classicliterature.it.com

ซื้อ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max เครื่องใหม่ ต้องเช็กอะไรบ้าง

รวมรายการตรวจสอบ iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max เครื่องใหม่ ตั้งแต่กล่อง ตัวเครื่อง หน้าจอ กล้อง การเชื่อมต่อ แบตเตอรี่ และประกัน

สำหรับผู้ที่ซื้อ iPhone 18 Pro หรือ iPhone 18 Pro Max เครื่องใหม่ ไม่ว่าจะรับเครื่องจาก Apple Store ผู้ให้บริการเครือข่าย หรือร้านค้าตัวแทนจำหน่าย ควรตรวจสอบตัวเครื่อง และฟังก์ชันสำคัญให้เรียบร้อยก่อนนำกลับไปใช้งาน

เช็กลิสต์นี้ครอบคลุมตั้งแต่สภาพกล่อง ตัวเครื่อง หน้าจอ ปุ่ม กล้อง ระบบเสียง การเชื่อมต่อ การชาร์จ ไปจนถึงข้อมูลรุ่นและการรับประกัน พร้อมรายการตรวจสอบฟีเจอร์ใหม่ของ iPhone 18 Pro, 18 Pro Max

ตรวจสอบกล่อง และตัวเครื่องภายนอก

เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบรายละเอียดบนกล่องว่าเป็นรุ่น ความจุ และสีที่สั่งซื้อ ก่อนแกะกล่องเพื่อตรวจสภาพตัวเครื่องโดยรอบ

  • กล่องภายนอกต้องไม่บุบ ฉีกขาด หรือมีร่องรอยเสียหาย
  • รุ่น ความจุ และสีบนกล่องต้องตรงกับรายการที่ซื้อ
  • ตรวจสอบอุปกรณ์ภายในกล่อง ได้แก่ ตัวเครื่อง สายชาร์จ และคู่มือ
  • ตัวเครื่องต้องไม่มีรอยขีดข่วน รอยบุบ หรือรอยประกอบผิดปกติ
  • ตรวจสอบขอบ และรอยต่อของโครงสร้างอะลูมิเนียมแบบ Unibody
  • ตรวจสอบ Ceramic Shield 2 ด้านหน้า และ Ceramic Shield ด้านหลังว่าไม่มีรอยหรือรอยร้าว
  • ปุ่มด้านข้าง ปุ่มเพิ่ม และลดเสียง ปุ่ม Action และ Camera Control ต้องไม่หลวมหรือยุบผิดปกติ
  • พอร์ต USB-C และช่องลำโพง ต้องไม่มีเศษวัสดุหรือสิ่งแปลกปลอม

ตรวจสอบรุ่น ความจุ และการรับประกัน

หลังเปิดใช้งานเครื่องแล้ว ให้ตรวจสอบข้อมูลภายใน Settings อีกครั้งว่าตรงกับสินค้าที่ซื้อ

  • ชื่อรุ่นต้องเป็น iPhone 18 Pro หรือ iPhone 18 Pro Max ตามที่สั่งซื้อ
  • ความจุต้องตรงกับข้อมูลบนกล่อง และใบเสร็จ
  • สี และหมายเลขรุ่นต้องตรงกับรายการสั่งซื้อ
  • ตรวจสอบหมายเลขประจำเครื่อง และ IMEI
  • ตรวจสอบสถานะประกันและความคุ้มครอง
  • เครื่องใหม่ควรได้รับการรับประกันจาก Apple เป็นเวลา 1 ปี

ตรวจสอบหน้าจอ และระบบสัมผัส

iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max ใช้จอภาพ ProMotion ที่มี Refresh rate สูงสุด 120Hz รองรับ Always-On Display และมีความสว่างกลางแจ้งสูงสุด 3,000 นิต

  • ตรวจหารอยขีดข่วน รอยแตก หรือฝุ่นที่อยู่ภายในหน้าจอ
  • เปิดเครื่องเช็กดูว่าหน้าจอติดหรือไม่
  • ตั้งค่าเบื้องต้น เชื่อมต่อ Wi-Fi
  • ทดลองแตะ และลากนิ้วให้ทั่วหน้าจอ เพื่อตรวจสอบการตอบสนองของ Touch Screen
  • ทดลองพิมพ์ข้อความบนคีย์บอร์ด เพื่อตรวจสอบพื้นที่สัมผัสทุกส่วน
  • ปรับความสว่างหน้าจอขึ้น และลง เพื่อตรวจความสม่ำเสมอของแสง
  • ตรวจสอบ Dead Pixel และ Bright Pixel ด้วยภาพพื้นหลังสีพื้น
  • ทดลอง Haptic Touch ด้วยการแตะไอคอนแอปค้างไว้
  • ปิดหน้าจอแล้วทดลองใช้ฟีเจอร์ แตะเพื่อปลุก
  • เปิด และปิด True Tone เพื่อตรวจการปรับอุณหภูมิสีของหน้าจอ
  • ตรวจสอบการทำงานของ Always-On Display
  • เลื่อนหน้าเว็บหรือรายการยาว ๆ เพื่อตรวจความลื่นไหลของ ProMotion
  • ตรวจสอบการแสดงผลบริเวณ Dynamic Island ว่าไม่มีภาพผิดปกติ
  • ทดลองเปิด Live Activities เพื่อตรวจการแสดงผลบน Dynamic Island

Dynamic Island ใน iPhone 18 Pro Series มีขนาดเล็กลงประมาณ 25% และรองรับการแสดง Live Activities พร้อมกันสูงสุด 3 รายการ

ตรวจสอบปุ่ม และเซ็นเซอร์

ควรทดลองใช้งานปุ่มทุกปุ่ม รวมถึงเซ็นเซอร์ที่สามารถตรวจสอบได้ในเบื้องต้น เพื่อให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ตอบสนองเป็นปกติ

  • ปุ่มด้านข้างต้องสามารถล็อกหน้าจอ เปิดเครื่อง และปิดเครื่องได้
  • ปุ่มเพิ่ม และลดเสียง ต้องตอบสนองตามปกติ
  • ปุ่ม Action ต้องเรียกใช้ฟังก์ชันตามที่ตั้งค่าไว้
  • Camera Control ต้องตอบสนองต่อการกด แตะ และเลื่อนควบคุมกล้อง
  • ทดลองโทรออกแล้วนำเครื่องแนบหู หน้าจอต้องดับจากการทำงานของเซ็นเซอร์ตรวจจับระยะ
  • ตั้งค่า Face ID และทดลองปลดล็อกเครื่อง
  • หมุนเครื่องในแนวตั้ง และแนวนอน เพื่อตรวจสอบเซ็นเซอร์หมุนหน้าจอ
  • เปิดแอป Compass และหมุนเครื่องเพื่อตรวจสอบเข็มทิศ
  • ทดลองแอปหรือเกม ที่รองรับการควบคุมด้วยการเคลื่อนไหว เพื่อตรวจสอบ Gyroscope
  • ทดลองใช้แอปที่รองรับ LiDAR Scanner เพื่อตรวจสอบการวัดระยะ

ตรวจสอบกล้องหลัง 48MP ทั้ง 3 ตัว

iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max มาพร้อมกล้องหลังความละเอียด 48MP ทั้ง 3 ตัว ได้แก่ กล้องหลัก 48MP Fusion, กล้อง 48MP Fusion Ultra Wide และกล้อง 48MP Fusion Telephoto

ระยะซูมที่ควรทดลองให้ครบ ได้แก่

  • 0.5×

ตรวจสอบรูรับแสงปรับได้

กล้องหลัก 48MP Fusion รองรับการปรับรูรับแสง 4 ระดับ ได้แก่ f/1.48, f/1.8, f/2.8 และ f/4.0 โดยระบบสามารถเลือกค่ารูรับแสงอัตโนมัติตามแสง บุคคล วัตถุ การเคลื่อนไหว และข้อความภายในฉาก

ผู้ใช้สามารถทดลองปรับรูรับแสงด้วยตนเองผ่านเครื่องมือควบคุมกล้อง โดยควรตรวจสอบค่าต่อไปนี้

  • f/1.48
  • f/1.8
  • f/2.8
  • f/4.0

หลังถ่ายให้เปิดภาพในแอป Photos เพื่อตรวจสอบว่าภาพมีความคมชัด ไม่มีความผิดปกติ และการโฟกัสทำงานตามตำแหน่งที่เลือก

ตรวจสอบกล้องหน้า Center Stage 18MP

กล้องหน้า Center Stage ใช้เซ็นเซอร์ทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสอัตราส่วน 1:1 และมีขนาดเกือบสองเท่าของกล้องหน้ารุ่นก่อน รองรับการจัดเฟรมได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน

  • ตรวจสอบความคมชัด และการโฟกัสของกล้องหน้า
  • ทดลองถ่ายภาพ และวิดีโอทั้งแนวตั้งและแนวนอน
  • ทดลองแตะเพื่อเปิด Auto Zoom และ Auto Rotate
  • เพิ่มจำนวนคนภายในเฟรม เพื่อตรวจสอบการขยายมุมมองอัตโนมัติของ Center Stage
  • ทดลอง Center Stage ระหว่างใช้งาน FaceTime หรือวิดีโอคอลผ่านแอปที่รองรับ
  • ทดลอง Ultra-stabilised Video ด้วยการถือเครื่องเดินขณะบันทึกวิดีโอ
  • ทดลอง Dual Capture เพื่อบันทึกวิดีโอจากกล้องหน้าและกล้องหลังพร้อมกัน
  • ตรวจสอบว่า Photographic Styles 3 และ Pro Controls สามารถใช้งานกับกล้องหน้าได้

ตรวจสอบการถ่ายวิดีโอ และระบบเสียง

iPhone 18 Pro, 18 Pro Max รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K สูงสุด 120 fps ใน Dolby Vision พร้อมฟีเจอร์วิดีโอและเสียงที่ควรทดลองใช้งานเบื้องต้น

  • บันทึกวิดีโอสั้น ๆ ด้วยกล้องหน้า และกล้องหลัง
  • ทดลองเลือกความละเอียด และอัตราเฟรมที่ต้องการ
  • ตรวจสอบภาพ เสียง และการโฟกัสระหว่างบันทึก
  • ทดลองถ่ายวิดีโอในพื้นที่แสงน้อยด้วยค่าเริ่มต้น 1080p 30 fps
  • ทดลอง Time-lapse ความละเอียด 4K Dolby Vision HDR
  • ทดลองตัวเลือก Adaptive ในโหมด Time-lapse
  • เปิดวิดีโอปกติในแอป Photos เพื่อตรวจตัวเลือกเพิ่มเอฟเฟ็กต์ Cinematic ภายหลัง
  • ตรวจสอบการเปลี่ยนจุดโฟกัส และเอฟเฟ็กต์ฉากหลังเบลอของ Cinematic
  • เปิด Edit และ Audio Mix เพื่อตรวจตัวเลือกการมิกซ์เสียง
  • ทดลองอัดเสียงด้วยแอปบันทึกเสียงหรือโทรออก เพื่อตรวจสอบไมโครโฟน
  • ทดลองสั่งงาน Siri ด้วยเสียง
  • เปิดเพลงหรือวิดีโอเพื่อตรวจสอบลำโพงด้านล่างและลำโพงสนทนา
  • เสียงต้องดังชัดเจน ไม่มีอาการแตกหรือเสียงผิดปกติ

สำหรับผู้ใช้ระดับมืออาชีพ สามารถตรวจสอบการรองรับ ProRes RAW, Log, ACES, Genlock รวมถึงการบันทึกไฟล์ลง SSD ภายนอกผ่าน USB-C เพิ่มเติมได้

ตรวจสอบเครือข่าย และการเชื่อมต่อ

iPhone 18 Pro, 18 Pro Max ใช้โมเด็ม C2 และชิปเครือข่ายไร้สาย N1 รองรับ Wi‑Fi 7, Bluetooth 6 และ Thread พร้อมชิป Ultra Wideband รุ่นที่ 2

  • เปิดใช้งานเครือข่ายเซลลูลาร์ และทดลองโทรออก
  • ทดลองรับสาย และตรวจสอบลำโพงสนทนา
  • ทดลองใช้อินเทอร์เน็ตผ่าน 4G หรือ 5G
  • เชื่อมต่อ Wi‑Fi และทดลองเปิดเว็บไซต์หรือเล่นวิดีโอ
  • เชื่อมต่อ AirPods หรืออุปกรณ์ Bluetooth
  • ทดลอง AirDrop กับอุปกรณ์ Apple เครื่องอื่น
  • เปิดแอป Maps เพื่อตรวจสอบ GPS และตำแหน่งปัจจุบัน
  • หากมี AirTag หรืออุปกรณ์ที่รองรับ ให้ทดลอง Precision Finding
  • ทดลองเปิด Personal Hotspot และเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่น
  • ตรวจสอบการติดตั้ง และสัญญาณของ eSIM

ตรวจสอบ USB-C, MagSafe และแบตเตอรี่

นอกจากการชาร์จแล้ว พอร์ต USB-C ของ iPhone 18 Pro, 18 Pro Max ยังรองรับ USB 3 และถ่ายโอนข้อมูลได้สูงสุด 10 Gb/s เมื่อใช้สายแ ละอุปกรณ์ที่รองรับ

  • ใช้สาย USB-C ที่มากับกล่องทดลองเสียบชาร์จ
  • ขยับหัวสายเล็กน้อยเพื่อตรวจสอบว่าพอร์ตไม่หลวมหรือชาร์จติด ๆ ดับ ๆ
  • เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบการถ่ายโอนข้อมูล
  • หากมี SSD หรือ USB-C Thumb Drive ให้ทดลองเชื่อมต่อ และตรวจสอบในแอป Files
  • วางเครื่องบน MagSafe Charger และตรวจสอบว่าระบบเริ่มชาร์จ
  • เปิด Settings แล้วตรวจสอบ Battery Health ซึ่งควรแสดงความจุสูงสุดที่ 100%
  • ตรวจสอบว่าเครื่องไม่มีอาการร้อนผิดปกติระหว่างการตั้งค่า และชาร์จ

iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max รองรับการชาร์จแบบมีสายถึง 50% ในประมาณ 15 นาที ส่วน MagSafe รองรับกำลังไฟสูงสุด 25W และชาร์จถึง 50% ในประมาณ 30 นาทีเมื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์จ่ายไฟที่รองรับ

ตรวจสอบการย้ายข้อมูล และการตั้งค่า eSIM

ผู้ใช้สามารถย้ายข้อมูลจาก iPhone เครื่องเดิมผ่าน Quick Start กู้คืนจากข้อมูลสำรองบน iCloud หรือใช้ Move to iOS เมื่อต้องการย้ายจาก Android

  • ตรวจสอบว่า iPhone เครื่องใหม่ค้นพบเครื่องเดิมผ่าน Quick Start
  • ตรวจสอบการย้ายแอป ข้อมูล การตั้งค่า และการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว
  • หากกู้คืนจาก iCloud ให้ตรวจสอบว่ารูปภาพ รายชื่อ และข้อมูลสำคัญเริ่มดาวน์โหลดตามปกติ
  • ผู้ที่ย้ายจาก Android สามารถใช้ Move to iOS เพื่อย้ายรายชื่อ ข้อความ เนื้อหา WhatsApp รูปภาพ วิดีโอ บัญชีอีเมล และปฏิทิน

สำหรับ eSIM สามารถเปิดใช้งานได้หลายวิธี ได้แก่

  • eSIM Quick Transfer สำหรับย้ายหมายเลขจาก iPhone เครื่องเดิม
  • eSIM Carrier Activation ที่ผู้ให้บริการกำหนดให้กับเครื่อง
  • สแกน QR Code จากผู้ให้บริการ
  • ดาวน์โหลดแอปของผู้ให้บริการที่รองรับ
  • ผู้ที่ย้ายจาก Android ควรติดต่อผู้ให้บริการเพื่อดำเนินการย้ายหมายเลข

หากพบปัญหา รอยตำหนิ หรือฟังก์ชันใดทำงานผิดปกติระหว่างตรวจรับเครื่อง ควรแจ้งพนักงานหรือสอบถามเงื่อนไขการเปลี่ยนสินค้าโดยทันที และควรถ่ายภาพหรือวิดีโอเก็บไว้เป็นหลักฐานก่อนนำเครื่องออกจากร้าน

Update: 2026-09-16
Tags: