W.Management แบรนด์ดังของ Gen Z จีนเตรียมบุกไทย ปักหมุดสยามสาขาแรก - เส้นทางเศรษฐี
ถ้านึกถึงประเทศที่มักจะกลายเป็นผู้นำเทรนด์ คงจะไม่พ้นประเทศจีน เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับแบรนด์แฟชั่นสุดชิคอย่าง “W.Management”
ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่พส.จีน และชาวต่างชาติที่ชื่นชอบการแต่งตัว ทว่าความน่าสนใจกลับไม่ใช่แค่คอลเลกชันเสื้อผ้าที่ตรงใจคนยุคนี้เท่านั้น แต่กลับโดดเด่นในเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาด
จุดเริ่มต้นของแบรนด์
W.Management คือแบรนด์แฟชั่นสัญชาติจีนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 แม้จะเปิดตัวมาได้เพียง 3 ปี แต่แบรนด์กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการขยายสาขาถึง 23 แห่ง ในเมืองสำคัญต่างๆ ของประเทศจีน เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว เป็นต้น

สิ่งที่ทำให้แบรนด์กลายเป็นที่นิยมขนาดนี้ ไม่ได้มาจากแค่เสื้อผ้าที่มีคุณภาพและดีไซน์เก๋ไก๋เท่านั้น แต่มาจากการเจาะกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างเฉียบขาด
นอกจากนี้แบรนด์ยังมีเอกลัษณ์เฉพาะตัวที่เเค่เดินผ่านหน้าร้านก็ต้องสะดุดตา ให้กับเฉดสีชมพู และถุงช็อปปิ้งที่ตอกย้ำความโดดเด่นด้วยสีเดียวกัน จนใครถือก็ตะโกนชื่อแบรนด์ ออกมาชัดเจนเลยทีเดียว
กลยุทธ์ที่ทำให้ W.Management เป็นที่น่าจับตามอง
1.กลยุทธ์รันเวย์สโตร์
กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก กับขั้นตอนการคัดเลือกพนักงาน ที่ไม่ได้มองหาแค่ทักษะด้านบริการ แต่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ ส่วนสูง และเซนส์ด้านแฟชั่นที่เป็นเลิศ


เพราะถ้าหากเราลองเดินเข้าไปในร้าน จะรู้สึกได้ทันทีว่าพนักงานที่นี่เหมือนหลุดออกมาจากรันเวย์ ด้วยรูปร่างหน้าตาที่โดดเด่น ประกอบกับการแต่งตัวที่ดูดี ราวกับมีสไตลิสต์ประจำอยู่ในร้าน
ไม่ว่าจะหยิบชุดไหนของแบรนด์มาใส่ ก็ช่วยจุดประกายไอเดียให้ลูกค้าซื้อเสื้อผ้าไปมิกซ์แอนด์แมตช์ตามได้เป็นอย่างดี
2.กลยุทธ์สร้างกระเเสผ่านประสบการณ์ร่วม
ทางแบรนด์ W.Management ยังกลายเป็นกระแสด้วยกิจกรรมที่น่าสนใจอย่าง “One-Day Manager” ที่จะนำเหล่าคนดัง หรืออินฟลูเอนเซอร์ที่กำลังอยู่ในกระแสมาเป็นผู้จัดการร้าน 1 วัน
โดยทางแบรนด์จะเปิดให้ลูกค้าเข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการโหวต ว่าคนไหนที่จะกลายมาเป็น ผู้จัดการร้าน กิจกรรมนี้ไม่ใช่แค่การเพิ่มกระแสให้แบรนด์กลายเป็นที่พูดถึงเท่านั้น แต่กลับมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้กับลูกค้าที่เดินทางเข้ามาใช้บริการ เพื่อโอกาสที่จะได้พบปะ พูดคุย หรือถ่ายรูปกับไอดอลที่ชื่นชอบ
ประสบการณ์นี้จะเปลี่ยนการช็อปปิ้งธรรมดาให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษที่ทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ในเวลาเดียวกัน
3.กลยุทธ์พื้นที่ช้อปปิ้งที่ตอบโจทย์ทุกอารมณ์
สำหรับสายช้อปที่ชื่นชอบการถ่ายรูปเช็คอิน และทำคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดีย W.Management ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี ด้วยการออกแบบร้านที่มีการคุมโทน พร้อมกับความทันสมัย บนพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตร สามารถเดินช้อปปิ้งได้อย่างเพลิดเพลินเลยทีเดียว
นอกจากดีไซน์ร้านที่เข้าใจคนยุคใหม่แล้ว ตัวเสื้อผ้ายังมีหลากหลายแนวให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นสไตล์น่ารัก สตรีท หรือ Y2K เป็นต้น และยังมีการจัดแบ่งโซนอย่างชัดเจน เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าทุกคนที่แวะเวียนเข้ามา
โดยกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า W.Management ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียง ร้านค้าปลีกทั่วไป แต่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนด้วยการบริโภคเชิงอารมณ์
ผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น กิจกรรม One-Day Manager หรือการให้บริการจากพนักงานหนุ่มสาวสุดชิคที่ช่วยสร้างบรรยากาศและความสุขให้กับลูกค้า
หากใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจอยากสัมผัสประสบการณ์ดังกล่าว ไม่ต้องจองตั๋วบินไปไกลถึงจีนแล้ว เพราะ W.Management กำลังจะมาเปิดสาขาใหม่ที่ประเทศไทยเร็วๆ นี้ ณ ชั้น G สยามเซ็นเตอร์ เตรียมตัวไปรับประสบการณ์สุดพิเศษกันได้เลย
อ้างอิง: daoinsights, everydaymarketing
บทความโดย เด็กหอ (ปางบุญ สุทธิวงษ์)
Tags
Related Posts
ถ้านึกถึงประเทศที่มักจะกลายเป็นผู้นำเทรนด์ คงจะไม่พ้นประเทศจีน เพราะฉะนั้น วันนี้เราจะพาทุกคนไปรู้จักกับแบรนด์แฟชั่นสุดชิคอย่าง “W.Management” ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่พส.จีน และชาวต่างชาติที่ชื่นชอบการแต่งตัว ทว่าความน่าสนใจกลับไม่ใช่แค่คอลเลกชันเสื้อผ้าที่ตรงใจคนยุคนี้เท่านั้น แต่กลับโดดเด่นในเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาด จุดเริ่มต้นของแบรนด์ W.Management คือแบรนด์แฟชั่นสัญชาติจีนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2023 แม้จะเปิดตัวมาได้เพียง 3 ปี แต่แบรนด์กลับเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการขยายสาขาถึง 23 แห่ง ในเมืองสำคัญต่างๆ ของประเทศจีน เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว เป็นต้น สิ่งที่ทำให้แบรนด์กลายเป็นที่นิยมขนาดนี้ ไม่ได้มาจากแค่เสื้อผ้าที่มีคุณภาพและดีไซน์เก๋ไก๋เท่านั้น แต่มาจากการเจาะกลุ่มผู้บริโภคได้อย่างเฉียบขาด นอกจากนี้แบรนด์ยังมีเอกลัษณ์เฉพาะตัวที่เเค่เดินผ่านหน้าร้านก็ต้องสะดุดตา ให้กับเฉดสีชมพู และถุงช็อปปิ้งที่ตอกย้ำความโดดเด่นด้วยสีเดียวกัน จนใครถือก็ตะโกนชื่อแบรนด์ ออกมาชัดเจนเลยทีเดียว กลยุทธ์ที่ทำให้ W.Management เป็นที่น่าจับตามอง 1.กลยุทธ์รันเวย์สโตร์ กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียลเป็นอย่าง
25 กันยายน 2569
LINE เผยอินไซต์ คนไทย 56% มอง “บริการรัฐติดต่อยาก รอนาน” แนะเชื่อมต่อหลากช่องทางให้ตรงใจ ยกระดับบริการดิจิทัลให้ใกล้ประชาชน LINE ประเทศไทย เผยผลสำรวจที่จัดทำร่วมกับ Nielsen พบคนไทย 56% มองว่า “การติดต่อเจ้าหน้าที่ได้ยากและรอสายนาน” เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการใช้บริการภาครัฐ สะท้อนโจทย์ของบริการดิจิทัลในวันนี้ ที่ไม่ได้อยู่เพียงการเพิ่มช่องทางหรือบริการใหม่ แต่คือการทำให้ประชาชนสามารถ “เข้าถึง” ข้อมูล ติดต่อสอบถาม และ “ใช้งาน” บริการที่ต้องการได้อย่างสะดวก ผ่านช่องทางที่เหมาะสมกับแต่ละบริบทและเชื่อมต่อกันอย่างลื่นไหล จากอินไซต์ดังกล่าว LINE ประเทศไทย จึงร่วมกับ RISE บริษัทที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมสัญชาติไทย จัดเวิร์กชอปเชิงปฏิบัติการ “From Insight to Impact รัฐเข้าใจ ประชาชนเข้าถึง” เปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภาครัฐร่วมทำความเข้าใจพฤติกรรมและความต้องการของประชาชน พร้อมนำอินไซต์และ Pain Point จากการทำงานจริงมาพัฒนาเป็นแนวทางการให้บริการดิจิทัลแก่ประชาชนที่สะดวก ตอบโจทย์ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมีผู้เชี่ยวชาญจาก LINE ประเทศไทยและ RISE ร่วมให้คำปรึกษา ตั้งแต่การทำความเข้าใจ Customer Journey
25 กันยายน 2569
บริษัท พร็อพทูมอร์โรว์ จำกัด จัดเสวนาใหญ่ในหัวข้อ “กรุงเทพจตุรทิศ : จตุรมหานคร Beyond the City” นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับเมืองใหญ่ของกรุงเทพมหานครที่กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอีกครั้ง หลังจากที่เตรียมประกาศใช้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ปรับปรุงครั้งที่ 4 ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนที่จะส่งผลต่อการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในกรุงเทพฯและพื้นที่จังหวัดปริมณฑล รวมทั้งได้ส่งผลต่อการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของตลาดที่อยู่อาศัยในอนาคต กรมที่ดินชี้ข้อเสนอ “ลดขนาดที่ดินจัดสรร” ส่อเค้าร่างไม่ผ่าน หวั่นกระทบคุณภาพชีวิตและสร้างปัญหาจราจร นายสิทธิโชค ศรีมีชัย ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สังกัดสํานักส่งเสริมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (กรมที่ดิน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าข้อเสนอปรับลดขนาดที่ดินจัดสรรขั้นต่ำเพื่อช่วยผู้ซื้อบ้านในยุคค่าครองชีพสูง โดยระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าว “เป็นไปได้ยาก” และมีแนวโน้มสูงที่จะไม่ได้รับการอนุมัติ เนื่องจากยังมีความคิดเห็นต่างกัน โดยเฉพาะประเด็นความหนาแน่นของผู้อยู่อาศัย สำหรับข้อเสนอที่มีการเสนอไว้ ได้แก่ ทาวน์เฮาส์ ลดขนาดจาก 16 ตารางวา เห
25 กันยายน 2569
ผู้เขียน ธนดล มีชัยมาตร์ ในงาน LINE MAN Wongnai AI Accelerator ทางแบรนด์ชานมไข่มุกอย่าง BEARHOUSE ได้เปิดตัว “Pista Pillow” เมนูใหม่ที่นำ น้ำมะพร้าวไทย มาจับคู่กับ วิปสมูทพิสตาชิโอ แต่ขณะเดียวกัน ภายในงานยังมีการพูดถึงอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจของแบรนด์ นั่นคือ BEARHOUSE ไม่ได้มองว่าเครื่องดื่มที่ดีจะต้องอร่อยที่สุดจน “แสงออกปาก” หากแต่เป็นรสชาติที่อร่อยในแบบที่สามารถดื่มได้ทุกวัน และทำให้ลูกค้าอยากกลับมากินซ้ำ แนวคิดนี้สอดคล้องกับ Mission ของ คุณซารต์-ปัทมพร ปรีชาวุฒิเดช และ คุณกานต์ – อรรถกร รัตนารมย์ เจ้าของแบรนด์ BEARHOUSE และ แบรนด์ SUNSU ที่ต้องการทำของอร่อยภายใต้คอนเซ็ปต์ “ความสุขที่ไม่รู้สึกผิด” โดยมองว่าของอร่อยควรเป็นสิ่งที่วันนี้กินแล้ว พรุ่งนี้ยังสามารถกินต่อได้ จากจุดเริ่มต้นของร้านเพียงไม่กี่ปี BEARHOUSE เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 ทำรายได้ราว 520 ล้านบาท ปัจจุบันมีมากกว่า 80 สาขาทั่วประเทศ และขายได้มากกว่า 4 ล้านแก้วในปี 2025 ขณะที่ SANSU สามารถทำรายได้ในปีที่ผ่านมาเกือบ 2,000 ล้านบาท พร้อมแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ออกมาหลากหลาย โดยหนึ่งในสินค้าที่ได้รับความสนใจอย่างมา
25 กันยายน 2569
สร้างประวัติศาสตร์ “เนเน่ รอยัล” หรือ แพรว-รัตติกานต์ อำลอย เด็กไทยวัย 16 ปี ทำตามความฝันสำเร็จ คว้าแชมป์เวที America’s Got Talent ซีซั่น 21 มาครอง ก่อนถึงช่วงเวลาประกาศผล เนเน่ได้สร้างความประทับใจให้กรรมการและผู้ชมทั่วโลกอีกครั้ง ด้วยโชว์พิเศษร่วมกับวงร็อกระดับตำนานอย่าง Linkin Park ในเพลง The Emptiness Machine แบบสุดเดือด อย่างไรก็ตาม กว่าจะเดินทางมาถึงรอบไฟนอล เนเน่ต้องผ่านบททดสอบบนเวทีมามากมาย แต่เธอก็งัดความสามารถทางดนตรีออกมาให้ผู้ชมทั่วโลกได้เห็น แถมหยิบเพลงร็อกระดับตำนานมาโชว์จนได้ใจผู้ชม การเดินทางบนเวที America’s Got Talent เริ่มต้นขึ้นด้วยเพลง Zombie ของวง The Cranberries ที่สร้างความประทับใจให้ทั้งกรรมการและผู้ชม จนชื่อของเนเน่เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น จากนั้นในรอบ Judges’ Callbacks เธอเลือกเพลง Hysteria ของวง Muse มาถ่ายทอด ตามด้วย Black Hole Sun ของวง Soundgarden และ Seven Nation Army ของ The White Stripes ที่ทำให้กรรมการอย่างเมลบี ถึงกับเอ่ยปากว่า “รู้สึกตัดสินใจถูกมากที่กดปุ่มทองตอนนั้น เนเน่อยู่อันดับดีที่สุดของโลก โชว์มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อายุแค่ 16 ถ้าเนเน่ไม่
24 กันยายน 2569
เปิดเทรนด์นักท่องเที่ยวจีนในช่วง Golden Week หรือวันหยุดยาวปีนี้ มีแนวโน้มวางแผนเดินทางเร็วขึ้นและเดินทางนานขึ้น โดยการลางานเพิ่มเพียง 3 วัน สามารถหยุดได้ถึง 13 วัน เมื่อรวมวันหยุด Golden Week เข้ากับเทศกาลไหว้พระจันทร์ และคาดว่ายอดการเดินทางออกนอกประเทศจะเริ่มเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน โดยมีระยะเวลาการเดินทางเฉลี่ยมากกว่า 9 วัน จากข้อมูลของ Trip.com พบว่า ในปีนี้ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่โดดเด่น โดยเฉพาะภูเก็ตและเชียงใหม่ นักท่องเที่ยวจีนเลือกเดินทางสู่ “ภูเก็ต” อย่างต่อเนื่อง สะท้อนจากยอดจองเที่ยวบิน เพิ่มขึ้น 78% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วน “เชียงใหม่” ครองใจนักเที่ยวเจเนอเรชัน Z ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวไทยก็เลือกบินไปเที่ยว “มาเลเซีย” และ “เกาหลีใต้” สะท้อนให้เห็นว่าช่วง Golden Week มีส่วนช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวในเอเชีย ทว่า ในภาพรวมทั่วโลก “โซล” ยังครองอันดับหนึ่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมในช่วง Golden Week ปีนี้ ด้วยยอดจองเที่ยวบินระหว่างประเทศเติบโต 91% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากข้อมูลยังพบว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์ปีนี้ตรงกับวันศุกร์ก่อนช่วงวันหยุด Golden Week ในเดื
23 กันยายน 2569