ภาวะตลาดหุ้นลอนดอน: FTSE ปิดบวก 0.3% หุ้นพลังงานพุ่งตามราคาน้ำมัน
ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันพุธ (29 ก.ค.) หลังแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ระหว่างการซื้อขาย โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มพลังงาน เนื่องจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงอีกครั้ง ขณะที่นักลงทุนรอผลการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE)
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ปิดที่ 10,908.41 จุด เพิ่มขึ้น 37.39 จุด หรือ +0.34%
ดัชนี FTSE 100 ปิดเพิ่มขึ้น หลังจากระหว่างวันพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 10,951.06 จุด โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่พุ่งขึ้น 2.9% หลังราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นเกือบ 7% จากการที่การโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางกลับมาปะทุอีกครั้ง ส่งผลให้ความหวังที่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านจะยุติลงในเร็ววันลดน้อยลง
ตลาดคาดว่า เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธ (29 ก.ค.) แม้กรรมการเฟดจำนวนมากขึ้นจะแสดงความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้ออย่างเปิดเผย อย่างไรก็ตาม ผลการประชุมยังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจาก เควิน วอร์ช ประธานเฟด ใช้แนวทางที่ไม่ส่งสัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับนโยบายการเงิน
ด้าน BoE มีกำหนดประกาศผลการประชุมนโยบายการเงินในวันพฤหัสบดี (30 ก.ค.) โดยตลาดส่วนใหญ่คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้เช่นกัน
ในการรายงานผลประกอบการที่คึกคัก หุ้น Standard Chartered ปรับตัวขึ้น 2.8% หลังธนาคารรายงานกำไรครึ่งปีแรกสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ และปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้ทั้งปี
หุ้น Glencore เพิ่มขึ้น 2.8% หลังบริษัทเปิดเผยว่าการผลิตทองแดงในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 15% ขณะที่หุ้น Rio Tinto ปรับขึ้น 1.6% หลังรายงานกำไรพื้นฐานในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 43%
หุ้น Greggs พุ่งขึ้น 18.5% แตะระดับสูงสุดในดัชนี FTSE 250 หลังเชนร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดรายใหญ่ที่สุดของอังกฤษรายงานกำไรครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 20%
ส่วนหุ้น Aberdeen Group ร่วงลง 4.5% มากที่สุดในดัชนี FTSE 100 หลังบริษัทบริหารสินทรัพย์รายงานว่า มีเงินทุนไหลออกสุทธิ 3 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช