classicliterature.it.com

PLAYER Profile: โกเมธ สุขประเสริฐ ความหวัง BMX ไทยในเอเชียนเกมส์ กับความเร็วที่มีความหมายมากกว่า ‘เหรียญรางวัล’

BMX Racing เป็นกีฬาที่ตัดสินแพ้ชนะกันในเวลาเพียงไม่กี่วินาที ความเร็วบนแทร็ก จังหวะกระโดดข้ามเนิน รวมถึงการเลือกไลน์ในเสี้ยววินาที แต่เบื้องหลังความเร็วเหล่านั้นคือการตัดสินใจ ความกล้า และประสบการณ์ที่หล่อหลอมนักกีฬาแต่ละคนขึ้นมา

  • โรงเรียนชีวิต เปลี่ยนเด็กธรรมดาสู่แชมป์เอเชีย
  • เสี้ยววินาทีในสนามเปลี่ยนทุกอย่าง
  • จากบทเรียนที่หางโจว สู่ความท้าทายในญี่ปุ่น
  • คู่แข่งสำคัญ
  • จักรยาน แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง

สำหรับ ส.ท.โกเมธ สุขประเสริฐ นักปั่น BMX Racing มือหนึ่งของไทย สิ่งที่พาเขามาถึงตำแหน่งแชมป์เอเชีย 3 สมัย จึงไม่ใช่เพียงกล้ามเนื้อหรือพรสวรรค์ หากแต่เป็นวิธีคิดที่ถูกขัดเกลาจากสนามแข่งและชีวิตจริง

THE STANDARD SPORT ชวนพูดคุยกับโกเมธถึงอีกด้านของชีวิตนักกีฬา เมื่อ BMX ไม่ได้สอนเพียงวิธีเอาชนะคู่แข่ง แต่สอนให้เขารู้จักคิด ตัดสินใจ ล้ม และลุกขึ้นมาใหม่ เพื่อเป้าหมายที่ใหญ่กว่าเหรียญรางวัล นั่นคือการสร้างชีวิตที่ดีให้ครอบครัว

โรงเรียนชีวิต เปลี่ยนเด็กธรรมดาสู่แชมป์เอเชีย

จุดเริ่มต้นของโกเมธไม่ได้มีอะไรหวือหวา เขาเป็นเพียงเด็กต่างจังหวัดที่ชื่นชอบกีฬาความเร็ว ก่อนจะถูกอาจารย์แถวบ้านชักชวนให้ลองปั่น BMX และไม่นานก็ตกหลุมรักกีฬาชนิดนี้อย่างเต็มตัว

“ก่อนหน้านี้ผมเตะฟุตบอลมาก่อน แต่ BMX มันมาจากเห็นพี่ชายขี่มอเตอร์ไซค์วิบาก ก็เลยรู้สึกว่ามันท้าทายดี แล้วก็ชอบความเร็วอยู่แล้ว เลยอยากลอง”

จากเด็กที่เริ่มต้นด้วยความชอบ BMX ค่อยๆ กลายเป็นเส้นทางชีวิต เมื่อคุณพ่อพาไปลงแข่งขันชิงแชมป์ประเทศไทย ก่อนที่ความฝันจะขยับใหญ่ขึ้นเมื่อเขาได้เห็น อะแมนด้า คาร์ รุ่นพี่นักปั่นหญิงไทยคว้าสิทธิ์ไปแข่งโอลิมปิกเกมส์ 2016

ภาพนั้นกลายเป็นแรงผลักดันให้โกเมธมีความหวัง เพราะหากรุ่นพี่ทำได้ ตัวเขาเองก็อยากไปให้ถึงจุดนั้นเช่นกัน

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อโกเมธถูกส่งไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่ศูนย์ฝึกจักรยานโลก (WCC) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่อายุเพียง 17 ปี

การใช้ชีวิตคนเดียวในต่างแดน โดยที่พูดภาษาไม่ได้ และต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง อาจเป็นเรื่องยากสำหรับวัยรุ่นคนหนึ่ง แต่สำหรับโกเมธ นั่นคืออีกสนามหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้แทร็ก BMX

“ผมไปอยู่สวิตเซอร์แลนด์ตั้งแต่อายุ 17 เพิ่งกลับไทยตอนปีโอลิมปิก ทักษะการขี่ของผมมาจากที่นั่นหมดเลย เขาฝึกให้ทุกอย่าง ทั้งการคิดและการตัดสินใจ ไปคนเดียว ภาษาไม่ได้ ต้องเอาตัวรอดเอง จัดการเองทั้งหมด มันเลยเอามาใช้ได้ทั้งในสนามและการใช้ชีวิตทุกวันนี้ในการแก้ปัญหา”

ตลอด 7 ปีในยุโรป โกเมธไม่ได้เรียนรู้เพียงเรื่องเทคนิคการปั่น แต่ยังเรียนรู้วิธีคิด การปรับตัว และ การรับมือกับสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้

ทั้งหมดกลายเป็นรากฐานสำคัญที่พาเขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในนักปั่น BMX ที่ดีที่สุดของทวีป หลังคว้าแชมป์เอเชีย 3 สมัยติดต่อกัน (2022-24) และ สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักปั่น BMX ชายไทยคนแรกที่คว้าตั๋วโอลิมปิกเกมส์ 2024 ที่กรุงปารีส

เสี้ยววินาทีในสนามเปลี่ยนทุกอย่าง

หากชีวิตเปรียบเหมือนแทร็ก BMX ที่ต้องเร่งความเร็ว เบียดแย่งไลน์ และตัดสินใจภายในเสี้ยววินาที โกเมธเลือกที่จะแยกโลกสองใบออกจากกันอย่างชัดเจน

นอกสนาม เขาคือคนเรียบง่าย สบายๆ ใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่สนามแข่ง สัญชาตญาณของนักกีฬาจะถูกเปิดขึ้นทันที

“ส่วนตัวผมในสนามกับนอกสนามค่อนข้างแตกต่างกันชัดเจน นอกสนามผมจะเป็นคนสบายๆ แต่เวลาจะทำอะไรต้องคิดให้รอบคอบก่อนเสมอ แต่ในสนามจะเป็นอีกโหมดหนึ่งเลย เพราะในโหมดการแข่งขัน ทุกอย่างมันเปลี่ยน BMX เป็นเกมที่เร็วมาก ทุกอย่างอยู่ที่จังหวะและโอกาส ถ้าเราตัดสินใจพลาดก็คือพลาด แต่ถ้าขี่ไม่มีความเร็วเลยก็ไม่ดี”

คำว่า “ตัดสินใจ” จึงเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของ BMX เพราะต่อให้มีความเร็วมากแค่ไหน หากเลือกไลน์ผิดเพียงครั้งเดียว ทุกอย่างก็สามารถเปลี่ยนได้ในพริบตา

แนวคิดเดียวกันนี้ถูกนำมาใช้ในชีวิตของโกเมธ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคใหญ่ที่สุดอย่างอาการบาดเจ็บ ทั้งกระดูกแขนหักสองข้างและกล้ามเนื้อสะโพกฉีก

ในวันที่นักกีฬาคนหนึ่งไม่รู้ว่าจะกลับมาขี่ได้เหมือนเดิมหรือไม่ สิ่งที่ทำให้โกเมธลุกขึ้นมาเริ่มต้นใหม่กลับไม่ใช่เรื่องของการแข่งขัน แต่เป็นภาพของคนสองคนที่อยู่เบื้องหลังทุกความสำเร็จของเขาคือพ่อและแม่

“พอเราล้ม ทุกคนก็ท้ออยู่แล้ว กลัวว่าจะกลับมาขี่เหมือนเดิมได้ไหม แต่พอเราเดินมาไกลมากแล้ว และพ่อแม่อายุขนาดนี้เขายังขยันสู้เลย พอมองพ่อกับแม่แล้ว รู้สึกว่าเราท้อไม่ได้ ต้องรีบลุกขึ้นมาสู้ เวลาท้อผมจะคิดถึงพ่อกับแม่ พวกท่านสู้ทุกวัน เราล้มแค่นี้เอง ก็ต้องลุกกลับมาสู้”

จากบทเรียนที่หางโจว สู่ความท้าทายในญี่ปุ่น

เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 ที่หางโจว คือหนึ่งในบทเรียนสำคัญของโกเมธ

เวลานั้นเขาลงแข่งขันในฐานะ “มือ 1 เอเชีย” หลังเพิ่งคว้าตั๋วโอลิมปิกมาหมาดๆ ชื่อเสียง ผลงาน และความคาดหวังที่ถาโถมเข้ามา กลายเป็นแรงกดดันที่เขาต้องเรียนรู้ว่าจะจัดการอย่างไร

สุดท้ายโกเมธคว้าเหรียญเงินกลับบ้าน แต่สิ่งที่ติดตัวกลับมาด้วยไม่ใช่เพียงเหรียญรางวัล หากเป็นบทเรียนที่ช่วยให้เขามองการแข่งขันครั้งต่อไปแตกต่างออกไป

เมื่อเข้าสู่เอเชียนเกมส์ 2026 ที่ประเทศญี่ปุ่น โกเมธจึงไม่ได้แบกความคาดหวังแบบเดิมอีกแล้ว

“เอเชียนเกมส์รอบที่แล้วผมเป็นมือ 1 เอเชีย มันก็เลยมีความกดดันพอสมควร แต่ปีนี้แข่งที่ญี่ปุ่น แม้สนามจะใช้เทคนิคเยอะและเจ้าภาพอาจได้เปรียบ แต่ถามว่ากดดันแค่ไหน มันไม่ได้กดดันขนาดนั้น เพราะเราแข่งในบ้านเขา มันเหมือนไม่มีอะไรจะเสีย เราก็แค่ขี่ให้ดีที่สุด ไม่ได้กดดันตัวเองเท่ารอบที่แล้ว”

สนามที่ญี่ปุ่นอาจเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อเจ้าภาพมีความคุ้นเคยกับแทร็กมากกว่า แต่โกเมธเลือกที่จะรับมือด้วยการเตรียมตัวล่วงหน้า เขาบินไปญี่ปุ่นเพื่อศึกษาสนาม เก็บภาพรายละเอียดกลับมาวิเคราะห์ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาปรับการฝึกซ้อมที่ประเทศไทย

ครั้งนี้เขาจึงไม่ได้ลงสนามเพียงเพื่อทำหน้าที่ในฐานะนักกีฬาทีมชาติ แต่ต้องการรู้ว่าตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหน หากทุ่มทุกอย่างที่มีลงไปในการแข่งขัน

เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่โกเมธอยากทิ้งไว้จากการเป็นนักกีฬาทีมชาติ อาจไม่ใช่จำนวนเหรียญรางวัลที่สะสมได้ หากเป็นผลงานที่ทำให้คนรุ่นหลังจดจำ และเป็นความภาคภูมิใจของครอบครัว

“ตอนคัดเลือกโอลิมปิกได้ มันเป็นตั๋วใบแรกของประเทศไทยตอนนั้นด้วย พ่อแม่ก็ดีใจ เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล นอกสนามผมก็เป็นคนปกติทั่วไป แต่อยากให้แฟนกีฬาจดจำผมในฐานะนักกีฬาที่ฝากผลงานที่น่าจดจำมากกว่า”

เมื่อเสียงสัญญาณปล่อยตัวดังขึ้นในการแข่งขันเอเชียนเกมส์ 2026 โกเมธอาจมีเวลาเพียงไม่กี่วินาทีในการตัดสินใจว่าจะเร่งเครื่อง เบียดแย่งไลน์ หรือเลือกจังหวะเพื่อพาตัวเองไปถึงเส้นชัย

แต่ไม่ว่าจะจบการแข่งขันด้วยผลลัพธ์แบบไหน สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนคือหัวใจของเด็กคนเดิมที่เคยหลงใหลในความเร็ว

เด็กคนหนึ่งที่เติบโตขึ้นจาก BMX เรียนรู้การใช้ชีวิตจากต่างแดน ล้มแล้วลุกจากอาการบาดเจ็บ และยังคงกดสปีดต่อไปด้วยเหตุผลที่มากกว่าการเอาชนะคู่แข่ง

เพื่อครอบครัว เพื่อธงชาติไทย และเพื่อพิสูจน์ขีดจำกัดของตัวเอง

“BMX และชีวิต มันคล้ายๆ กัน ในเกมการแข่งขันเราต้องต่อสู้เพื่อที่จะชนะคู่แข่ง ชีวิตเราก็ต้องสู้เหมือนกัน ต้องฝ่าฟันให้ผ่านอุปสรรคต่างๆ เพื่อที่จะให้ชีวิตเรามีอนาคตที่ดี”

คู่แข่งสำคัญ

เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 โกเมธคือหนึ่งในความหวังเหรียญทองของทีมจักรยานไทย แต่เส้นทางสู่ตำแหน่งแชมป์ไม่มีคำว่าง่าย เมื่อมีคู่แข่งสำคัญจาก 2 ชาติที่พร้อมท้าทายเขา

โดยเฉพาะเจ้าภาพอย่างญี่ปุ่น ตัวเต็งนำโดย อาซูมะ นากาอิ เจ้าของเหรียญทองเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 19 และแชมป์เอเชีย 2 ปีติดต่อกัน (2025-26) รวมถึง เรียว ชิมาดะ เจ้าของเหรียญทองแดงชิงแชมป์เอเชีย 2026 ทั้งสองคนถือเป็นคู่แข่งที่โกเมธต้องจับตาเป็นพิเศษ นอกจากฟอร์มการปั่นที่แข็งแกร่งแล้ว ยังมีข้อได้เปรียบจากการคุ้นเคยกับสนาม รวมถึงเสียงเชียร์ของแฟนกีฬาในฐานะเจ้าภาพ

อีกหนึ่งคู่ปรับสำคัญคือ แพทริค เบรน คู จากฟิลิปปินส์ ซึ่งเคยดวลกับโกเมธมาแล้วหลายครั้ง แม้จะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับนักปั่นไทยในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 แต่ก็กลับมาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 ด้วยการคว้าเหรียญเงิน

ทั้งสามคนต่างเป็นคู่แข่งที่โกเมธเคยเผชิญหน้ามาแล้ว และเขามองว่าจุดเด่นของแต่ละคนอยู่ที่ความแข็งแรง ความเร็ว และพละกำลังที่ดี แต่ยังเชื่อมั่นว่าตัวเองมีดีพอที่จะเอาชนะและคว้าเหรียญทองมาครอง

จักรยาน แข่งที่ไหน ชิงกี่เหรียญทอง

จักรยานในเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 20 ชิงชัยรวม 22 เหรียญทอง แบ่งเป็นจักรยานถนน 4 เหรียญทอง จักรยานประเภทลู่ 12 เหรียญทอง BMX 4 เหรียญทอง และจักรยานเสือภูเขา 2 เหรียญทอง โดยแข่งขันระหว่างวันที่ 20 กันยายน – 2 ตุลาคม

สมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน 22 คน นำโดยนักกีฬาความหวังในแต่ละประเภทอย่าง โกเมธ สุขประเสริฐ รองแชมป์เก่าในประเภท BMX, อาทิตย์ ปูลาร์ด ลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส ในประเภทถนน และ จาย อังค์สุธาสาวิทย์ ในประเภทลู่

สำหรับเป้าหมายของทีมจักรยานไทย สมาคมฯ ตั้งความหวังเบื้องต้นไว้ที่การคว้าเหรียญรางวัลกลับบ้านอย่างน้อย 1 เหรียญ ขณะเดียวกันยังเชื่อว่าทีมมีโอกาสลุ้นถึงเหรียญทองได้เช่นกัน

.

Update: 2026-09-16
Tags: