บางความลับเรียกหาการทรยศหักหลัง Teemestarin kirja ความทรงจำของน้ำ-ชา
ข้อมูลผ่านตาหลายแห่งระบุว่า เอ็มมิ อิแตะรันตะเขียนนิยายเรื่อง Teemestarin kirja (Memory of Water) ด้วยภาษาฟินแลนด์และภาษาอังกฤษ
อ่านแล้วผมก็งุนงงสงสัยว่าหมายความอย่างไร จึงหาวิธีคลี่คลายให้หายข้องใจ เจริญรอยตามรายการ ‘คนค้นฅน’ จนกระทั่งพบบทสัมภาษณ์เอ็มมิ อิแตะรันตะในหลายวาระโอกาส สรุปความได้ว่า แรกเริ่มเดิมทีนิยายเรื่องนี้เป็นงานเขียนส่งอาจารย์ ขณะเรียนปริญญาโทสาขาการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่มหาวิทยาลัยเคนต์ สหราชอาณาจักร
อิแตะรันตะเริ่มเขียนงานดังกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ ผ่านไปได้ประมาณหนึ่งหรือสองบท เธอก็รู้สึกว่าความเห็นจากกลุ่มเพื่อนนักเขียนชาวฟินแลนด์น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน จึงนัดพบปะออนไลน์กันเดือนละครั้ง จากนั้นก็ลงมือเขียนเรื่องเดิมอีกครั้งเป็นภาษาฟินแลนด์เพื่อการนี้
แล้วก็พบว่าการเขียนสองภาษาไปพร้อมๆ กัน ส่งผลบวกต่อการทำงาน เพิ่มความถี่ถ้วนในการตรวจสอบ การแก้ไขขัดเกลา รวมถึงช่วยให้เธอวางตัวและมีมุมมองที่เป็นกลางได้ดีขึ้น
ลักษณะการทำงานถัดจากนั้น จึงเป็นการเขียนด้วยภาษาอังกฤษจนจบหนึ่งบท แล้วเปลี่ยนไปเขียนเรื่องราวเหตุการณ์เดียวกันเป็นภาษาฟินแลนด์ จนกระทั่งสำเร็จเสร็จสิ้น
การเดินทางลำดับต่อมาคือต้นฉบับนิยายเรื่องนี้ผ่านการพิจารณาของหลายสำนักพิมพ์ และถูกปฏิเสธตลอด จนกระทั่งสำนักพิมพ์ Teos ในฟินแลนด์ จัดประกวดนิยายไซไฟและแฟนตาซีในปี 2011 อิแตะรันตะส่งต้นฉบับเข้าประกวด และได้รางวัลชนะเลิศ จึงได้ตีพิมพ์เป็นเล่มในปีต่อมา กลายเป็นหนังสือขายดี ได้รับคำชื่นชมจากนักวิจารณ์
ความสำเร็จของฉบับภาษาฟินแลนด์ ยังผลให้สำนักพิมพ์ยักษ์ใหญ่อย่าง Harper Collins ซื้อลิขสิทธิ์ฉบับภาษาอังกฤษ (สำนวนของเอ็มมิ อิแตะรันตะ)
ฉบับภาษาไทยเป็นการแปลจากภาษาฟินแลนด์ ผมเดาว่าฉบับภาษาอังกฤษคงมีเนื้อหารายละเอียดและอรรถรสด้านสำนวนภาษาใกล้เคียงและไม่น่าจะแตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งซึ่งต่างกันชัดคือชื่อเรื่อง Teemestarin kirja ในภาษาฟินแลนด์ แปลได้ว่า The Tea Master’s Book (ตำราของปรมาจารย์ชา) ขณะที่ฉบับภาษาอังกฤษให้ชื่อเป็น Memory of Water (ความทรงจำของน้ำ)
ความต่างนี้เกิดขึ้นขณะยังไม่ได้อ่านนะครับ เมื่อติดตามอ่านจบ จะพบว่าชื่อเรื่องทั้งสองภาษาอยู่ในครรลองเดียวกัน
ตำราของปรมาจารย์ชา เนื้อแท้นั้นเป็นสมุดบันทึก มากกว่าจะเป็นคัมภีร์สอนสั่งเกี่ยวกับพิธีชงชา และไม่ได้มีแค่เล่มเดียว แต่ปรมาจารย์ชาทุกคนที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุ ทุกคนล้วนมีบันทึกของตนเอง และเลือกที่จะเขียน ‘อะไรก็ได้’ ทั้งสิ่งที่นึกออก รายละเอียดชีวิตประจำวัน การระบายอารมณ์ความรู้สึก
พูดง่ายๆ มีลักษณะกระเดียดเฉียดใกล้ไดอารีมากกว่า
‘บันทึก’ ในชื่อเรื่องภาษาฟินแลนด์ เมื่อเทียบเคียงกับคำว่า ‘ความทรงจำ’ ในชื่อภาษาอังกฤษแล้ว สอดคล้องใกล้เคียงกัน
สิ่งหนึ่งเป็นการจดจารเอาไว้กันลืม และสามารถนำมาทบทวนรื้อฟื้นเมื่อเวลาผ่านไป อีกสิ่งหนึ่งคือการรำลึกนึกย้อนถึงสิ่งที่ล่วงเลยผ่านพ้นไปแล้ว
ทั้งสองชื่อเกี่ยวข้องกับเวลา ในลักษณะของอดีต ปัจจุบัน อนาคต ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของนิยายเรื่องนี้
Memory of Water (ผมเลือกใช้ชื่อนี้ เพราะมีโอกาสที่จะพิมพ์สะกดผิดน้อยกว่า) เป็นนิยายดิสโทเปีย เรื่องทั้งหมดเล่าผ่านมุมมองของนอเรีย หญิงสาววัย 17 ปี ลูกสาวของปรมาจารย์ชา ซึ่งได้รับการฝึกปรือถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพิธีชงชาแบบญี่ปุ่น และวางตัวไว้เป็นทายาทสืบทอด
เมื่อเรียนรู้จนเจนจบครบถ้วน (เหลือเพียงการทดสอบ หรือการสอบครั้งสุดท้าย) พ่อของนอเรียพาเธอไปยังถ้ำแห่งหนึ่งบนภูเขา เพื่อเผยความลับสำคัญของตระกูล นั่นคือน้ำพุหรือแหล่งน้ำบริสุทธิ์ ซึ่งใช้สำหรับการชงชา และให้เธอสัญญาอย่างหนักแน่นว่าจะไม่แพร่งพรายความลับนี้โดยเด็ดขาด
ผมแทรกขัดการเล่าเรื่องย่อไว้ก่อนนะครับ ประเดี๋ยวค่อยไปต่อ
เล่าถึงตรงนี้ ไม่มีตรงไหนที่ใดเฉียดกรายเข้าใกล้นิยายดิสโทเปียเลย
Memory of Water บอกเล่าด้วยลีลาเช่นนี้ไปทั้งเรื่อง นำพาผู้อ่านติดตามชีวิตประจำวันของตัวละคร ทว่าโดยผ่านการบรรยายฉากหลังแวดล้อม ผ่านบทสนทนาระหว่างตัวละคร ผ่านการแสดงรายละเอียดความเป็นอยู่ นิยายก็ค่อยๆ แทรกปนข้อมูล ‘ความไม่ปกติ’ เข้ามาทีละนิด จนผ่านเลยราวๆ สองสามบทแรก ความเป็นเรื่องแนวดิสโทเปียก็เผยปรากฏ และเห็นภาพรวมชัดยิ่งๆ ขึ้นเมื่อเรื่องราวดำเนินไปตามลำดับ
ช่วงเวลาที่มีการกล่าวถึงในนิยายเรื่องนี้ แบ่งได้เป็นสามช่วง คือโลกอดีต ศตวรรษสนธยา และโลกปัจจุบัน
โลกอดีตนี้เทียบเท่ากับปัจจุบันของผู้อ่าน เป็นโลกที่ล่มสลายสูญหายไปแล้ว หน้า 78 ของนิยาย เล่าแสดงสาเหตุไว้ว่า
“…ในช่วงสุดท้ายแห่งโลกอดีต โลกร้อนขึ้นระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเร็วมากกว่าที่ใคร ๆ จะพยากรณ์ได้ พายุหลายลูกกระหน่ำทวีปต่าง ๆ ผู้คนพากันอพยพจากบ้านเรือนของตนไปยังผืนแผ่นดินแห้งและพื้นที่ว่างที่ยังคงหลงเหลืออยู่ สงครามน้ำมันในช่วงท้าย ๆ ก่อให้เกิดอุบัติเหตุการปนเปื้อนในแหล่งน้ำของพื้นที่ส่วนใหญ่ซึ่งแต่ก่อนนี้เป็นพื้นที่ของนอร์เวย์และสวีเดน แล้วทำให้บริเวณนั้นไม่อาจอยู่อาศัยได้
“ศตวรรษหลังจากนั้นถูกเรียกว่าศตวรรษสนธยา เวลานั้นน้ำมันถูกใช้หมดไปแล้ว เทคโนโลยีของโลกอดีตส่วนใหญ่สูญหายไปทีละน้อย การเอาชีวิตให้อยู่รอดเป็นเรื่องที่มาก่อนเรื่องอื่น ๆ ทุกสิ่งที่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้อยู่รอดไปในแต่ละวันค่อย ๆ สูญหายไปทีละน้อย”
ในโลกปัจจุบัน (ของนิยาย) ภูมิศาสตร์โลกเปลี่ยนไปถึงขนาดต้องเขียนแผนที่กันใหม่ หลายประเทศหายไป หลายประเทศเพิ่งเกิด ผู้ครองอำนาจก็เช่นเดียวกัน
เหตุการณ์ส่วนใหญ่ของนิยาย เกิดขึ้นในหมู่บ้านที่นอเรียอาศัยอยู่ เป็นถิ่นชนบททางตอนเหนือของฟินแลนด์ ซึ่งเรียกขานว่า สหภาพสแกนดิเนเวีย มีรัฐบาลท้องถิ่นปกครอง แต่อยู่ใต้อำนาจควบคุมบงการของมหาอำนาจ ซึ่งเรียกว่าเฉียนใหม่
นิยายดิสโทเปีย มักแสดงให้เห็นถึงความเป็น ‘กลียุค’ อย่างใดอย่างหนึ่ง (หรือหลายอย่างรวมกัน) เช่น การปกครองเข้มงวดโดยรัฐเผด็จการ, การลิดรอนสิทธิเสรีภาพ กระทั่งว่าลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์, สังคมเสื่อมทรามชุกชุมไปด้วยอาชญากรรม โรคภัยไข้เจ็บ เหตุจราจล สงคราม และภัยพิบัติสารพัดชนิด
ใน Memory of Water ทั้งหมดที่กล่าวมา ปรากฏในลักษณะอย่างละนิดอย่างละหน่อย (ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในพื้นที่ภูมิภาคอื่นผ่านรายงานข่าว) วิกฤตเลวร้ายที่ตัวละครต้องเผชิญในนิยายเรื่องนี้ มีสองประการหลักๆ
อย่างแรกคืออารยธรรมที่ล่มสลาย ประเพณี วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี ความรู้ กระทั่งสภาพดินฟ้าอากาศจากโลกอดีต สูญหายไปหมดในลักษณะ (เกือบ) ตัดขาดจากกันโดยสิ้นเชิง ส่วนหนึ่งเพราะความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์และภูมิอากาศ (และสงคราม) อีกส่วนหนึ่งที่นิยายบอกเล่าแบบซ่อนปนเอาไว้ลึกๆ คือรัฐในโลกปัจจุบันตั้งใจลบหรือทำให้โลกอดีตหายไปจากการรับรู้ของผู้คน
อย่างต่อมาคือ วิกฤตเกี่ยวกับน้ำ ในโลกปัจจุบัน น้ำส่วนใหญ่กลั่นจากน้ำทะเล พอดื่มประทังชีวิตแก้กระหายได้ แต่ก็ไม่สะอาด รสไม่จืดสนิท
ทว่าแม้จะเป็นน้ำคุณภาพเลว ก็ยังขาดแคลน ชาวบ้านทุกครัวเรือนมีโควตาปันส่วนจำนวนจำกัด แทบไม่พอใช้สอย ยิ่งเป็นน้ำบริสุทธิ์สะอาด ยิ่งหายาก ราคาแพง กลายเป็นสิ่งล้ำค่า
ผลพวงที่ติดตามมา คือการดิ้นรนทำเพื่อความอยู่รอดของชาวบ้าน ซึ่งกลายเป็นปัญหาร้ายแรง (ในสายตาของรัฐบาล) เรียกขานกันว่า ‘อาชญากรรมน้ำ’ อันมีพฤติกรรมหลากหลาย ตั้งแต่ค้าน้ำเถื่อน, แอบครอบครองน้ำไว้ตามลำพัง, ลักลอบซ่อมและต่อท่อประปา ฯลฯ จนเกิดการตรวจจับ และลงโทษสถานหนัก
กลับมาต่อที่เนื้อเรื่องย่อได้แล้วครับ ความลับเกี่ยวกับแหล่งน้ำและการมีภาระรับผิดชอบเป็นผู้พิทักษ์น้ำ ส่งผลให้นอเรียและครอบครัวก่ออาชญากรรมน้ำไปโดยปริยาย
พ่อของนอเรียเป็นปรมาจารย์ชา (ซึ่งมีข้อสังเกตว่าเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากโลกอดีต) เพียงไม่กี่รายที่ยังคงทำพิธีแบบถูกต้องครบถ้วนทุกรายละเอียด (รวมถึงการชงชาด้วยน้ำคุณภาพดีเลิศ)
บ้านปรมาจารย์ชา จึงถูกเพ่งเล็งสงสัยจากทางการว่าแอบซุกซ่อนความลับหรือแหล่งน้ำไว้ เนื่องจากพิธีชงชาในโลกปัจจุบันเป็นกิจกรรมหรูหรา (และใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย) สำหรับคนมีอำนาจหรือฐานะร่ำรวย
ความระแวงสงสัยนี้เพิ่มพูนยิ่งๆ ขึ้น จนนำมาสู่การตรวจสอบ สอดส่อง และบุกค้น กลายเป็นแรงกดดันให้นอเรียต้องคิดหนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ในความเป็นคนที่มีใจรักชอบโหยหาโลกอดีตของนอเรีย อยากรู้ทุกเรื่องราว เธอกับเพื่อนชื่อซันยะ ผู้มีความสามารถพิเศษในด้านงานช่าง ค้นพบสิ่งประดิษฐ์จาก ‘หลุมฝังพลาสติก’ (ภูเขาขยะ) เป็นวัตถุประหลาดชนิดหนึ่ง (ซึ่งเราท่านในฐานะผู้อ่านคุ้นเคยและทราบดีว่านั่นคือ แผ่นซีดี) และเมื่อจัดแจงซ่อมเครื่องเล่น จนสามารถกลับมาใช้งานได้อีก ข้อมูลในวัตถุประหลาดนั้นก็บอกเล่าข่าวสารสำคัญจากศตวรรษสนธยา
แรงกดดันจากรัฐและความรู้ที่ค้นพบ ส่งผลให้นอเรียต้องตัดสินใจครั้งสำคัญในการเลือกเส้นทางชีวิต
เนื้อเรื่องและช่วงนอกเรื่องทั้งหมดที่ผมเล่ามา เป็นการเล่าแบบต่อจิ๊กซอว์เสร็จแล้ว ไม่ตรงกับวิธีบอกเล่าในนิยาย ซึ่งอาจเทียบได้ว่าเหมือนทยอยปล่อยชิ้นส่วนมาทีละน้อย และเปิดโอกาสให้ผู้อ่านประกอบรวมด้วยตนเอง
Memory of Water เป็นนิยายที่มีพล็อตง่ายๆ เล่าเรื่องแบบคนใจเย็น ค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีอะไรหวือหวายอกย้อน ห่างไกลจากอารมณ์สนุกลุ้นระทึกเร้าใจ (ยกเว้นช่วงบทท้ายๆ ซึ่งตื่นเต้นพอท้วมๆ) แต่ในทางตรงข้าม ก็เป็นผลงานที่เขียนเก่ง เขียนได้น่าอ่าน ชวนติดตามมากๆ
ความเด่นประการแรกคือ จินตการเกี่ยวกับการวาดภาพโลกหลังล่มสลายออกมาอย่างสมจริง น่าเชื่อถือ และมีโอกาสความไปไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง
ตรงนี้ขานรับกับหน้าที่หลักๆ ของนิยายดิสโทเปีย นั่นคือการคาดคะเนถึงโลกอนาคต ควบคู่ไปกับการจินตนาการถึงสภาพเลวร้ายสุดโต่ง เพื่อวิพากษ์วิจารณ์สังคมปัจจุบัน
ความโดดเด่นถัดมาคือ Memory of Water ได้รับคำยกย่องชื่นชมเป็นอันมาก ว่าเขียนเล่าได้อย่างละมุนละไม ภาษาไพเราะสละสลวย ยอดเยี่ยมทั้งการบรรยายฉาก การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของตัวละคร และการเปรียบอุปมาที่ลึกซึ้งคมคาย
เป็นภาษาสวย เรียบเรียงให้เกิดลีลางดงามแบบบทกวี โดยใช้ศัพท์แสงปกติทั่วไป ไม่ได้ใช้คำหรูหราสูงส่ง อย่างเช่น สลิลถิรสุญญะ (แปลว่า วารีกระด้างเปลือย ซึ่งแปลอีกทีได้ว่า น้ำแข็งเปล่า)
ตัวอย่างเช่น “ตอนดึกของคืนนั้น เมื่อฉันนอนอยู่ในมุ้งกันแมลงในห้องนอน มองแสงสีส้มของดวงอาทิตย์ราตรีบนทิวสน ฉันได้ยินแม่พูดกับพ่อในครัวอยู่เป็นนานสองนาน ฉันไม่ได้ยินคำพูดของพวกท่านชัด ๆ แต่ยังพอแยกความหม่นมัวขุ่นเคืองที่แฝงอยู่ในคำพูดเหล่านั้นได้ มันขยายตัวเข้าไปในความฝันของฉัน”
ในระหว่างการบอกเล่าเหตุการณ์ ‘น้ำ’ ได้รับการเน้นย้ำกล่าวถึงและให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ จนเปรียบได้ว่าเป็นอีกหนึ่งตัวละครสำคัญ ทั้งในเงื่อนไขที่เกี่ยวโยงกับเนื้อเรื่อง และการสร้างความหมายหลายนัย อย่างเช่นการหวนรำลึกไปถึงโลกอดีตของตัวละคร (เมื่อครั้งที่น้ำยังมีอุดมสมบูรณ์) และความหมายในแง่ว่า น้ำมีความหลังมีความทรงจำของตัวเองเกี่ยวโยงผูกพันกับสรรพสิ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
และในความหมายที่ผมคิดว่าเป็นแก่นเรื่องสำคัญของนิยาย คือความต่อเนื่อง ปราศจากจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด เหมือนวงกลม (นิยายเรื่องนี้ก็เน้นแสดงเครื่องหมายวงกลมเอาไว้ในหลายๆ รายละเอียดเช่นกัน เช่น เครื่องหมายวงกลมสีน้ำเงินหน้าประตูบ้าน ผู้กระทำความผิดอาชญากรรมน้ำ หรือแผ่นซีดี)
ความเงียบ ความมืด ความหนาวเย็น ฯลฯ ถ้อยคำเหล่านี้ก็ได้รับการตอกย้ำเอาไว้ถี่บ่อยในนิยาย และส่อเค้าค่อนข้างชัดว่ามีความหมายลงลึก
Memory of Water เป็นนิยายที่สื่อสารเนื้อหาเอาไว้หลากหลายประเด็น เปิดกว้างต่อการตีความของผู้อ่าน แต่ใจความหลักที่สำคัญ ผมคิดว่า เอ็มมิ อิแตะรันตะเล่าแสดงเอาไว้ชัดแล้ว
Memory of Water Teemestarin kirja ความทรงจำของน้ำ-ชา ดิสโทเปีย นรา พิสูจน์-อักษร เอ็มมิ อิแตะรันตะ
เรื่อง: นรา
นักเขียน นักอ่าน นักดูหนังและซีรีส์ นักชมศิลปะ ดีเจ และคอลัมนิสต์วิจารณ์ภาพยนตร์ที่เฉียบคม หนักแน่น รุ่มรวยรอยยิ้ม