classicliterature.it.com

UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ

การเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-สหภาพยุโรปที่กำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ได้นำข้อตกลง UPOV 1991 กลับมาเป็นประเด็นถกเถียงที่สำคัญอีกครั้ง ด้วยความกังวลว่ากฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่นี้จะเข้ามาจำกัดสิทธิของเกษตรกรในการเข้าถึง เก็บรักษา และแลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์

บทความโดย ดร.กฤษฎา บุญชัย ผู้ประสานงาน Thai Climate Justice for All (TCJA) หรือเครือข่ายความเป็นธรรมสภาพภูมิอากาศ เสนอให้ประเทศไทยพิจารณาอย่างรอบคอบว่า จะยอมรับพันธกรณีที่อาจเปลี่ยนโครงสร้างระบบนิเวศและสังคม หรือจะสงวนพื้นที่เชิงนโยบายเพื่อปกป้องวิถีชีวิตและความหลากหลายทางชีวภาพ

UPOV 1991 เมื่อสิทธิในเมล็ดพันธุ์ปะทะสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสำคัญของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป หรือ FTA ไทย–EU การเจรจารอบที่ 9 ในเดือนมิถุนายน 2569 สามารถสรุปผลได้แล้ว 15 จาก 24 บท หรือประมาณสองในสามของการเจรจาทั้งหมด และกำลังเข้าสู่การเจรจารอบที่ 10 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพในช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ขณะที่ประเด็นทรัพย์สินทางปัญญายังอยู่ในกลุ่มประเด็นสำคัญที่ต้องเจรจาต่อไป

ในช่วงที่การเจรจากำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ประเด็นการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง

ในการหารือระหว่างผู้แทนการค้าไทยกับองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 มีการหยิบยกเรื่องสิทธิเกษตรกรในการเข้าถึงและเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ การขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมือง และความมั่นคงทางอาหารขึ้นมาพิจารณาโดยตรง รัฐบาลเองระบุถึงความจำเป็นในการรักษาพื้นที่เชิงนโยบายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการค้า การลงทุน และการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชน

บริบทดังกล่าวทำให้ UPOV 1991 ซึ่งเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศด้านการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่มีความสำคัญต่อการถกเถียงสาธารณะอีกครั้ง ข้อความสุดท้ายของ FTA ไทย–EU ยังอยู่ระหว่างการเจรจา จึงเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยยังสามารถพิจารณาผลกระทบและกำหนดพื้นที่เชิงนโยบายของตนเองได้

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เครือข่ายเกษตรกร นักวิชาการ และภาคประชาสังคมไทยได้ทำให้สังคมเห็นความสำคัญของสิทธิเกษตรกรในการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาเมล็ดพันธุ์ รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างกฎหมายพันธุ์พืชกับโครงสร้างอำนาจในระบบเมล็ดพันธุ์และอาหาร การต่อสู้เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งและยังคงเป็นหัวใจของข้อถกเถียงเรื่อง UPOV 1991

ในสังคมที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ยังมีความหมายอีกชุดหนึ่งซึ่งควรนำเข้ามาพิจารณาควบคู่กัน สำหรับชุมชนจำนวนมาก เมล็ดพันธุ์เชื่อมโยงกับผืนดิน ความทรงจำ ภาษา พิธีกรรม บรรพบุรุษ ระบบความรู้ และความรับผิดชอบต่อคนรุ่นต่อไป

เมื่อกฎหมายกำหนดว่าอะไรคือ พันธุ์’ ใครคือ ‘ผู้ปรับปรุงพันธุ์’ ใครเป็น ‘ผู้ทรงสิทธิ’ และกิจกรรมใดต้องได้รับ ‘การอนุญาต’ กฎหมายจึงกำลังจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งมีชีวิตขึ้นมาชุดหนึ่งด้วย

คำถามเกี่ยวกับ UPOV 1991 จึงลึกไปถึงเรื่องที่ว่า กฎหมายแบบใดกำลังเดินเข้าไปอยู่ในโลกความสัมพันธ์แบบใด และเมื่อกฎหมายชุดใหม่มีอำนาจเหนือความสัมพันธ์ที่ผู้คนกับธรรมชาติสร้างร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน อะไรจะได้รับการคุ้มครอง อะไรจะถูกทำให้มองไม่เห็น และใครจะมีอำนาจกำหนดความสัมพันธ์กับชีวิตในอนาคต

โลกของไล่โว่และเกาะจำ

งานศึกษาสิทธิธรรมชาติบนวิถีชาติพันธุ์ร่วมกับชุมชนกะเหรี่ยงโผล่ว ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี และชุมชนอูรักลาโว้ยบนเกาะจำ จังหวัดกระบี่ เปิดให้เห็นโลกความสัมพันธ์ที่แตกต่างจากวิธีแบ่งธรรมชาติออกเป็นทรัพยากรประเภทต่าง ๆ ตามระบบกฎหมายและการบริหารสมัยใหม่

ในโลกของชาวโผล่วไล่โว่ ป่าเป็นภูมิทัศน์ที่มนุษย์ สัตว์ พืช ดิน น้ำ ลม ไฟ และจิตวิญญาณดำรงอยู่ภายในความสัมพันธ์เดียวกัน ความเข้าใจที่ชุมชนถ่ายทอดผ่านแนวคิด ‘เว๊าะก์เถาะตุงเหมี่ยะตา’ วางมนุษย์ไว้เป็นสมาชิกหนึ่งของชุมชนแห่งชีวิต สิทธิในการใช้จึงดำเนินควบคู่กับหน้าที่ในการดูแล การเว้น การเคารพข้อห้าม และการเปิดพื้นที่ให้สิ่งอื่นฟื้นตัว

ไร่หมุนเวียนแสดงความสัมพันธ์ดังกล่าวผ่านการปฏิบัติจริง ไฟทำหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่งของวงจรการผลิต ดินได้รับเวลาฟื้นตัว ป่ารุ่นใหม่เกิดขึ้นในพื้นที่พักฟื้น พืชและเมล็ดพันธุ์หลากหลายชนิดเติบโตอยู่ร่วมกัน ขณะที่ความรู้เรื่องฝน ดิน น้ำ พืช สัตว์ และฤดูกาลได้รับการส่งต่อผ่านการทำงานของคนหลายรุ่น

ข้าวแต่ละพันธุ์จึงมีประวัติศาสตร์อยู่ภายในภูมิทัศน์ บางพันธุ์เหมาะกับพื้นที่บางลักษณะ บางพันธุ์สัมพันธ์กับอาหารหรือพิธีกรรม การคัดเลือก เก็บรักษา และแบ่งปันเมล็ดทำให้ความหลากหลายเดินทางผ่านฤดูกาลและคนหลายรุ่น เมล็ดข้าวหนึ่งกำมือจึงบรรจุทั้งพันธุกรรมและประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนกับผืนดินไว้พร้อมกัน

โลกของอูรักลาโว้ยบนเกาะจำเปิดความเข้าใจเดียวกันผ่านภูมิทัศน์ทะเล ชีวิตเชื่อมโยงกับคลื่น ลม กระแสน้ำ ดาว หาด หิน หญ้าทะเล สัตว์น้ำ เกาะ บรรพบุรุษ และโลกทางจิตวิญญาณ

ความรู้เรื่องทะเลเกิดจากการอ่านความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเหล่านี้ ทั้งทิศทางลม สีของน้ำ การขึ้นลงของน้ำ ฤดูกาลของสัตว์น้ำ และลักษณะของพื้นที่ ชื่อเรียกเกาะ อ่าว หาด หัวแหลม และหินจึงทำหน้าที่เสมือนแผนที่ทางวัฒนธรรมที่บันทึกความทรงจำ การเดินทาง การทำมาหากิน และความสัมพันธ์กับสถานที่

เมื่อหญ้าทะเลลดลง สัตว์น้ำเปลี่ยนแปลง หรือพื้นที่ชายฝั่งถูกจำกัด สิ่งที่เปลี่ยนตามไปด้วยคือความรู้เรื่องฤดูกาล ภาษาอาหาร เส้นทางการเดินเรือ และความสามารถของคนรุ่นหนึ่งในการถ่ายทอดโลกที่ตนรู้จักไปยังคนอีกรุ่นหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงทางนิเวศและการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมจึงเกิดขึ้นภายในกระบวนการเดียวกัน

ประสบการณ์จากไล่โว่และเกาะจำทำให้ความหมายของ “วิถีชีวิต” ชัดขึ้น วิถีชีวิตคือความสามารถของผู้คนในการดำรง สร้าง และส่งต่อความสัมพันธ์กับโลกที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง

เมล็ดพันธุ์ในฐานะความสัมพันธ์ที่มีชีวิต

เมื่อนำความเข้าใจดังกล่าวกลับมามองเมล็ดพันธุ์ เราจะเห็นสิ่งที่กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญามองเห็นได้ยาก เมล็ดพันธุ์หนึ่งกำมือเชื่อมคนปลูกกับผืนดิน ฤดูกาล ครอบครัว เพื่อนบ้าน ผู้สูงวัย พิธีกรรม อาหาร และคนรุ่นถัดไป

การเลือกเมล็ดจากต้นที่เหมาะสมไว้ปลูกต่อเป็นทั้งกระบวนการทางชีววิทยาและกระบวนการใช้ความรู้ การแลกเปลี่ยนเมล็ดระหว่างครัวเรือนเป็นทั้งการกระจายพันธุกรรมและการสร้างความมั่นคงร่วมของชุมชน

ความหลากหลายทางชีวภาพจึงดำรงอยู่ผ่านความสัมพันธ์พอ ๆ กับการดำรงอยู่ของสารพันธุกรรม ธนาคารพันธุกรรมสามารถเก็บเมล็ดไว้ในสภาพควบคุม แต่ความหลากหลายที่มีชีวิตต้องอาศัยผู้คนที่ยังปลูก คัดเลือก ทดลอง แลกเปลี่ยน ตั้งชื่อ ปรุงอาหาร ประกอบพิธี และส่งต่อความหมายของพันธุ์เหล่านั้น

ประสบการณ์ของ Potato Park ในเทือกเขาแอนดีสของเปรูสะท้อนหลักการเดียวกัน ชุมชนเกชัวรักษามันฝรั่งพื้นเมืองจำนวนมากผ่านระบบที่เชื่อมการเพาะปลูกเข้ากับการตอบแทน ความสมดุล และความสัมพันธ์ระหว่างโลกมนุษย์ โลกธรรมชาติ และโลกศักดิ์สิทธิ์ การส่งคืนมันฝรั่งพื้นเมืองกว่า 400 พันธุ์จากศูนย์มันฝรั่งนานาชาติสู่ชุมชนในปี 2547 จึงช่วยฟื้นทั้งพันธุกรรม ความรู้ และระบบความสัมพันธ์ที่ทำให้พันธุ์เหล่านั้นมีชีวิตอยู่ต่อไป

ประสบการณ์เหล่านี้ยังทำให้คำว่า ‘นวัตกรรม’ มีความหมายกว้างขึ้น พันธุ์พื้นบ้านจำนวนมากเป็นผลจากการสังเกต คัดเลือก ทดลอง และแลกเปลี่ยนของผู้คนหลายรุ่นร่วมกับกระบวนการทางนิเวศ พันธุ์หนึ่งจึงอาจไม่มีผู้สร้างคนเดียวและไม่มีช่วงเวลาหนึ่งที่สามารถประกาศได้อย่างง่ายดายว่าเป็นจุดกำเนิด ความรู้ของผู้หญิง ผู้สูงวัย เกษตรกร และผู้ดูแลเมล็ดพันธุ์เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิวัฒน์ของพืชตลอดเวลา

การคุ้มครองเมล็ดพันธุ์ในโลกเช่นนี้จึงหมายถึงการรักษาความสามารถของสังคมและระบบนิเวศในการสร้างความหลากหลายขึ้นใหม่อย่างต่อเนื่อง

UPOV 1991 กับการจัดระเบียบความสัมพันธ์ใหม่

UPOV 1991 สร้างระบบสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ใหม่ สำหรับวัสดุขยายพันธุ์ของพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครอง กิจกรรมสำคัญหลายประเภทต้องได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิ ได้แก่ การผลิตหรือขยายพันธุ์ การเตรียมเพื่อการขยายพันธุ์ การเสนอขาย การจำหน่ายหรือทำตลาด การส่งออก การนำเข้า และการเก็บไว้เพื่อกิจกรรมเหล่านั้น

ส่วนการนำผลผลิตที่เกษตรกรได้จากการปลูกพันธุ์คุ้มครองกลับมาใช้เพื่อขยายพันธุ์ในพื้นที่ของตนเองเป็นข้อยกเว้นที่ประเทศสมาชิกอาจกำหนดได้ ภายในขอบเขตอันสมควรและโดยคำนึงถึงประโยชน์อันชอบธรรมของนักปรับปรุงพันธุ์

ระบบดังกล่าวมีตรรกะที่ชัดเจน คือการสร้างสิทธิให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์สามารถควบคุมการใช้พันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองในขอบเขตที่กฎหมายกำหนด เพื่อสร้างแรงจูงใจต่อการพัฒนาพันธุ์ใหม่ ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การนำระบอบสิทธิชุดหนึ่งเข้าไปอยู่ร่วมกับระบบเมล็ดพันธุ์อีกหลายแบบที่มีตรรกะทางสังคมและนิเวศแตกต่างกัน

ระบบเมล็ดพันธุ์ของชุมชนจำนวนมากจัดความสัมพันธ์ผ่านการดูแลร่วม การแบ่งปัน การสืบทอด การตอบแทน และหน้าที่ต่อคนรุ่นต่อไป เมื่อระบอบที่จัดความสัมพันธ์ผ่านผู้ทรงสิทธิและการอนุญาตเข้ามามีสถานะทางกฎหมายเหนือกว่า ความสัมพันธ์เดิมบางประเภทอาจถูกบีบให้ต้องปรับตัวตามนิยามและขอบเขตของกฎหมายใหม่

นี่คือปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญของ UPOV 1991 เมื่อมองจากสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติ เพราะกฎหมายกำลังเข้าไปกำหนดว่าใครมีอำนาจสร้างข้อจำกัดต่อการใช้ชีวิตที่สามารถสืบพันธุ์ได้ และความสัมพันธ์กับชีวิตรูปแบบใดจะได้รับสถานะทางกฎหมายมากกว่ากัน

หลักความแตกต่าง ความสม่ำเสมอ และความคงตัวที่ใช้ในระบบคุ้มครองพันธุ์พืชยิ่งทำให้เห็นความแตกต่างของวิธีให้คุณค่าต่อความหลากหลาย พันธุ์พื้นบ้านจำนวนหนึ่งมีความแปรผันภายในสูงและเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องตามการคัดเลือกของเกษตรกร ดิน ฝน โรค และระบบนิเวศ

ความแปรผันดังกล่าวมีความสำคัญมากขึ้นในโลกภูมิอากาศผันผวน เพราะช่วยให้ประชากรพืชมีพื้นที่สำหรับตอบสนองต่ออุณหภูมิ ฝน โรค และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง

ความสม่ำเสมอเป็นคุณสมบัติที่มีคุณค่าในระบบการปรับปรุงพันธุ์แบบหนึ่ง ขณะที่ความหลากหลายภายในพันธุ์และความสามารถในการเปลี่ยนแปลงมีคุณค่าอย่างสูงในระบบเกษตรอีกแบบหนึ่ง ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อระบบใดระบบหนึ่งมีอำนาจกำหนดมาตรฐานของ “พันธุ์” และ “นวัตกรรม” ให้กลายเป็นมาตรฐานกลางของสังคมทั้งหมด

สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติมาบรรจบกันที่ความสัมพันธ์

เมื่อมองจากไล่โว่และเกาะจำ สิทธิชนพื้นเมืองหมายถึงความสามารถของชุมชนในการดำรงและกำหนดความสัมพันธ์กับผืนดิน น้ำ ป่า ทะเล เมล็ดพันธุ์ ความรู้ และโลกทางจิตวิญญาณของตนเอง สิทธิในทรัพยากรจึงสัมพันธ์กับสิทธิในวัฒนธรรม ความรู้ และการกำหนดอนาคต

ปฏิญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนพื้นเมืองวางหลักสำคัญไว้ในมาตรา 31 โดยรับรองสิทธิของชนพื้นเมืองในการธำรง ควบคุม คุ้มครอง และพัฒนามรดกทางวัฒนธรรม ความรู้ดั้งเดิม และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเมล็ดพันธุ์ ยา และความรู้เกี่ยวกับคุณสมบัติของพืชและสัตว์ เมล็ดพันธุ์จึงอยู่ภายในขอบเขตของสิทธิในการกำหนดวิถีชีวิตและอนาคตของชุมชน

กรณีโคลอมเบียทำให้หลักการนี้มีรูปธรรมทางกฎหมายอย่างมาก ในปี 2555 ศาลรัฐธรรมนูญโคลอมเบียวินิจฉัยว่ากฎหมายที่ให้ความเห็นชอบต่อ UPOV 1991 ขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากรัฐไม่ได้ดำเนินการปรึกษาหารือล่วงหน้ากับชุมชนชาติพันธุ์ที่อาจได้รับผลกระทบ คำวินิจฉัยให้ความสำคัญกับผลกระทบที่ระบอบดังกล่าวอาจมีต่อวิถีชีวิต ความรู้ดั้งเดิม และบทบาทของชุมชนในการอนุรักษ์และพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพ

กรณีนี้ทำให้เห็นว่าการพิจารณา UPOV สามารถเข้าสู่พื้นที่ของสิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิทางวัฒนธรรมได้โดยตรง สิทธิธรรมชาติเปิดอีกด้านหนึ่งของความสัมพันธ์นี้ โลกทัศน์ที่พบในไล่โว่และเกาะจำทำให้การใช้ธรรมชาติสัมพันธ์อยู่กับหน้าที่ การใช้ป่ามาพร้อมช่วงเวลาที่ป่าฟื้น การใช้ไฟสัมพันธ์กับฤดูกาลและพื้นที่ การจับสัตว์น้ำสัมพันธ์กับจังหวะของทะเล และพื้นที่บางแห่งได้รับการเว้นไว้ผ่านข้อห้ามหรือความสัมพันธ์ทางจิตวิญญาณ

เมื่อนำหลักสิทธิธรรมชาติมาพิจารณา เมล็ดพันธุ์จึงปรากฏในฐานะชีวิตที่มีความสามารถในการสืบพันธุ์ กลายพันธุ์ แลกเปลี่ยนสารพันธุกรรม ปรับตัว และวิวัฒน์ร่วมกับสภาพแวดล้อม การรักษาความหลากหลายจึงครอบคลุมทั้งพันธุกรรมที่มีอยู่ในปัจจุบันและกระบวนการวิวัฒน์ที่จะสร้างความแตกต่างขึ้นใหม่ในอนาคต

สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติจึงมาบรรจบกันตรงความสัมพันธ์ ด้านหนึ่งคือสิทธิของผู้คนในการดำรงและกำหนดความสัมพันธ์กับโลกที่ตนเป็นส่วนหนึ่ง อีกด้านหนึ่งคือความสามารถของชีวิตและระบบนิเวศในการดำรง ฟื้นตัว สืบพันธุ์ ปรับตัว และวิวัฒน์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้ ‘สิทธิ’ มีความหมายควบคู่กับ ‘หน้าที่’ และทำให้การกำกับชีวิตแตกต่างจากการกำกับทรัพย์สินทั่วไป

พัฒนาการของอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพและกรอบความหลากหลายทางชีวภาพโลกคุนหมิง–มอนทรีออลเคลื่อนเข้าหาความเข้าใจเช่นนี้มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความรู้ การใช้ทรัพยากรตามจารีต สิทธิในที่ดิน ดินแดน และทรัพยากร ตลอดจนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น

เป้าหมายที่ 21 กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการเข้าถึงความรู้ดั้งเดิมโดยเชื่อมกับความยินยอมโดยเสรี ล่วงหน้า และมีข้อมูลเพียงพอ ตามถ้อยคำและเงื่อนไขที่กรอบกำหนดและตามกฎหมายของประเทศ

ขณะที่เป้าหมายที่ 22 ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอย่างเต็มที่ เท่าเทียม ครอบคลุม และมีประสิทธิผล พร้อมการเคารพวัฒนธรรมและสิทธิในที่ดิน ดินแดน ทรัพยากร และความรู้ดั้งเดิม

พ.ร.บ.ชาติพันธุ์ทำให้บริบททางกฎหมายของประเทศไทยเปลี่ยนไป

การมีผลใช้บังคับของ พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 ทำให้ประเทศไทยมีฐานกฎหมายภายในประเทศชุดใหม่สำหรับการพิจารณานโยบายที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ กฎหมายวางหลักการคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิต ความเสมอภาค ศักดิ์ศรี วัฒนธรรม และการมีส่วนร่วม พร้อมสร้างกลไกในระดับนโยบายและพื้นที่

ความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ต่อการพิจารณา UPOV อยู่ที่ความหมายของคำว่า ‘วิถีชีวิต’ ซึ่งมีฐานทางนิเวศรองรับอยู่เสมอ วัฒนธรรมข้าวดำรงอยู่ผ่านพันธุ์ข้าว ผืนดิน น้ำ ความรู้ พิธีกรรม และผู้ปลูก วิถีไร่หมุนเวียนดำรงอยู่ผ่านวงจรพื้นที่ ป่า ไฟ เมล็ดพันธุ์ และระยะเวลาการฟื้นตัว วิถีทะเลดำรงอยู่ผ่านทะเลที่มีชีวิต หญ้าทะเล สัตว์น้ำ ชายหาด เส้นทางเดินเรือ และการถ่ายทอดความรู้ระหว่างรุ่น

สิทธิทางวัฒนธรรมจึงมีฐานทางนิเวศรองรับ

การคุ้มครองวิถีชีวิตจึงครอบคลุมเงื่อนไขที่ทำให้วัฒนธรรมสามารถสืบทอด ปรับตัว และสร้างตัวเองขึ้นใหม่ ในความหมายนี้ ระบบเมล็ดพันธุ์ของชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของฐานทางนิเวศและวัฒนธรรมของวิถีชีวิต การเปลี่ยนแปลงกฎหมายหรือพันธกรณีระหว่างประเทศที่ส่งผลต่อการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน พัฒนา หรือส่งต่อเมล็ดพันธุ์ จึงควรถูกพิจารณาผ่านผลกระทบต่อวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ด้วย

กลไกพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์มีศักยภาพสำคัญในเรื่องนี้ แนวทางที่ได้รับการพัฒนาในประเทศไทยเชื่อมการคุ้มครองสิทธิทางวัฒนธรรมเข้ากับการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างสมดุลและยั่งยืน และให้ความสำคัญกับพื้นที่ทางจิตวิญญาณควบคู่กับพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำกิน พื้นที่ใช้ประโยชน์ และพื้นที่อนุรักษ์

บทเรียนจากไล่โว่ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การคุ้มครองวิถีชีวิตของชาวโผล่วสัมพันธ์กับไร่หมุนเวียน พันธุ์ข้าว ป่า น้ำ ไฟ และระบบความรู้ที่เชื่อมองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกัน ในทางนโยบาย พื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิตจึงสามารถพัฒนาให้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม ซึ่งชุมชนมีบทบาทในการดูแลระบบนิเวศ เมล็ดพันธุ์ ระบบอาหาร และความรู้ไปพร้อมกัน ผ่านธนาคารเมล็ดพันธุ์ที่มีชีวิต การปรับปรุงพันธุ์โดยชุมชน พิธีสารชีววัฒนธรรม ระบบข้อมูลที่ชุมชนกำกับการเข้าถึง และกติกาชุมชนเกี่ยวกับทรัพยากรพันธุกรรม

แนวคิด ‘พื้นที่ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม’ ในที่นี้เป็นข้อเสนอในการพัฒนานโยบายจากฐานของกฎหมาย มิใช่ชื่อประเภทพื้นที่ที่ตัว พ.ร.บ.บัญญัติไว้โดยตรง

การมี พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์จึงทำให้การพิจารณา UPOV 1991 ของประเทศไทยมีบริบททางกฎหมายเปลี่ยนไป การเจรจาการค้าและการกำหนดนโยบายทรัพย์สินทางปัญญาควรพิจารณาความสอดคล้องกับกฎหมายภายในประเทศที่มุ่งคุ้มครองวิถีชีวิตและความหลากหลายทางวัฒนธรรม เพื่อให้พันธกรณีระหว่างประเทศที่ประเทศไทยรับเข้ามาสามารถดำรงอยู่ร่วมกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภายในประเทศได้

ประเทศไทยควรทบทวน UPOV 1991 ก่อนสร้างพันธกรณีระยะยาว

เมื่อพิจารณาร่วมกันทั้งสิทธิเกษตรกร สิทธิชนพื้นเมือง สิทธิธรรมชาติ พันธกรณีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ การตัดสินใจของประเทศไทยต่อ UPOV 1991 จึงควรผ่านการทบทวนอย่างรอบด้านก่อนสร้างพันธกรณีระหว่างประเทศที่อาจจำกัดพื้นที่ทางกฎหมายของประเทศในอนาคต

รัฐบาลไทยควรทบทวนท่าทีต่อการรับพันธกรณี UPOV 1991 ในการเจรจา FTA ไทย–EU โดยครอบคลุมผลกระทบต่อสิทธิเกษตรกร สิทธิชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน ความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม และความสามารถของธรรมชาติในการสืบพันธุ์ ปรับตัว และวิวัฒน์ รวมทั้งตรวจสอบความสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ กรอบคุนหมิง–มอนทรีออล และกฎหมายคุ้มครองวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศไทย

ประเทศไทยควรพัฒนา การประเมินผลกระทบต่อสิทธิ วิถีชีวิต และความหลากหลายทางชีววัฒนธรรม ก่อนการรับพันธกรณีหรือแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ UPOV 1991 โดยให้ชุมชนที่อาจได้รับผลกระทบมีบทบาทร่วมกำหนดขอบเขตและเกณฑ์การประเมินตั้งแต่ต้น การประเมินควรครอบคลุมระบบการเก็บ ใช้ แลกเปลี่ยน และพัฒนาพันธุ์พื้นบ้าน การหมุนเวียนเมล็ดพันธุ์ระหว่างครอบครัวและชุมชน การถ่ายทอดความรู้ บทบาทของผู้หญิงและผู้สูงวัย ความมั่นคงทางอาหาร ความสามารถในการปรับตัวต่อภูมิอากาศ ตลอดจนผลต่อภาษา พิธีกรรม และความสัมพันธ์กับผืนดิน

หัวใจของกระบวนการดังกล่าวอยู่ที่อำนาจของชุมชนในการร่วมกำหนดว่า ‘ผลกระทบ’ หมายถึงอะไร เพราะสิ่งที่ระบบเศรษฐกิจประเมินเป็นต้นทุนหรือผลประโยชน์สามารถปรากฏในชีวิตของชุมชนในรูปของการสูญเสียพันธุ์ การขาดช่วงของความรู้ การเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น หรือการอ่อนแรงของกติกาการแบ่งปันที่ดำรงมาหลายชั่วอายุคน

พร้อมกันนั้น ประเทศไทยควรสร้างสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนให้ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน พัฒนากลไกคุ้มครองความรู้และทรัพยากรพันธุกรรมตามกติกาของชุมชน และเชื่อมระบบเหล่านี้กับการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ชาติพันธุ์และพื้นที่คุ้มครองวิถีชีวิต เพื่อให้สิทธิทางวัฒนธรรมได้รับการคุ้มครองพร้อมกับฐานชีวภาพที่ทำให้วัฒนธรรมนั้นดำรงอยู่

หลักการสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ภาระในการแสดงความสอดคล้องควรอยู่กับข้อเสนอที่จะสร้างพันธกรณีใหม่ ก่อนประเทศไทยยอมรับ UPOV 1991 ฝ่ายที่เสนอให้ประเทศรับพันธกรณีดังกล่าวควรแสดงให้เห็นด้วยหลักฐานและมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนว่า UPOV 1991 สามารถดำรงอยู่ร่วมกับสิทธิเกษตรกร สิทธิของชนพื้นเมืองและกลุ่มชาติพันธุ์ ระบบเมล็ดพันธุ์ชุมชน พันธกรณีด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ได้จริง

ตราบใดที่ประเทศไทยยังไม่มีหลักประกันดังกล่าว รัฐบาลควรรักษาพื้นที่เชิงนโยบายของประเทศไว้ และไม่รับพันธกรณี UPOV 1991 ไว้ในความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป

ข้อเสนอนี้มุ่งสร้างเงื่อนไขให้การปรับปรุงพันธุ์ นวัตกรรม และความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศดำเนินไปพร้อมกับการรักษาระบบนวัตกรรมอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งสร้างความหลากหลายของพืชผ่านการดูแลร่วมของผู้คนและธรรมชาติมาหลายชั่วอายุคน

เมล็ดพันธุ์หนึ่งกำมือมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าผู้ถือมันอยู่ในวันนี้ ภายในเมล็ดเหล่านั้นมีการคัดเลือกของคนหลายรุ่น ความทรงจำของฤดูกาล การเดินทางระหว่างชุมชน ความรู้ของผู้สูงวัย การทำงานของผู้หญิง การเปลี่ยนแปลงของดินและภูมิอากาศ รวมทั้งความเป็นไปได้ของชีวิตที่ยังมาไม่ถึง เมื่อกฎหมายเข้าไปกำหนดความสัมพันธ์กับเมล็ดพันธุ์ กฎหมายจึงกำลังเข้าไปสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์และอนาคตเหล่านี้ด้วย

สิทธิชนพื้นเมืองทำให้เราเห็นสิทธิของผู้คนในการดำรงและกำหนดความสัมพันธ์กับโลกของตนเอง สิทธิธรรมชาติทำให้เราเห็นความสามารถของชีวิตในการดำรง ฟื้นตัว สืบพันธุ์ ปรับตัว และวิวัฒน์ ส่วน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ทำให้การคุ้มครองวิถีชีวิตมีฐานอยู่ในระบบกฎหมายไทยแล้ว

เมื่อนำทั้งสามมาวางร่วมกัน คำถามต่อ UPOV 1991 จึงมีความหมายมากกว่าการเลือกระหว่างสิทธิของนักปรับปรุงพันธุ์กับสิทธิของเกษตรกร หากเป็นคำถามว่า กฎหมายของเราจะจัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับชีวิตอย่างไร และจะยอมให้ระบอบสิทธิแบบหนึ่งมีอำนาจเปลี่ยนแปลงโลกของความสัมพันธ์ที่สร้างความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมมาหลายชั่วอายุคนเพียงใด

การตัดสินใจเรื่อง UPOV 1991 จึงเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจว่าเราจะส่งต่อโลกแบบใดไปยังคนรุ่นหลัง โลกที่ความหลากหลายได้รับการเก็บรักษาไว้ในฐานะทรัพยากรพันธุกรรมสำหรับการใช้ประโยชน์ หรือโลกที่ผู้คนยังสามารถปลูก แบ่งปัน เรียนรู้ และสร้างความหลากหลายขึ้นใหม่ร่วมกับธรรมชาติได้

สิทธิชนพื้นเมืองและสิทธิธรรมชาติชี้ไปยังโลกที่เมล็ดพันธุ์ยังสามารถเดินทางจากมือหนึ่งสู่อีกมือหนึ่ง จากผืนดินหนึ่งสู่อีกผืนดินหนึ่ง และจากคนรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง พร้อมกับความรู้ ความทรงจำ และความรับผิดชอบที่จะส่งต่อโลกซึ่งยังมีความหลากหลายของชีวิตให้แก่ผู้ที่เกิดมาภายหลังเรา

ภาพ: UPOV 1991 สิทธิในเมล็ดพันธุ์

Update: 2026-09-07
Tags: