึ่งรองรับระบบนำทางที่ติดตั้งโดยตัวแทนจำหน่ายจากแบรนด์ชั้นนำ อาทิ Aisin AW, Carrozzeria (By Pioneeer) , Kenwood, Panasonic และ Mitsubishi Electric ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น “Exceed II” (และมีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งมาจากโรงงานสำหรับรุ่นย่อยอื่นๆ)
อีก 2 Hi-light สำคัญ คือ
- เปิดตัวรุ่นย่อยใหม่ 5 ประตู “EXCEED” รุ่นเครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี ECI-MULTI 180 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sports Mode
- เพิ่มระบบควบคุมเสถียรภาพและการยึดเกาะถนน ASTC ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพทั้งการขับขี่แบบ Off-road (เหนือกว่า Limited Slip LSD แบบมาตรฐาน) และการเข้าโค้งบนถนนปกติ ถูกติดตั้งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น “EXCEED II” และ “SUPER EXCEED” (และมีให้เลือกเป็นอุปกรณ์เสริมที่ติดตั้งมาจากโรงงานสำหรับรุ่น “Exceed I”)

Mitsubishi Motors ตั้งเป้ายอดขาย Pajero รุ่นปี 2002 – 2003 ในญี่ปุ่น ไว้ที่ระดับ 500 คัน/เดือน ส่วนราคาจำหน่ายของทุกรุ่นย่อย ยังคงรักษานโยบายเดิม คือ ทุกรุ่นย่อย ไม่ว่าจะเลือกขุมพลังไหน ราคาจะเท่ากัน มีดังนี้
รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,530,000 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT : 2,640,000 Yen
- EXCEED-I V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 4AT : 3,020,000 Yen
- EXCEED-I Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 4AT : 3,020,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT : 3,480,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT : 3,480,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 3,936,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 3,936,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์+ MMCS) : 4,155,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (+ MMCS) : 4,155,000 Yen
รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,735,000 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT : 2,845,000 Yen
- EXCEED V6 3.0L INVECS=II Sport Mode 4AT : 2,980.000 Yen
- EXCEED-I V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 4AT : 3,300,000 Yen
- EXCEED-I Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 4AT : 3,300,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT : 3,755,000 Yen
- EXCEED-II Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT : 3,755,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์No MMCS) : 4,276,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (No MMCS) : 4,276,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS-II Sport Mode 5AT (์+ MMCS) : 4,495,000 Yen
- SUPER EXCEED Diesel 3.2 DI INVECS-II Sport Mode 5AT (+ MMCS) : 4,495,000 Yen

– 9 ตุลาคม 2003
เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi PAJERO HDD Navi Edition (300 คัน)
ช่วงไตรมาส 4 ของปี 2003 Mitsubishi Motors จัดแคมเปญ ส่งเสริมการขาย ภายใต้ชื่อที่แปลจากภาษาญี่ปุ่นว่า “Lots of Good Things: Mitsubishi’s Ultimate Appreciation Festival” โดยเปิดตัวรถยนต์รุ่นพิเศษที่มาพร้อมอุปกรณ์ครบครันในราคาที่คุ้มค่า ครอบคลุมรถยนต์รุ่นหลักทั้ง 11 รุ่น ได้แก่ รุ่น “Sound Beat Edition” (สำหรับรุ่น Colt, Lancer Wagon, eK Classy, Pajero Mini, Minica และ Town Box) และรุ่น “HDD* Navi Edition” (สำหรับรุ่น Grandis, Airtrek, Pajero, Pajero iO และ Space Gear) แถมชุดเครื่องเสียง พร้อมหน้าจอระบบนำทางผ่านดาวเทียม GPS บนข้อมูลแผนที่จาก Hard Disc Drive HDD ในรูปแบบ รถยนต์รุ่นย่อยพิเศษ ให้กับ ทั้ง
สำหรับ Mitsubishi PAJERO HDD Navi Edition เป็นการนำ รุ่นย่อย 5 ประตู “EXCEED” ขุมพลังเบนซิน V6 SOHC 24 วาล์ว 3.0 ลิตร เกียร์อัตโนมัติ INVECS-II Sport Mode 4 จังหวะ พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD II มาติดตั้ง ระบบนำทางแบบ HDD (Hard Disc Drive) ของ Mitsubishi Electric และจอภาพสำหรับผู้โดยสารตอนหลังแบบ Wide Screen ขนาด 7 นิ้ว ซึ่งช่วยให้ผู้โดยสาร สามารถรับชมภาพยนตร์จากแผ่น DVD ทั่วไปได้ นอกจากนี้ยังมีระบบจัดเก็บข้อมูลเพลง (Music Server) ที่สามารถบันทึกเพลงได้ประมาณ 400 เพลงและรองรับฟังก์ชันการแก้ไขข้อมูลเพลงอีกด้วย
PAJERO HDD Navi Edition มีสีตัวถังให้เลือก 3 สี ได้แก่ สีเงิน Cool Silver Metallic, สีดำ Deep Black Mica และสีขาวมุก Warm White Pearl (สีพิเศษที่ต้องสั่งเพิ่ม) ผลิตออกมาในจำนวนจำกัด 300 คัน เท่านั้น วางจำหน่ายในระยะเวลาจำกัด รวม 10 สัปดาห์ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2003 ถึง วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม 2003 ติดป้ายราคาจำหน่ายไว้ที่ 3,298,000 Yen
– 11 ธันวาคม 2003 Mitsubishi Motors ประกาศความสำเร็จของ Pajero ในตลาดญี่ปุ่น ด้วยยอดขายรวมตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรก ในปี 1982 จนถึง 30 พฤศจิกายน 2003 รวมทั้งสิ้น 1,201,031 คัน ใช้เวลาทั้งสิ้น 21 ปี 6 เดือน
อย่างไรก็ตาม การจำหน่ายรุ่นเครื่องยนต์ Diesel ในญี่ปุ่น ต้องยุติลงในปี 2004 เนื่องจากข้อกำหนดด้านการปล่อยมลพิษของรัฐบาลญี่ปุ่น ที่เข้มงวดขึ้น ส่งผลให้นับจากนี้ Pajero รุ่นที่ 3 จะมีเพียงรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเท่านั้น

– 20 มกราคม 2004
เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ Mitsubishi Pajero EXCEED “ACTIVE FIELD EDITION” 5 ประตู
รุ่นย่อยใหม่นี้ ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานจากรุ่นยอดนิยม “EXCEED” มีเฉพาะ เครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี ECI-MULTI 180 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sports Mode แต่มีการปรับโฉมทั้งภายนอกและภายใน ดังนี้
- ติดตั้งไฟหน้าแบบ Discharge (HID) เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
- เพิ่มแผ่นกันกระแทกใต้กันชน (สีเงินด้าน)
- กระจกมองข้างสีเดียวกับตัวรถ
- ล้ออัลลอยแบบปัดเงาพิเศษ
- ฝาครอบยางอะไหล่ด้ายท้ายรถ Design เฉพาะรุ่น
- ภายในตกแต่งพิเศษด้วยเบาะนั่งที่ผสมผสานระหว่างหนังแท้และวัสดุ “Ecsaine” (วัสดุคล้ายหนังกลับ)
- เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า
- แผงหน้าปัดและช่องแอร์ตกแต่ง ด้วย Trim “Titanium”
- พวงมาลัยหุ้มหนังแท้
- ติดตั้งระบบนำทาง HDD ของ Mitsubishi Electric และจอภาพ MDS มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน
- จอ LCD ขนาด 7 นิ้วสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง เพื่อความเพลิดเพลินในการรับชมภาพยนตร์ DVD
- มาพร้อมกับเต้ารับไฟฟ้ากระแสสลับ (AC power supply) เป็นอุปกรณ์ “มาตรฐาน”
- เพิ่ม กล้องมองหลัง เจาะติดตั้งบนฝาท้าย ใต้ช่องใส่ป้ายทะเบียน เป็นอุปกรณ์ “สั่งติดตั้งพิเศษ”
- เพิ่ม ราวหลังคา Rack Roof เป็นอุปกรณ์ “สั่งติดตั้งพิเศษ”
- มีให้เลือก 3 สีตัวถัง ได้แก่ สีเงิน Cool Silver Metallic, สีดำ Deep Black Mica และสีขาว Warm White Pearl (สีพิเศษที่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม)
Mitsubishi Motors ตั้งเป้ายอดขาย Pajero “Active Field Edition” ในญี่ปุ่น 1,000 คัน/เดือน ติดป้ายราคาไว้ที่ 3,238,000 Yen

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างปี 2004 นั้น มีการปรับปรุงรายละเอียด ให้กับรุ่น ACTIVE FIELD EDITION อยู่ 2 ครั้ง โดยครั้งแรก เกิดขึ้น เมื่อ 1 มีนาคม 2004 มีเพียงการปรับราคาขายขึ้น จากเดิม 3,238,000 Yen มาเป็น 3,399,000 Yen แต่หลังจากนั้นไม่นาน การปรับปรุงครั้งที่ 2 ก็ตามมาติดๆ!

25 พฤษภาคม 2004
ปรับอุปกรณ์ เฉพาะ Mitsubishi Pajero EXCEED “ACTIVE FIELD EDITION” 5 ประตู
เพียง 2 เดือนให้หลัง จากการปรับราคาขึ้น จู่ๆ Mitsubishi Motors ก็ส่ง Pajero EXCEED “ACTIVE FIELD EDITION” 5 ประตู รุ่นปรับอุปกรณ์ ออกสู่ตลาดอย่างฉับไว และน่างุนงงยิ่ง
- เปลี่ยนวัสดุหุ้มเบาะ “Ecsaine” (วัสดุคล้ายหนังกลับ) มาเป็น หนังแท้ มีให้เลือก 2 สี ทั้ง ดำ และ เบจ
- แผงหน้าปัดและช่องแอร์ เปลี่ยนจาก ตกแต่งด้วย แผง Trim Titanium กลับมาเป็น ลายไม้
- เพิ่มวัสดุตกแต่งลายไม้ บนพวงมาลัย คันเกียร์
- เพิ่มกล้องมองหลังขณะถอยเข้าจอด เจาะติดตั้งบนฝาท้าย ใต้ช่องใส่ป้ายทะเบียน เป็นอุปกรณ์”มาตรฐาน”
- เพิ่มราคาขาย เป็น 3,465,000 Yen



– 22 ธันวาคม 2004
ปรับอุปกรณ์ ปรับทัพ ตัดรุ่นย่อยออก + เพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ
Mitsubishi Pajero EXCEED-II “ACTIVE FIELD EDITION” 5 ประตู
การปรับปรุงรุ่นย่อย ในรอบนี้ ถือว่าเยอะไม่แพ้ช่วงเดือนสิงหาคม 2000 กันเลยทีเดียว
- รุ่น “EXCEED-I” มีการเปลี่ยนเครื่องยนต์จากเดิมที่เป็นแบบ V6 3.0 ลิตร GDI มาเป็นเครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี ECI-MULTI 180 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sport Mode และเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานต่างๆ เช่น จอ Monitor สี ขนาด 7 นิ้ว พร้อมระบบ MMCS (Mitsubishi Multi-Communication System และระบบนำทางผ่านดาวเ่ทียม GPS บนข้อมูลแผนที่ในแผ่น DVD, ไฟหน้าแบบ Discharge, ไฟตัดหมอก และช่องจ่ายไฟ AC (เฉพาะรุ่น 5 ประตู)
- รุ่น “EXCEED-II” ได้รับการติดตั้งระบบ MMCS เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเช่นกัน
- ยกเลิกการจำหน่ายรุ่น “SUPER-EXCEED” ตัวถัง 3 ประตู
ด้านการตกแต่งภายนอก / ภายใน
- เปลี่ยนมาใช้ ล้ออัลลอย ขนาด 17 นิ้ว ลวดลายใหม่ ตั้งแต่รุ่น EXCEED-II ขึ้นไป
- เพิ่มทางเลือกสีตัวถังใหม่ คือสีเทาเข้มประกายน้ำเงิน (Dark Bluish Gray Mica)
- จากเดิมที่ สีภายในห้องโดยสาร ถูกกำหนดไว้ตายตัว ตามสีตัวถัง และลูกค้าไม่สามารถเลือกเองได้ ปัจจุบันลูกค้าสามารถเลือกสีภายในได้ระหว่างสีเทาหรือสีเบจ (เฉพาะรุ่น 5 ประตู เท่านั้น)
Mitsubishi Motors ตั้งเป้ายอดขายไว้ ลดลงเหลือเพียง 600 คัน/เดือน โดยตั้งราคาจำหน่าย รวมภาษีโภคภัณฑ์ 10% แล้ว ดังนี้
รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,656,000 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,772,000 Yen
- EXCEED-I V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 3,276,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS=II 4AT Sport Mode 3,780,000 Yen
รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,871,750 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,987,000 Yen
- EXCEED V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 3,129,000 Yen
- EXCEED-I V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 3,570,000 Yen
- EXCEED-II V6 3.5L GDI INVECS=II 5AT Sport Mode : 4,070,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.5L GDI INVECS=II 5AT Sport Mode : 4,145,000 Yen

ส่วน Mitsubishi Pajero EXCEED-II “ACTIVE FIELD EDITION” 5 ประตู นั้น สร้างขึ้นจากพื้นฐานของรุ่น 5 ประตู “EXCEED” (เครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.0 ลิตร) คราวนี้ ทีมวิศวกรของได้รับคำแนะนำในการปรับปรุงตัวรถจาก Hiroshi Masuoka นักแข่ง Paris-Dakar Rally จุดเด่นสำคัญ อยู่ที่การปรับปรุงช่วงล่าง…
- ติดตั้งระบบช่วงล่างสำหรับการเดินทางไกล (Touring Suspension) และเหล็กกันโคลงที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ การตั้งค่านี้ช่วยสร้างสมดุลในระดับสูงระหว่างเสถียรภาพการขับขี่ทางตรงด้วยความเร็วสูง ความนุ่มนวลและมั่นคงของตัวรถ และการตอบสนองของพวงมาลัยที่แม่นยำเป็นธรรมชาติ
- เปลี่ยนมาใช้ ท่อไอเสียที่ออกแบบมาเฉพาะ พร้อมโลโก้ “Ralliart” แบบพ่นทราย (Sandblasted)
- ติดตั้งระบบนำทาง GPS Navigation System บนข้อมูลแผนที่ จาก แบบ HDD ของ Mitsubishi Electric ซึ่งมาพร้อมฟังก์ชันความบันเทิงที่หลากหลาย เช่น การเล่น DVD การรับสัญญาณโทรทัศน์ และการจัดเก็บเพลง (รองรับได้สูงสุดประมาณ 1,000 เพลง) ทำงานร่วมกับหน้าจอ Multi Function Wide-Screen ขนาด 7 นิ้ว
- ไฟหน้าแบบ Discharge
- ไฟตัดหมอกคู่หน้า
- ชุดตกแต่งกรอบไฟหน้าสีเทารมดำ (Gray-smoke)
- กระจังหน้าพร้อมครีบตกแต่งสีเทาเมทัลลิก
- แผ่นกันกระแทกใต้กันชนหน้า (Skid plate) สีเงินด้าน
- ล้ออัลลอยขนาดใหญ่ 17 นิ้วแบบเงาพิเศษ (High-gloss)
- สปอยเลอร์หลัง
- ฝาครอบยางอะไหล่ประทับตราสัญลักษณ์ Exceed
- ติดตั้งบันไดข้างที่มาพร้อมไฟส่องสว่างเลนส์สีฟ้า เพื่อความสะดวกในการขึ้นและลงรถในเวลากลางคืน
- เบาะนั่งคู่หน้ามาพร้อม Heater ทำความร้อน
- เบาะนั่งฝั่งผู้ขับขี่สามารถปรับระดับด้วยไฟฟ้าได้ 4 ทิศทาง
- ตกแต่งภายในห้องโดยสาร แนวสปอร์ตแต่ดูหรู ด้วยโทนสีเงินและสีดำ
- เบาะนั่งหุ้มด้วยวัสดุ Alcantara ผสมหนังแท้
- พวงมาลัยหุ้มหนังแท้สีดำ
- แผงตกแต่งและหัวเกียร์สไตล์ Titanium
- คันเกียร์อัตโนมัติ คันเกียร์ขับเคลื่อนสี่ล้อ (Transfer) และคันเบรกมือ หุ้มด้วยหนังแท้
- เลือกใช้วัสดุบุหลังคาที่มีคุณสมบัติช่วยขจัดกลิ่น โดยสามารถดูดซับและสลายกลิ่นบุหรี่รวมถึงสารเคมีต่างๆ ได้
- กุญแจรีโมทแบบ Keyless Entry จำนวน 2 ดอก
- ราคาจำหน่าย รวมภาษีโภคภัณฑ์ 10% แล้ว อยู่ที่ 3,549,000 Yen

– กรกฎาคม 2005
ปรับอุปกรณ์เล้กน้อย เพิ่มสีตัวถังใหม่
ลดจำนวน สีตัวถังลง และปรับอถปกรณ์ เพียงเล็กน้อย เท่านั้น

– 8 พฤศจิกายน 2005
ปรับอุปกรณ์ ครั้งสุดท้าย ปรับทัพ ตัดรุ่นย่อย + เพิ่มรุ่นย่อย “ACTIVE FIELD EDITION SE” V6 3.8L
การปรับรุ่นย่อยครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นในช่วงที่มีระยะเวลาเหลืออีกราวๆ เกือบ 1 ปี ก่อนการเปิดตัวรุ่นที่ 4 ดังนั้น จึงเป็นเพียงการปรับทัพ เพื่อประคับประคองยอดขาย โดยยกเลิกทางเลือกรุ่นย่อย ที่มียอดขายลดลง และเพิ่มทางเลือกใหม่ให้คุ้มค่าขึ้นในความรู้สึกของลูกค้าชาวญี่ปุ่น ดังนี้
- มีการปรับลดรุ่นย่อยให้เหลือเพียง 2 Grade สำหรับตัวถังทั้งสองแบบ ได้แก่ รุ่นพื้นฐาน “ZR” และรุ่นท็อป “EXCEED-I” สำหรับรุ่นตัวถังช่วงสั้น (Short-body) ส่วนรุ่นตัวถังช่วงยาว (Long-body) จะมีรุ่น “ZR” และ “SUPER EXCEED”
- ทุกรุ่นย่อย ของตัวถัง 3 ประตู (ZR กับ EXCEED-I) รวมทั้งรุ่น 5 ประตู ZR จะวาง ขุมพลัง 6G72 รหัส 6G72 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี ECI-MULTI 180 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที เท่านั้น โดยรุ่น 3 ประตู ZR จะมีเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เหลือให้เลือกเพียงรุ่นเดียว นอกนั้น จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sport Mode เท่านั้น
- รุ่น 5 ประตู SUPER EXCEED ยกเลิกขุมพลัง GDI เปลี่ยนมาใช้เครื่องยนต์ใหม่ 6G75 เบนซิน V6 SOHC 3,827 ซีซี ECI-MULTI 219 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 34.3 กก.-ม.ที่ 3,250 รอบ/นาที จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sport Mode แม้ว่ากำลังสูงสุดจะใกล้เคียงขุมพลัง GDI เดิม แต่นเดิม แต่เครื่องยนต์ใหม่นี้ให้ลักษณะการส่งกำลังแรงบิดที่เหนือกว่าและขับขี่ได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังผ่านมาตรฐานไอเสียปี 2005 อีกด้วย
- เพิ่ม ไฟหน้าแบบ Halogen แบบ ปรับระดับลำแสงได้ เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในทุกรุ่นย่อย
- เพิ่มไฟตัดหมอกหลัง
- เพิ่มทางเลือกสีตัวถังใหม่ ได้แก่ สีทูโทน Red Metallic/Medium Gray Metallic (เฉพาะรุ่นตัวถังช่วงยาว) และสีทูโทน Deep Blue Mica/Medium Gray Metallic
นอกจากนี้ ยังเพิ่มรุ่นย่อยใหม่ 5 ประตู SUPER EXCEED “ACTIVE FIELD SE” โดยพัฒนาขึ้นจากรุ่น “SUPER EXCEED” วางขุมพลัง 6G75 เบนซิน V6 SOHC 3,827 ซีซี ECI-MULTI 219 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 34.3 กก.-ม.ที่ 3,250 รอบ/นาที พร้อมเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sport Mode มาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน ไม่ว่าจะเป็นระบบนำทางแบบ HDD และการตกแต่งภายนอกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ในราคาที่น่าดึงดูดใจ
สำหรับรุ่น “ACTIVE FIELD EDITION” ที่ยังคงมีจำหน่ายอยู่นั้น วางขุมพลัง V6 DOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี ECI-MULTI 180 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที จับคู่กับระบบเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sports Mode และยังคงรักษาจุดเด่นและรูปลักษณ์สไตล์สปอร์ตที่เป็นเอกลักษณ์ของรุ่นก่อนหน้าเอาไว้ ดังนี้
- ช่วงล่างแบบ Touring ที่พัฒนาขึ้นโดยอาศัยคำแนะนำจาก Hiroshi Masuoka นักแข่ง Paris-Dakar Rally
- ท่อไอเสียพิเศษประทับตรา “Ralliart”
- ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ปัดเงา
- ภายในตกแต่งด้วยโทนสีเงินสลับดำ
- ระบบนำทาง GPS Navigation System ด้วยข้อมูลจากแผนที่ใน HDD
- กล้องมองหลังขณะถอยจอด
- ผ้าบุหลังคาที่มีคุณสมบัติช่วยขจัดกลิ่น
- รุ่นล่าสุดนี้ มีการปรับเปลี่ยนสีของเบาะนั่งที่ผสมผสานระหว่างวัสดุ Alcantara (หนังเทียมที่มีผิวสัมผัสคล้ายหนังกลับ ผลิตโดยบริษัท Toray Industries, Inc.) และหนังแท้ให้เป็นสีดำล้วน ส่งผลให้ห้องโดยสารมีรูปลักษณ์ที่ดูสปอร์ตและหรูหราประณีตยิ่งขึ้น
Mitsubishi Motors ตั้งเป้ายอดขาย ลดลงเหลือเพียง 300 คัน/เดือน และตั้งราคาจำหน่าย รวมภาษีโภคภัณฑ์ 10% แล้ว ดังนี้
รุ่น 3 ประตู Short Wheelbase
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,677,000 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 2,793,000 Yen
- EXCEED-I V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 3,213,000 Yen
รุ่น 5 ประตู Long Wheelbase
- ZR V6 3.0L 5MT : 2,887,000 Yen
- ZR V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 3,003,000 Yen
- SUPER EXCEED V6 3.8L INVECS-II 5AT Sport Mode : 4,683,000 Yen
- ACTIVE FIELD EDITION V6 3.0L INVECS-II 4AT Sport Mode : 3,507,000 Yen
- ACTIVE FIELD EDITION SE V6 3.8L INVECS=II 5AT Sport Mode : 4,200,000 Yen
————————————————————–
สำหรับตลาดญี่ปุ่นแล้ว Mitsubishi Pajero Generation ที่ 3 เริ่มมีสถานการณ์ยอดขายลดลงเรื่อยๆ เนื่องจากทั้งสภาพเศรษฐกิจในญี่ปุ่น ที่อยู่ในช่วง Lost decades หรือทศวรรษที่สูญหาย ทำให้ความนิยมในรถยนต์ SUV ขนาดใหญ่โต ถดถอยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตัวเลขยอดขาย ออกมา ไม่ค่อยดีนัก
ช่วงแรกที่เปิดตัว Pajero รุ่นที่ 3 ทำยอดขายได้คึกคัก พอสมควร เนื่องจากเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ และตลาดให้การตอบรับกับการเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างตัวถังมาเป็น Semi-Monocoque ลูกค้าให้การตอบรับในช่วง 4 เดือนแรกที่ออกจำหน่าย ค่อนข้างสูง ต่อเนื่องข้ามมาถึงช่วงครึ่งแรกของปี 2000
ทว่า หลังจากนั้น วิกฤติการณ์ เรียกรถกลับคืนมาปรับปรุงคุณภาพ จากการหมกเม็ดข้อมูลอันเป็นกรณีอื้อฉาวที่สุดของ Mitsubishi Motors ซึ่งเกิดขึ้น ในวันที่ 1 สิงหาคม 2000 ส่งผลกระทบต่อตัวเลขยอดขายของรถยนต์ทั้งแบรนด์ ทำให้ Pajero เอง ก็มียอดขายลดลงตามไปด้วย แม้ว่า ปี 2000 เป็นปีที่ ทำตัวเลขยอดขายได้สูงสุด ด้วยตัวเลขรวมประมาณ 12,700 คัน แต่ตัวเลขส่วนใหญ่ เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 สิงหาคม 2000
ช่วงปี 2001 แม้จะมีการออกรุ่นพิเศษ ฉลองครบรอบ Pajero 20th Anniversary และการคว้าแชมป์ ในการแข่งขันรายการ Paros-Dakar ของ Hiroshi Masuoka นักแข่งจากทีมโรงงาน Mitsubishi RalliArt มาช่วยกระตุ้นก็ตาม แต่ตัวเลขยอดขายก็ยังคงลดลง เหลือ ระดับ 6,725 คัน ยิ่งพอเข้าสู่ช่วงสิ้นปี 2002 ตัวเลขก็หล่นลงเหลือ 5,681 คัน
ช่วงปี 2003 แม้ว่ราตัวเลขจะกระเตื้องขึ้นมาเล็กน้อย เป็น 6,036 คัน แต่พอเข้าสู่ช่วงสิ้นปี 2004: ยอดขายปรับตัวลงมาเหลือแค่ 4,196 คัน เนื่องจากกลุ่มลูกค้าในญี่ปุ่น เริ่มมีเงินไม่มากพอที่จะปีนขึ้นไปอุดหนุน Pajero ซึ่งเป็น รถยนต์แบบ Cross-Country SUV หรือ On & Off-road SUV และเริ่มมองหาทางเลือกที่ประหยัดขึ้น ในรูปแบบ Crossover SUV สำหรับการใช้งานในเมือง และในชีวิตประจำวันอย่างกลุ่ม Urban SUV ที่สร้างขึ้นจาก Platform ของรถเก๋ง อย่าง Mitsubishi Outlander หรือรถที่มีขนาดเล็กกว่านี้ แทน
ช่วงปลายอายุตลาด ตัวเลขลดลงเหลือเพียง 2,781 คัน ในปี 2005 ก่อนจะเชิดหัวขึ้นเล็กน้อย เป็น 6,205 คัน ในปี 2006 อันเป็นผลจากการเปิดตัว Pajero Generation ที่ 4 ในเดือน ตุลาคม 2006
ตัวเลขยอดขายของ Pajero เฉพาะตลาดญี่ปุ่น ช่วงปี 1999 – 2006 ที่สรุปตัวเลขตามปีปฏิทิน (Calendar Year) โดย สมาคมผู้จำหน่ายรถยนต์แห่งประเทศญี่ปุ่น (JADA) และทาง Mitsubishi Motors มีดังนี้
ปี 1999………..20,189 คัน (รวม Generation 2 ที่ทำตลาดช่วง เดือนมกราคม – กันยายน และรถสต็อกเก่า)
ปี 2000……….12,701 คัน
ปี 2001…………6,725 คัน
ปี 2002…………5,681 คัน
ปี 2003…………6,035 คัน
ปี 2004…………4,196 คัน
ปี 2005…………2,781 คัน
ปี 2006………..6,205 คัน (นับรวม Generation 4 ที่เปิดตัวในเดือน ตุลาคม 2006 ด้วย)
รวมยอดขาย Pajero Generation 3 เฉพาะตลาดญี่ปุ่น 57,192 คัน
————————————————————–

US.Version
Mitsubishi MONTERO
(Last Model in the US.)
Mitsubishi Motors North America, Inc. (MMNA) ยังคงนำเข้า Pajero รุ่นที่ 3 จากญี่ปุ่น ไปเปิดตัวในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2000 โดยยังคงชื่อ Mitsubishi Montero เหมือนทั้ง 2 รุ่นก่อนหน้านั้น แน่นอนว่า ลูกค้าชาวอเมริกัน จะยังคงมีเพียง ตัวถัง 5 ประตู ให้เลือกเพียงแบบเดียว ตัวรถถูกส่งถึงมือ โชว์รูมผู้จำหน่ายรถยนต์ Mitsubishi ทั่วสหรัฐอเมริกา เมื่อเดือน มีนาคม 2000 ในฐานะรถยนต์รุ่นปี 2001
ตัวรถมีความยาว 4,735 มิลลิเมตร กว้าง 1,875 มิลลิเมตร สูง 1,855 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ (Wheelbase) 2,780 มิลลิเมตร วางเครื่องยนต์ รหัส 6G74 เบนซิน V6 สูบ SOHC 12 วาล์ว 3.5 ลิตร หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI กำลังสูงสุด 200 แรงม้า (HP) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 235 ฟุต-ปอนด์ (32.49 กก.-ม.) ที่ 3,000 รอบ/นาที ตกแต่งแตกต่างจากเวอร์ชันญี่ปุ่น และตลาดโลก แค่ ไฟเลี้ยวที่ฝังตรงมุมกันชนหน้า ติดซุ้มล้อ ตามข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของหน่วยงาน NHTSA รัฐบาลกลาง สหรัฐอเมริกา
รุ่น XLS จะเชื่อมต่อเข้ากับ เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sportronic (โหมด+/-) อัตราทดเฟืองท้าย 4.90 : 1 ส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อน Part-Time 4WD พร้อม เกียร์ Transfer 2 ตำแหน่ง
ส่วนรุ่น Limited จะ Upgrade เป็นเกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic (โหมด +/-) อัตราทดเฟืองท้าย 4.30 :1 ถ่ายทอดกำลังสู่ระบบขับเลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD II ในชื่อสำหรับตลาดอเมริกาเหนือ “Active Trac 4WD”
สำหรับรุ่นย่อย ของ Montero เหลือเพียงแค่ 2 รุ่นย่อย เท่านั้น นั่นคือ XLS เบาะผ้า และ Limited เบาะหนัง
- XLS 4AT Sportronic : 31,397 เหรียญสหรัฐฯ
- Limited 5AT Sportronic : 35,497 เหรียญสหรัฐฯ

2002 :
รุ่นปี 2002 ออกสู่ตลาดสหรัฐอเมริกา ช่วงต้นปี 2002 โดยยังคงแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆมากนัก มีแค่เพียงการเปลี่ยนชิ้นส่วนโครเมียมรอบคัน (เช่น กระจังหน้า มือจับประตู และกรอบไฟท้าย) ให้เป็นสีเดียวกับตัวรถ (Monochromatic) แทน เพิ่มเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด และหมอนรองศีรษะปรับระดับความสูงได้ สำหรับเบาะแถวสองตำแหน่งตรงกลาง และ มีการรวบรวมอุปกรณ์เสริมใหม่เป็น Package “Touring” สำหรับรุ่น XLS และ “Premium” สำหรับรุ่น Limited
ราคาจำหน่าย เพิ่มขึ้นจากปีก่อน
- XLS : 31,787 เหรียญสหรัฐฯ
- Limited : 35,897 เหรียญสหรัฐฯ

Mitsubishi Montero Minorchange / Facelift 2003 :
April 1st,2002
1 เมษายน 2002 Mitsubishi Montero รุ่นปี 2003 สำหรับตลาดอเมริกาเหนือ เผยโฉมครั้งแรก ในงาน New York Auto Show ระหว่างวันที่ 1 – 7 เมษายน 2002 และออกสู่ตลาดสหรัฐอเมริกาเหนือ ช่วงปลายปี 2002 โดยมีการ ปรับโฉม Minorchange เปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ แบบ ปิระมิด ของ Olivier Boulay เหมือนเวอร์ชันญี่ปุ่น เปลี่ยนเปลือกกันชนหน้าใหม่ พร้อมไฟตัดหมอกแบบวงกลม และปรับ Trim การตกแต่งภายนอกเล็กน้อย ตามเวอร์ชันญี่ปุ่น และตลาดโลก
การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ ขุมพลังถูก Upgrade ใหม่ เป็นเครื่องยนต์ รหัส 6G75 เบนซิน V6 สูบ SOHC 3.8 ลิตร 3,828 ซีซี หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI กำลังสูงสุด เพิ่มเป็น 215 แรงม้า (HP) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 248 ฟุต-ปอนด์ (34.29 กก.-ม.) ที่ 3,250 รอบ/นาที และ Upgrade ระบบส้งกำลังมาเป็น เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ Sportronic (โหมด +/-) ทุกรุ่นย่อย
นอกจากนี้ ยังเพิ่มรุ่นย่อยพิเศษ 20th ANNIVERSARY ฉลองครบรอบ 20 ปี ของ Montero ในตลาดสหรัฐอเมริกา โดยเพิ่มอุปกรณ์มาตรฐาน ดังนี้
- ชุดเครื่องเสียง วิทยุ AM/FM เครื่องเล่น CD-Player 6 + 1 รวม 7 ลำโพง 315W จาก Mitsubishi/Infinity
- เสาอากาศไฟฟ้า และเสาอากาศแบบฝังกระจกบังลมหลัง
- จอ LCD multi-function Information Center
- กระจกมองข้าง พ่นสีเดียวกับตัวรถ พร้อมระบบ Heater อุ่นไล่ฝ้าในตัว
- One-touch power sunroof
- ไฟตัดหมอกหน้า
- บันไดข้าง พร้อมแถบเรืองแสง
- Rear air deflector
- ระบบควบคุมเสถียรภาพ Mitsubishi Active Skid and Traction Control System (M-ASTC)
- เบาะคนขับ ปรับด้วยสวิตช์ไฟฟ้า 10 ทิศทาง และปรับด้วยคันโยกอีก 4 รวม 14 ทิศทาง
- ระบบ Heater อุ่นเบาะนั่งคู่หน้า
- เบาะหนัง ทั้งคู่หน้า และแถวกลาง
- ลายไม้ แบบดำ Ebony woodgrain
ราคาจำหน่าย ในสหรัฐฯ มีดังนี้
- XLS : 32,487 เหรียญสหรัฐฯ
- Limited : 36,597 เหรียญสหรัฐฯ
- 20th Anniversary Edition : 38,397 เหรียญสหรัฐฯ

25 กุมภาพันธ์ 2004 : Mitsubishi Motors North America, Inc. (MMNA) ประกาศราคาขายปลีก สำหรับ Montero รุ่นปี 2004 โดย ยกเลิกการจำหน่ายรุ่น XLS กับ 20th Anniversary Edition ออก และปรับลดราคาของรุ่นท็อปอย่าง Limited ลงเหลือ 34,999 เหรียญสหรัฐฯ ถูกลงกว่าเดิม ถึง 2,800 เหรียญสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับรุ่นปี 2003 โดยมี เครื่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารด้านหลังซึ่งเคยเป็นอุปกรณ์เสริมในปีก่อน ได้ถูกบรรจุเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นปี 2004 นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเลือกสั่งซื้อได้ 2 ทางเลือก ได้แก่ Package ที่มีหลังคา Sunroof และเครื่องเล่น CD-Changer 6 แผ่น หรือ Package ที่มาพร้อมเครื่องเล่นและหน้าจอ DVD Video สำหรับผู้โดยสารด้านหลัง ทั้งคู่ ราคา 34,999 เหรียญสหรัฐฯ เท่ากัน (ไม่รวมค่าขนส่ง 625 เหรียญสหรัฐฯ) พร้อมการรับประกันระบบขับเคลื่อนนาน 10 ปี หรือ 100,000 ไมล์ และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนฟรีเป็นเวลา 5 ปี เหมือนเดิม
2 มิถุนายน 2005 : MMNA ประกาศรายละเอียด Montero รุ่นปี 2005 มีการปรับปรุงเพียงเล็กน้อย คือ เพิ่ม Package Sun & Sound ซึ่งรวมเครื่องเล่น CD-Changer 6 แผ่น และหลังคา Sun roof เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน นอกจากนี้ยังมีระบบความบันเทิง DVD Video ให้เลือกติดตั้งเพิ่มเติมได้ ส่วนการปรับปรุงอื่นๆ ได้แก่ ล้อขนาด 17 นิ้วลายใหม่ และสีตัวถังภายนอกใหม่ 2 สี คือ ดำ Mignight Black และ เทา Carbon Grey คงราคาไว้ตามเดิม
11 สิงหาคม 2005 : MMNA ประกาศรายละเอียดของ Mitsubishi Montero Limited รุ่นปี 2026 ซึ่งโดยสรุปแล้ว ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเพิ่มเติม และนี่คือ ครั้งสุดท้ายที่ MMNA แจ้งข้อมูลสู่สาธารณชนในเรื่องของ Montero เวอร์ชันสหรัฐฯ

ปี 2006 เป็นปีสุดท้ายที่ Montero ทำตลาดในสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีการประกาศยุติการจำหน่ายอย่างเป็นทางการใดๆทั้งสิ้น ตัวรถยังคงถูกจำหน่าย เท่าที่มีอยู่ในสต็อกของโชว์รูมตัวแทนจำหน่าย 300 กว่าราย ในสหรัฐอเมริกา จนกระทั่งหมดลงในที่สุด ถือเป็นการปิดฉากการทำตลาด Montero ในสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี 1983 – 2006 รวมอายุการทำตลาดในสหรัฐอเมริกาทั้งสิ้น 23 ปี
ตัวเลขยอดขายสะสม ของ Montero Generation 3 เฉพาะในสหรัฐอเมริกา เท่านั้น มีดังนี้
ปี 2000……….19,366 คัน
ปี 2001………..17,693 คัน
ปี 2002……….26,799 คัน
ปี 2003……….25,352 คัน
ปี 2004……….23,275 คัน
ปี 2005………..17,929 คัน
ปี 2006………..14,028 คัน
————————————————————–

Export Version
Febuary 29th 2000 – 2003
Mitsubishi Pajero Generation 3 Export Version หรือ เวอร์ชันตลาดโลก ถูกเปิดตัวครั้งแรก บนเวทีของบูธ ในงานแสดงรถยนต์ที่สำคัญที่สุด 1 ใน ของโลก อย่าง Geneva Motor Show เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2000 โดยจัดแสดงร่วมกับ รถยนต์ต้นแบบ Mitsubishi SUW Concept และเทคโนโลยีขุมพลัง GDI-SIGMA เป็น Hi-Light ของบูธ Mitsubishi Motors ในงานวันนั้น
ช่วงแรก เวอร์ชันส่งออก รวมทั้ง เวอร์ชัน Europe จะมี Trim การตกแต่งหลักๆ เพียงแค่ รุ่นพื้นฐาน GL ราคาประหยัด สำหรับนำไปตกแต่งต่อเพิ่มเติม รุ่น GLX ตกแต่งปานกลาง แต่มีอุปกรณ์แค่เพียงพอเท่าที่จำเป็น และรุ่น GLS ตกแต่งเต็มพิกัด ส่วนทางเลือกขุมพลังหลัก มีให้เลือก เพียง 2 แบบ เหมือนเวอร์ชันญี่ปุ่น ไม่มีผิดเพี้ยน ดังนี้
- เครื่องยนต์ รหัส 6G74 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 3,496 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 93.0 x 85.8 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.4 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-Multi พร้อมเทคโนโลยีฉีดจ่ายเชื้อเพลิง ตรงสู่ห้องเผาไหม้ GDI (Gasoline Direct Injection) กำลังสูงสุด 220 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 35.5 กก.-ม.ที่ 3,750 รอบ/นาที
- เครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3,200 ซีซี 98.5 x 105.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 17.0 : 1 ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีด อีเล็กโทรนิคส์ พร้อมเทคโนโลยี DI-D (Direct Injection) พ่วงระบบอัดอากาศแบบ Turbocharger พร้อม Intercooler และ ระบบระบายความร้อนไอเสีย (EGR cooler) แบบระบายความร้อนด้วยน้ำ กำลังสูงสุด 175 แรงม้า (PS) ที่ 3,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 39.0 กก.-ม.ที่ 2,000 รอบ/นาที
อย่างไรก็ตาม ในบางตลาด ก็ยังมีขุมพลังสำหรับรุ่นประหยัด และขุมพลัง สำหรับประเทศที่ยังมีคุณภาพน้ำมัน ไม่ดีพอที่จะรองรับกับเทคโนโลยี GDI ดังนี้
- เครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 SOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI 180 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 27.0 กก.-ม.ที่ 4,000 รอบ/นาที
- เครื่องยนต์ รหัส 6G74 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 3,496 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 93.0 x 85.8 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-Multi แบบมาตรฐาน กำลังสูงสุด 186 – 200 แรงม้า (PS) ที่ 4,750 – 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 303 – 306 นิวตัน-เมตร (30.87 – 31.18 กก.-ม.) ที่ 3,300 – 3,550 รอบ/นาที (สำหรับตลาดที่ คุณภาพน้ำมัน ยังไม่สะอาดพอที่จะรองรับ ระบบหัวฉีดเทคโนโลยี GDI ได้ ตัวเลขแรงม้า และแรงบิดสูงสุด จะแตกต่างกันไปตามแต่ละตลาด)
- เครื่องยนต์ รหัส 4D56 Diesel 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 2,477 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.0 x 95.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 21.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิง ด้วยปั้มไฟฟ้า กำลังสูงสุด 85 กิโลวัตต์ / 115 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 240 นิวตัน-เมตร (24.45 กก.-ม.) ที่ 2,000 รอบ/นาที มีเฉพาะเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ เพียงแบบเดียว วางในรุ่นย่อย GL 3 ประตู และ 5 ประตู เท่านั้น
ระบบส่งกำลัง มีทั้งเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ และ เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II ทั้งแบบธรรมดา และแบบ Sportronic ให้เลือกติดตั้งกันไปตามความเหมาะสม แต่สำหรับรุ่นเครื่องยนต์ 6G74 V6 3.5 ลิตร จะมาพร้อมกับ เกียร์อัตโนมัติ จังหวะ INVECS-II Sportronic เท่านั้น

Minorchange for Export Version
2003 – 2007
การปรับโฉม สำหรับเวอร์ชันตลาดโลก เกิดขึ้น ในช่วงปลายปี 2002 ตามหลังเวอร์ชันญี่ปุ่น ไม่กี่เดือน โดยมีการปรับเปลี่ยนงานออกแบบกระจังหน้า แบบปิระมิด ของ Olivier Boulay เปลือกกันชนหน้าใหม่ พร้อมไฟตัดหมอกแบบวงกลม ล้ออัลอยลายใหม่ และโทนสีตัวถัง ในสไตล์เดียวกับรุ่นปรับโฉม Minorchange ในตลาดญี่ปุ่น
ส่วนทางเลือกขุมพลังนั้น นับเป็นครั้งแรก ที่ตลาดส่งออก จะได้ใช้ เครื่องยนต์ รหัส 6G75 เบนซิน V6 สูบ SOHC 3.8 ลิตร 3,828 ซีซี หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI กำลังสูงสุด เพิ่มเป็น 215 แรงม้า (HP) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 248 ฟุต-ปอนด์ (34.29 กก.-ม.) ที่ 3,250 รอบ/นาที และ Upgrade ระบบส้งกำลังมาเป็น เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ Sportronic (โหมด +/-) ทุกรุ่นย่อย เพิ่มมาเป็นอีก 1 ทางเลือก สำหรับตลาดอย่าง Australia / New Zealand กลุ่มประเทศตะวันออกกลาง GCC ฯลฯ
นอกนั้น รายละเอียดพื้นฐาน ไม่ได้แตกต่างไปจากรุ่นก่อนหน้านั้นมากนัก
Television Commercial for International Version of Mitsubishi PAJERO Minorchange 2002
Music : “Everyday”
Artist : BON JOVI (Click here to Listen)
ตัวเลขการส่งออก ของ Pajero Generation ที่ 3 ออกสู่ตลาดทั่วโลก มีดังนี้
ปี1999…………..65,212 คัน (รวม Pajero Generation 2)
ปี 2000……….129,198 คัน (รวม Pajero Generation 2 สำหรับบางตลาดส่งออกที่ขายควบคู่กัน)
ปี 2001…………85,324 คัน
ปี 2002……….106,376 คัน
ปี 2003………..85,863 คัน
ปี 2004………..74,347 คัน
ปี 2005………..66,773 คัน
ปี 2006………..68,563 คัน (รวม Pajero Generation ที่ 4 ซึ่งเปิดตัวในเดือนตุลาคม 2006)
————————————————————–

THAI Version
September 12th,2000 – 2004
Mitsubishi Pajero รุ่นที่ 3 ถูกนำเข้ามาโดย ผู้จำหน่ายรายเดิม “MMC. Sitthipol” (เอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด) จัดงานแถลงข่าว เปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรก เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2000 ณ ศูนย์การค้า World Trade Center สี่แยกราชประสงค์ (ปัจจุบันนี้ คือ Central World)
Pajero รุ่นที่ 3 เวอร์ชันไทย มีเฉพาะตัวถัง 5 ประตู เพียงแบบเดียว เหมือนเช่นเคย ตัวรถมีความยาว 4,795 มิลลิเมตร กว้าง 1,875 มิลลิเมตร สูง 1,855 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ ยาว 2,780 มิลลิเมตร ระยะต่ำสุดถึงพื้น (Ground Clearance) รุ่นเบนซิน GDI 235 มิลลิเมตร รุ่น Diesel DI-D 225 มิลลิเมตร น้ำหนักบรรทุกรวม (Gross vehicle weight) 2,760 กิโลกรัม
เกร็ดความรู้เล็กน้อย ก็คือ ในเบื้องต้น ก่อนเริ่มทำตลาดจริง ทาง MMC Sitthipol สั่งนำเข้า Pajero 5 ประตู เวอร์ชัน Hong Kong เข้ามาก่อน จำนวน 1 คัน เพื่อตรวจเช็คดูความเป็นไปได้ในด้านต่างๆ หลังจากนั้น เมื่อทุกอย่างได้ข้อสรุปแล้ว ทีมการตลาดฝั่งเมืองไทย จึงสั่งนำเข้า Pajero 5 ประตู สเป็กส่งออก แบบเดียวกับเวอร์ชันยุโรป มาจำหน่ายจริง
เนื่องจากตัวรถ ถูกนำเข้ามา โดยไม่ได้ติดเครื่องเสียงมาจากต้นทาง ดังนั้น ทีมงานการตลาดฝั่งเมืองไทย ของ MMC Sitthipol ก็เลย ขอใช้ความชอบของตัวเอง ติดต่อผู้จำหน่ายเครื่องเสียง ALPINE (ผู้นำเข้าในตอนนั้น ชื่อ “เฮียคุง”) เพื่อสั่งซื้อวิทยุมาติดตั้งให้ลูกค้าเอง ภายในประเทศไทย !
นอกจากนี้ เวอร์ชันไทย ยังมีการติดตั้งถุงลมนิรภัยคู่หน้า Trim ตกแต่งแผงหน้าปัดแบบลายไม้ และจอแสดงผล LCD ที่เรียกว่า RV Meter เพื่อแสดงข้อมูลต่างๆในการขับขี่ และข้อมูลสภาพแวดล้อมรอบตัวรถมาให้อีกด้วย

เวอร์ชันไทย ช่วงแรก มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ดังนี้
- เบนซิน 3.0 ลิตร (รหัสรุ่น V73WLRXVQR) วางเครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 สูบ SOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI กำลังสูงสุด 181 แรงม้า(PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 255 นิวตัน-เมตร (26.0 กก.-ม.) ที่ 4,500 รอบ/นาที พ่วงด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II
- เบนซิน 3.5 GDI (รหัสรุ่น V75WLYXCQR) วางเครื่องยนต์ รหัส 6G74 เบนซิน V6 DOHC 24 วาล์ว 3,497 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 93.0 x 85.8 มิลลิเมตร กำลังอัด 10.4 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ด้วยเทคโนโลยี GDI (Gasoline Direct Injection) กำลังสูงสุด 202 แรงม้า (PS) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 313 นิวตัน – เมตร (32.4 กก.-ม.) ที่ 4,000 รอบ/นาที
- Diesel 2.8 ลิตร (รหัสรุ่น V76WLRXFQR) วางเครื่องยนต์ รหัส 4M40 Diesel 4 สูบ SOHC 16 วาล์ว 2,835 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 95.0 x 100.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 21.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยปั้มหัวฉีดแบบ Roter กำลังสูงสุด 125 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 292 นิวตัน-เมตร (29.8 กก.-ม.) ที่ 2,000 รอบ/นาที ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ แบบปกติ
ระบบส่งกำลัง เป็นเกียร์อัตโนมัติ โดยแต่ละรุ่นย่อย จะได้ใช้เกียร์ที่ไม่เหมือนกันไปเสียทีเดียว โดยรุ่น เบนซิน V6 3.0 ลิตร และ Diesel 2.8 ลิตร จะได้ใช้เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ รุ่น เบนซิน V6 3.0 ลิตร จะได้สมองกลควบคุมกล่องเกียร์ เป็นแบบ INVECS-II มาให้ (และไม่มีคันโยก +/- มาให้) อัตราทดเกียร์ เท่ากันทั้งคู่ ดังนี้
- เกียร์ 1 ………….…………2.842
- เกียร์ 2 ………….…………1.495
- เกียร์ 3 …………….………1.000
- เกียร์ 4 …………….………0.731
- เกียร์ถอยหลัง ……….…..3.865
- เกียร์ส่งกำลัง (High)…..1.000
- เกียร์ส่งกำลัง (Low)……1.900
- อัตราทดเฟืองท้าย
รุ่นเบนซิน V6 3.0………4.636
รุ่น Diesel 2.8 ………….4.900
ส่วนรุ่นเครืองยนต์ เบนซิน V6 3.5 ลิตร GDI จะยกระดับมาใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS=II พร้อมคันโยกเปลี่ยนเกียร์เอง แบบ Sportronic อัตราทดมีดังนี้

หลังจากนั้น เพียงไม่นานนัก ปี 2001 มีการปรับรุ่นย่อย เล็กน้อย แบบเงียบๆ
1. รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน V6 3.0 ลิตร และ Diesel 2.8 ลิตร ที่นำเข้ามาในจำนวนไม่มากนัก เมื่อจำหน่ายหมดแล้ว ก็ไม่มีการนำเข้ามาอีก
2. นำเข้า รุ่น Diesel ที่ถูก Upgrade ขุมพลังใหม่ เป็น รหัสรุ่น V78WLYXFQR วางเครื่องยนต์ รหัส 4M41 Diesel 4 สูบ DOHC 16 วาล์ว 3,200 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 98.5 x 105.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 17.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ด้วยเทคโนโลยี DI-D (Direct Injection Diesel) กำลังสูงสุด 165 แรงม้า (PS) ที่ 4,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 373 นิวตัน – เมตร (38.1 กก.-ม.) ที่ 2,000 รอบ/นาที (ต่อมา ขุมพลัง 4M41 ถูกนำมาวางให้กับ Mitsubishi L200 Triton ในปี 2005 และ Mitsubishi Pajero Sport ในปี 2008)
เชื่อมต่อกับระบบส่งกำลัง แบบเดียวกัน เพียงแบบเดียว นั่นคือ เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ INVECS-II Sportronic พร้อม Torque Converter (รุ่น V5A51) เหมือนกับรุ่น เบนซิน V6 3.5 GDI โดย อัตราทดเกียร์ มีดังนี้
ทั้ง 4 ขุมพลัง เชื่อมต่อกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Super Select 4WD (SS4-II) เหมือนเวอร์ชันญี่ปุน และเวอร์ชันส่งออกสู่ตลาดโลก พวงมาลัย เป็นแบบ Rack & Pinion พร้อม Power ผ่อนแรงแบบ Hydraulic รัศมีวงเลี้ยว 5.7 เมตร
ระบบกันสะเทือนหน้า แบบอิสระ Double Wishbone Coil spring และ เหล็กกันโคลง (Stabilizer bar) ส่วนด้านหลัง เป็นแบบ อิสระ Multi-Link Coil spring และเหล็กกันโคลง (Stabilizer bar)
ระบบห้ามล้อ เป็นดิสก์เบรก คู่หน้า แบบมีรูระบายความร้อน (Ventilated Disc) ส่วนด้านหลัง เป็นแบบ ดิสก์เบรก พร้อมรูระบายความร้อน (Ventilated Drum in Disc) ทำงานร่วมกับ ระบบป้องกันล้อล็อก Multi-Mode ABS (Anti-Lock Brake System) 4 Sensor 4 Channal ระบบควบคุมแรงดันน้ำมันเบรก EBD (Electronic Brake Force Distribution) และระบบรักษาแรงดันน้ำมันเบรก HBB (Hydraulic Brake Booster) สวมล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อมยางขนาด 265/70R16
ด้านอุปกรณ์ความปลอดภัย ของเวอร์ชันไทยนั้น ทั้ง 3 รุ่นย่อย ติดตั้ง ถุงลมรนิรภัย คู่หน้า ทั้งฝั่งคนขับ และผู้โดยสารด้านซ้าย แกนพวงมาลัยยุบตัวได้ (Collapsible Sterring Column) เข็มขัดนิรภัย ELR 3 จุด 6 ที่นั่ง คาดเอว LR 1 จุด 1 ที่นั่ง ไฟเบรกดวงที่ 3 และ กระจกบังลมหน้าแบบอัดซ้อนนิรภัย 2 ชั้น (Laminated Windshield) อย่างไรก็ตาม รุ่น V6 3.5 ลิตร GDI เท่านั้น ที่จะได้ระบบไล่ฝ้าที่กระจกบังลมหลังเพิ่มเข้ามาให้
ราคาจำหน่ายของ Pajero Generation ที่ 3 เวอร์ชันไทย มีดังนี้
- เบนซิน V6 3,000………………..2,400,000 บาท
- เบนซิน V6 3,500 GDI………….3,100,000 บาท
- Diesel 2,800……………………..2,400,000 บาท
- Diesel 3,200……………………..3,200,000 บาท

ส่วนรุ่นปรับโฉม Minorchange กระจังหน้า 3 Diamonds ถูกนำเข้ามา เปิดตัวและออกจำหน่ายครั้งแรก ในงาน Motor Expo ณ Impact เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2003 และยังคงมีเฉพาะรุ่น 5 ประตู เท่านั้น โดยรายละเอียดทางเทคนิคต่างๆ เป็นรุ่นท็อป ของรุ่นส่งออกทุกประการ ขุมพลัง มีให้เลือก 2 ขนาด และยังคงเป็นสเป็กตัวเลขต่างๆเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ทั้งเครื่องยนต์ เบนซิน V6 3.5 ลิตร GDI และ Diesel 3.2 ลิตร
ราคาจำหน่าย มีดังนี้
- เบนซิน V6 3,500 GDI………….3,099,000 บาท
- Diesel 2,800……………………..3,099,000 บาท
Pajero รุ่นที่ 3 ยังคงทำตลาดอยู่ในประเทศไทยไปเรื่อย เมื่อสืบค้นข้อมูลกลับไป พบว่า Mitsubishi Motors Thailand ยังคงนำ Pajero ไปจัดแสดงในงาน Bangkok International Motor Show เมื่อ วันที่ 27 มีนาคม 2004
หลังจากนั้น เมื่อรถในสต็อกถูกจำหน่ายหมด ในช่วงปี 2005 ก็ไม่่ได้นำเข้ามาเพิ่มเติมอีก เนื่องจาก ราคาที่ถีบตัวสูงขึ้นมาก เพราะ Pajero กลายเป็นรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป CBU จากญี่ปุ่น และไม่มีการขึ้นสายการผลิจในประเทศไทย มาตั้งแต่ Generation ที่ 2 แล้ว ทำให้ประเทศไทย ก็ไม่มี Pajero นำเข้ามาจำหน่ายไป 3 ปี เว้นวรรคไปจนกระทั่ง การนำเข้า Generation ที่ 4 มาจำหน่าย และเปิดตัวในงาน Bangkok International Motor Show ในช่วงปลายเดือน มีนาคม 2008
————————————————————–

CHINESSE VERSION
ครั้งหนึ่ง Pajero ก็เคยมีขายในจีนแผ่นดินใหญ่
นอกจากเวอร์ชันญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ตลาดยุโรป ส่งออก และเวอร์ชันไทย แล้ว อยากพาคุณผู้อ่านมาชมอีกเวอร์ชันหนึ่ง ซึ่งแอบมีความพิเศษ แตกต่างไปจาก Pajero ในประเทศอื่นๆ นั่นคือ Pajero เวอร์ชัน จีนแผ่นดินใหญ่
อันที่จริง Mitsubishi Pajero เริ่มเข้าไปทำตลาดและผลิตในประเทศจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกในเดือนมีนาคม 1997 ผ่านผู้ผลิตท้องถิ่นอย่าง เฉิงตู ชานลู (Chengdu Shanlu) ที่ได้รับสิทธิ์ประกอบรถภายใต้ข้อตกลง และใบอนุญาตของ Mitsubishi Motors
จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้น เมื่อ Changfeng Motor (长丰汽车) ได้จับมือกับ Mitsubishi Motors นำ Pajero รุ่นที่ 3 เข้าไป ประกอบและผลิต ภายในสาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ ณ โรงงานในมณฑลหูหนาน ในปี 2004
จากนั้น วันที่ 19 ธันวาคม 2004 ได้มีการเปิดตัว และประกาศราคาจำหน่ายของ Changfeng Mitsubishi Pajero V73 อย่างเป็นทางการ โดยเปิดตัวออกมา 2 รุ่นย่อยหลัก ได้แก่
- GLS Standard Edition (รุ่นมาตรฐาน) เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II พร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ Super Select 4WD (SS4-II)
- GLX Luxury Edition (รุ่นหรูหรา): เพิ่มออปชันความสะดวกสบายภายใน เบาะหนังแท้ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ และตกแต่งลายไม้

หลังจากทำตลาดรุ่น V73 มาระยะหนึ่ง ในช่วงปี 2007 ได้มีการปรับรุ่นย่อย เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความประหยัด และกลุ่มลุย Off-road สายฮาร์ดคอร์ โดยรุ่นย่อย V77 (V6 3.8 ลิตร) ถูกนำกลับมาประกอบอีกครั้ง ในจำนวนจำกัด เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยมีการตกแต่งที่แตกต่างไปจากเวอร์ชันอื่นๆ ก็คือ ในรุ่น Top of the Line GLS ทั้ง V6 3.0 และ 3.8 ลิตร จะตกแต่งด้วยสี Two-Tone พร้อมกับติด สัญลักษณณ์ Ornament บนฝากระโปรงหน้า ให้ดูคล้ายกับรถยนต์ระดับหรูอย่าง Mercedes-Benz หรือ Rolls Royce
นอกจากนี้ รุ่น V6 3.8 ลิตร GLS ยังเพิ่ม Sticker คาดข้างลำตัวบริเวณใต้ขอบหน้าต่าง ทั้งฝั่งซ้าย และฝั่งขวา พร้อมกับตกแต่งภายในห้องโดยสาร ด้วยแผง Trim ลายไม้แบบเงา ตามสมัยนิยม รวมทั้งที กล่องคอนโซลเก็บความเย็น Cooler Box (หรือที่คนจีนชอบเรียกว่า ตู้เย็นในรถ) มาให้อีกด้วย
ขุมพลังมีให้เลือก เพียง 2 แบบ เท่านั้น ตลอดอายุตลาด ได้แก่
- เครื่องยนต์ รหัส 6G72 เบนซิน V6 SOHC 24 วาล์ว 2,972 ซีซี กระบอกสูบ x ช่วงชัก 91.1 x 76.0 มิลลิเมตร กำลังอัด 9.0 : 1 จ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI 159 แรงม้า (PS) ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 244 นิวตัน-เมตร (24.9 กก.-ม.) ที่ 4,000 รอบ/นาที ระบบส่งกำลังมีทั้ง เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ในรุ่น GL กับ GLX และ เกียร์อัตโนมัติ 4 จังหวะ INVECS-II Sportronic ในรุ่น GLS
- เครื่องยนต์ รหัส 6G75 เบนซิน V6 สูบ SOHC 3.8 ลิตร 3,828 ซีซี หัวฉีดอีเล็กโทรนิคส์ ECI-MULTI กำลังสูงสุด ลดลงเหลือ 199 แรงม้า (PS) ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 205 นิวตัน-เมตร (31.1 กก.-ม.) ที่ 3,250 รอบ/นาที ระบบส่งกำลัง มีเฉพาะ เกียร์อัตโนมัติ 5 จังหวะ Sportronic ในรุ่น GLS
รุ่น GL ราคาประหยัด ตามออกมาส่งท้าย ในช่วงปลายอายุตลาด ด้วยการวางเครื่องยนต์ 6G72 เบนซิน V6 3.0 ลิตร เกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ภายในตกแต่งด้วยวัสดุผ้าและเน้นถอด อุปกรณ์ตกแต่งไปให้มากที่สุด แม้กระทั่ง เปลี่ยนกระจังหน้ามาเป็นสีดำ ถูกส่งลงตลาดเพื่อเจาะกลุ่มรถยนต์ใช้งานในกรมป่าไม้ ทหาร และหน่วยงานราชการที่เน้นความทนทานและซ่อมบำรุงง่าย
Pajero รุ่นที่ 3 ถูกทำตลาดต่อเนื่อง ไปจนถึงปี 2009 จึงมีการเปลี่ยนโฉม เป็น Generation ที่ 4 ตามตลาดโลก และมีจำหน่ายจนถึง ก่อนจะถอนตัวออกจากตลาดเมืองจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2025
—————————————————
Mitsubishi Pajero รุ่นที่ 3 เปิดตัวออกมาในช่วงที่ตลาด SUV ในสหรัฐอเมริกากำลังเบ่งบาน ทว่ายอดขาย กลับไม่ได้เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดไว้เนื่องจากชื่อและภาพลักษณ์ของแบรนด์ Mitsubishi Motors ยังไม่แข็งแกร่งพอ ในตลาดสหรัฐอเมริกา และ เขตอเมริกาเหนือทั้งหมด จำนวนโชว์รูมผู้จำหน่าย มีน้อยกว่าคู่แข่ง งบการตลาดและประชาสัมพันธ์ ก็ไม่อาจเทียบเท่า อีกทั้งตัวรถ ยังมีรูปลักษณ์ที่ไม่โดนใจลูกค้าชาวอเมริกัน ซึ่งมีทางเลือกรุ่นรถยนต์ในตลาดมากกว่า Mitsubishi Montero จึงได้รับความนิยม ในกลุ่มลูกค้าไม่มากนัก
เหตุการณ์เป็นเช่นเดียวกันกับในญี่ปุ่น ซึ่งประสบปัญหาตลาด SUV ในบ้านตัวเองหดตัว อันเป็นผลจากสภาพเศรษฐกิจซบเซาต่อเนื่องยาวนานมาตั้งแต่ช่วงฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก เมื่อปี 1990 รวมทั้งขนาดตัวถังที่ใหญ่โตขึ้น ผนวกกับผลกระทบจาก วิกฤติ Recall เรียกรถคืนกลับมาปรับปรุงคุณภาพ ครั้งมโหฬารที่สุดในประวัติศาสตร์ ของ Mitsubishi Motors เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2000 ทำให้ยอดขายทั้งในญี่ปุ่นลดลงไปมาก เหลือแค่ 57,192 คัน ตลอดอายุตลาด
ช่วงเวลาังกล่าว Mitsubishi Motors จึงหันไปเน้นหนักไปผลิต Pajero เพื่อการส่งออกไปยังกลุ่ม EU (Europe) Australia/New Zealand และ Asia เป็นหลักแทน แม้ในตลาดยุโรป ยอดขายในภาพรวมจะลดลง แต่ Pajero Generation 3 ก็ยังมีลูกค้าอุดหนุนไป ทำให้ตัวเลขยอดขายยังอยู่ในแนวหน้าเมื่อเทียบกับบรรดา SUV ระดับเดียวกันแบรนด์อื่นๆ
ดังนั้น การลงทุนเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคัน ให้กับ Pajero Generation ที่ 4 จึงไม่ใช่เรื่องง่าย และทางออกที่ดีที่สุด คือการนำรถรุ่นที่ 3 มาปรับปรุงใหม่ ทั้งคัน ในลักษณะ Big Minorchange แต่เป็นการปรับปรุงที่มากพอให้สามารถเรียกได้เต็มปากว่า เป็น Pajero Generation ที่ 4 ซึ่งเปิดตัวตามออกมา ในเดือนตุลาคม 2006…
To be continue : โปรดติดตามตอนต่อไป
————————————————————–
Special Thanks to : ขอขอบพระคุณ ผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน
- ทีมงาน ฝ่ายการตลาด และฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท Mitsubishi Motors (Thailand) จำกัด สำหรับความเอื้อเฟื้อในการอนุญาตเข้าไปใช้เครื่องถ่ายเอกสาร Scan เอกสารทุกเล่มที่จำเป็น ทั้งที่สำนักงานใหญ่ FYI และศูนย์ฝึกอบรม Traning Center ที่ลำลูกกา
- คุณ จิรภาส ช่วงยรรยง (Jirapas Chungyanyong) Product Consultant aka.”อ.Yod” เอื้อเฟื้อข้อมูลในอดีต
- คุณ Sarayuth Bunyasrie aka.”พี่แจ็บ” เอื้อเฟื้อข้อมูลด้านต่างๆ และเอกสารจำนวนมาก
- คุณ TheViperDannyAdidat สำหรับการแปลข้อมูลจากเอกสารญี่ปุ่น
- คุณ Hi Makurokurosuke สำหรับการปรับแต่งภาพโบรชัวร์ หลังการ Scan
- คุณ Puree Surakriengsak สำหรับแผ่นพับ Brochure Pajero Gen.3 ภาคภาษาไทย

Source : แหล่งข้อมูล
- Library สำหรับสื่อมวลชน รวมทั้ง Catalog และสื่อประชาสัมพันธ์ ของ Mitsubishi Motors Corporation และ Mitsubishi Motors (Thailand)
- นิตยสาร MotorFan ฉบับ New Model No.252 จากสำนักพิมพ์ San Ei Corporation หากสนใจ สามารถสั่งซื้อได้จาก ร้านหนังสือ KINOKUNIYA ทั้งสาขา Central World และ EmQuatier หรือจะ Subscribe ในเวอร์ชัน On-Line ได้ทาง https://lib.as-books.jp/
————————————————————–
J!MMY
สงวนลิขสิทธิ์ ทั้งบทความ โดยผู้เขียน
ลิขสิทธิ์ภาพถ่าย ทั้งหมด เป็นของ Mitsubishi Motors Corporation
ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
เผยแพร่ครั้งแรกใน www.Headlightmag.com
30 สิงหาคม 2026
Copyright (c) 2026 Text and Pictures
Use of such content either in part or in whole without permission is prohibited.
First publish in www.Headlightmag.com
August 30th, 2026
แสดงความคิดเห็น เชิญได้ คลิกที่นี่ / Comments are Welcome! CLICK HERE