ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดลบ กลุ่มสินค้าหรูหราฉุดตลาด
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบในวันพุธ (29 ก.ค.) โดยหุ้นกลุ่มสินค้าหรูหราถูกกดดันจากผลประกอบการที่ออกมาแตกต่างกันจากบริษัทสินค้าหรูของฝรั่งเศส ขณะที่นักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ
- ดัชนี STOXX 600 [STOXX.X] ปิดที่ 645.01 จุด ลดลง 1.88 จุด หรือ -0.29%
- ดัชนี CAC-40 [CAC40.X] ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,408.27 จุด ลดลง 50.51 จุด หรือ -0.60%
- ดัชนี DAX [DAX.X] ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,460.48 จุด ลดลง 3.53 จุด หรือ -0.01%
- ดัชนี FTSE 100 [FTSE100.X] ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,908.41 จุด เพิ่มขึ้น 37.39 จุด หรือ +0.34%
ดัชนี STOXX 600 ยุติการปรับตัวขึ้นติดต่อกัน 3 วัน โดยดัชนีหุ้นกลุ่มสินค้าหรูร่วงลง 2.4% มากที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรม
หุ้น Kering พุ่งเกือบ 17% ขึ้นมาเป็นหุ้นที่ปรับตัวดีที่สุดในดัชนี STOXX 600 และทำสถิติปรับขึ้นรายวันมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2545 หลังยอดขายไตรมาส 2 ของ Gucci ซึ่งเป็นแบรนด์หลักของบริษัท ลดลงน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์
นักวิเคราะห์ของ HSBC Global Research ระบุว่า แผนการทำตลาดเชิงรุกในช่วงปลายเดือนส.ค. อาจช่วยกระตุ้นยอดขายในไตรมาส 4 และทำให้ Gucci กลับมาเติบโตเป็นบวกได้อีกครั้ง
ในทางตรงกันข้าม หุ้น Hermes ร่วงลง 11% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี 2553 หลังผู้ผลิตกระเป๋า Birkin รายงานยอดขายไตรมาส 2 เติบโตสอดคล้องกับที่ตลาดคาด แต่ระบุว่ายังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวอย่างแท้จริงของตลาดจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของบริษัท
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลง 0.4% ต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 โดยถูกกดดันจากหุ้น ASM International ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ร่วงลง 4.8% แม้ว่าบริษัทจะเปิดเผยคาดการณ์ผลประกอบการในเชิงบวกก็ตาม
Microsoft และ Meta มีกำหนดรายงานผลประกอบการหลังตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดทำการ โดยนักลงทุนจับตาอย่างใกล้ชิดว่าการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะสร้างผลตอบแทนได้มากเพียงใด และกำไรจะสมเหตุสมผลกับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูงหรือไม่
ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 2.2% หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้นเกือบ 8% ทะลุระดับ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เนื่องจากการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในตะวันออกกลางกลับมาปะทุอีกครั้ง ส่งผลให้ความหวังที่ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านจะยุติลงในเร็ววันลดน้อยลง
นักวิเคราะห์จาก TS Lombard กล่าวว่า แม้ผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ จะเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดในขณะนี้ แต่สถานการณ์ในตะวันออกกลางกลับมีอิทธิพลเหนือกว่า นอกจากนี้ นักลงทุนยังคงกังวลเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านการลงทุนในศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับ AI ส่งผลให้ตลาดโดยรวมยังคงอ่อนแอ
ด้านเฟดคาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพุธนี้ แต่ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของ เควิน วอร์ช ประธานเฟด เพื่อหาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินในระยะต่อไป
สำหรับหุ้นรายตัวอื่น ๆ นั้น หุ้น Sopra Steria บริษัทไอทีของฝรั่งเศส พุ่งขึ้น 13.6% หลังบริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของรายได้ทั้งปี
หุ้น Glencore ปรับขึ้น 2.8% หลังบริษัทเปิดเผยว่าการผลิตทองแดงในช่วงครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 15% จากคุณภาพแร่ที่ดีขึ้นในเหมืองหลัก
หุ้น Deutsche Bank เพิ่มขึ้น 1% หลังรายงานกำไรไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 10% สวนทางกับที่ตลาดคาดว่าจะลดลง
ส่วนหุ้น Aberdeen ร่วงลง 4.3% หลังบริษัทบริหารสินทรัพย์ของอังกฤษเปิดเผยว่า มีเงินทุนไหลออกสุทธิ 3 พันล้านปอนด์ (ประมาณ 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงครึ่งปีแรก เทียบกับที่ตลาดคาดว่าจะมีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ 800 ล้านปอนด์
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช