classicliterature.it.com

ชูสามนิ้วในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเป็นความผิดตาม ม.112 หรือไม่

ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นผู้แทนพระองค์ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ขณะที่บัณฑิตคนหนึ่งเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร ‘ได้ยกมือซ้ายขึ้นเหนือศีรษะและชูสามนิ้ว คือ นิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนางเรียงติดกัน โดยนิ้วหัวแม่มือกดทับนิ้วก้อยไว้’ และก็ได้ลงเดินจากเวทีโดยไม่มีความวุ่นวายใดๆ เกิดขึ้น

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กล่าวหาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำความผิดตามมาตรา 112 และทางพนักงานอัยการมีความเห็นพ้องจึงได้ทำการสั่งฟ้องเป็นคดีต่อศาล

การชูสามนิ้วต่อหน้าพระพักตร์ของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในเหตุการณ์ครั้งนี้จะถือว่าเป็นการกระทำที่เป็นความผิดตาม ม.112 ได้หรือไม่

ประมวลกฎหมายอาญา ม.112 เป็นกฎหมายที่ใช้คุ้มครองเกียรติยศส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยเป็นกฎหมายที่กำหนดความผิดและโทษทางอาญา ดังนั้น ในการพิจารณาถึงการกระทำความผิดและการตัดสินลงโทษจึงจะต้องเป็นไปโดยสอดคล้องกับหลักการทางกฎหมาย ไม่อาจใช้เพียงอารมณ์ความรู้สึกหรือความเข้าใจโดยทั่วไปมาเป็นสิ่งที่ใช้ตัดสินความถูกผิดในการกระทำของบุคคลที่ถูกกล่าวหา

ทั้งนี้ ม. 112 บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวังโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

เมื่อจะพิจารณาถึงการกระทำที่เป็นความผิดตามกฎหมายอาญาจะต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดตามนิติวิธีทางกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด ข้าพเจ้ามีความเห็นว่ากรณีการกล่าวหาต่อบุคคลที่ชูสามนิ้วในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา ดังต่อไปนี้

‘ดูหมิ่น-หมิ่นประมาท’ ที่จะเป็นความผิด

ตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 112 การกระทำที่จะเป็นความผิดในมาตรานี้ประกอบด้วยการกระทำในสามลักษณะ กล่าวคือ

1. การดูหมิ่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.393 หมายถึง การดูถูกเหยียดหยาม ทำให้อับอาย สบประมาท หรือด่า ซึ่งหมายถึงการลดคุณค่าของบุคคลอื่น แต่ไม่รวมไปถึงการเสียดสี แดกดัน หรือการล้อเลียน[1]

2. การหมิ่นประมาท อาศัยนัยตามประมวลกฎหมายอาญา ม.326 หมายถึงการใส่ความบุคคลหนึ่งต่อบุคคลที่สามในประการที่ทำให้เขาเสียหาย หรือถูกเกลียดชัง แต่ไม่รวมถึงการสื่อสารที่ไม่ได้ศัพท์ จับใจความไม่ได้ และต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่ทำให้บุคคลอื่นเสียหายต่อชื่อเสียง[2]

อาจอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมได้ดังนี้ กล่าวคือ (1) ต้องมี ‘การใส่ความ’ หมายถึง การกล่าวร้ายหรือการแสดงพฤติการณ์อันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงประการใดประการหนึ่งของผู้ถูกหมิ่นประมาท ทั้งนี้ ด้วยวาจา ตัวอักษร ท่าทาง หรือวิธีอื่นใดต่อบุคคลที่สาม (2) ข้อเท็จจริงที่นำมาใส่ความนั้น เมื่อพิจารณาอย่างวิญญูชนหรือผู้ที่มีเหตุมีผลแล้ว น่าจะกระทบต่อเกียรติยศชื่อเสียงของผู้ถูกใส่ความ หรือน่าจะทำให้บุคคลนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง (3) การใส่ความนั้นต้องสามารถ ‘ระบุเจาะจง’ ตัวผู้ถูกใส่ความได้ว่าหมายถึงบุคคลใดและต้องมิใช่เพียง ‘การแสดงความคิดเห็น’ ลอยๆ หรือใช้ถ้อยคำที่ไม่อาจเป็นจริงหรือพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ ดังนั้น การกล่าวถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งแต่เพียงว่าเป็นคนชั่ว แต่ไม่อธิบายว่าเพราะเหตุใด หรือมีพฤติกรรมเช่นไร จึงไม่อาจเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

3. ส่วนการแสดงความอาฆาตมาดร้าย ในที่นี้มิได้มีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการแสดงความอาฆาตมาดร้ายโดยตรงจึงไม่จำเป็นที่จะต้องพิจารณาแต่อย่างใด

ดังนั้น หากการกระทำใดๆ ก็ตามที่มีความคลุมเครือ ไม่ชัดเจน ไม่อาจบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย ก็ย่อมไม่อาจนำเอาการกระทำดังกล่าวมาดำเนินคดีในฐานความผิดตามมาตรานี้ได้ การชูสามนิ้วเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ที่ยังสามารถตีความได้หลากหลายก็ย่อมยากที่จะจัดให้เป็นการกระทำอันเป็นความผิดตามมาตรานี้ ไม่ว่าจะเป็นการ ‘ดูหมิ่น’ หรือ ‘หมิ่นประมาท’

นอกจากนั้นแล้ว ในการพิจารณาถึงการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ก็จำเป็นต้องตระหนักว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความเห็นของประชาชนเอาไว้

“มาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าวจะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครองสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน”

เสรีภาพในการแสดงความเห็นถือเป็นหลักการพื้นฐานที่สำคัญของการปกครองในระบอบเสรีประชาธิปไตย การให้การรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ก็ย่อมถือเป็นการให้คุณค่ากับสิทธิเสรีภาพดังกล่าวในฐานะที่เป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ต้องได้รับการคุ้มครอง แม้อาจจะสามารถจำกัดการแสดงความคิดเห็นได้ภายใต้ข้อยกเว้นบางประการที่เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย แต่ก็ต้องดำเนินไปอย่างชัดแจ้งและไม่ปล่อยให้มีการตีความขยายออกอย่างกว้างขวาง มิฉะนั้น จะเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติรับรองไว้อย่างรุนแรง

บุคคลที่ได้รับการคุ้มครอง

ตาม ม.112 บุคคลสี่สถานะที่จะได้รับการคุ้มครอง ได้แก่ พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการฯ

สำหรับในคดีนี้จะเห็นได้อย่างประจักษ์ชัดว่ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มิได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระมหากษัตริย์และพระราชินี จึงเหลือเพียงสถานะของรัชทายาทและผู้สำเร็จราชการฯ ที่จะนำมาพิจารณา ดังนี้

ประเด็นแรก กรณีสถานะของรัชทายาท

ผู้ที่จะดำรงตำแหน่งรัชทายาทมิใช่เป็นเพียงพระบรมวงศานุวงศ์ที่ร่วมสายโลหิตกับพระมหากษัตริย์เพียงอย่างเดียว หากจะต้องมีการสถาปนาบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งรัชทายาทอย่างชัดเจน ซึ่งจะเป็นไปตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ 2467 ประกอบด้วยรัฐธรรมนูญที่มีผลใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

ดังเช่นในสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้ทรงแต่งตั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามกุฎราชกุมาร ให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 28 ธันวาคม 2515 จึงทำให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงดำรงตำแหน่งรัชทายาทนับตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2515 เป็นต้นไป[3] แต่ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัว รัชกาลที่ 10 นับตั้งแต่การขึ้นครองราชย์สืบเนื่องถึงปัจจุบันที่เกิดเป็นข้อกล่าวหาต่อจำเลยในคดีนี้ ยังไม่ปรากฏการสถาปนารัชทายาทเกิดขึ้น จึงทำให้ยังไม่มีบุคคลใดที่ดำรงตำแหน่งอยู่ในฐานะของรัชทายาท

ประเด็นที่สอง กรณีผู้สำเร็จราชการฯ

รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ม.16 บัญญัติว่า “ในเมื่อพระมหากษัตริย์จะไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร หรือจะทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ด้วยเหตุใดก็ตาม จะทรงแต่งตั้งบุคคลคนหนึ่งหรือหลายคนเป็นคณะขึ้น ให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่ก็ได้ และในกรณีที่ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ”

การแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการฯ ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จึงสามารถแบ่งได้สองกรณี

1. พระมหากษัตริย์ไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร เช่น ในอดีตที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปเยือนสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นอย่างเป็นทางการ ได้มีการแต่งตั้งให้สมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตลอดเวลาที่ไม่ประทับอยู่ในราชอาณาจักร[4]

2. ทรงบริหารพระราชภาระไม่ได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม เช่น ทรงประชวรมีพระอาการมาก อันทำให้ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้เป็นเวลาช้านานเกินปกติ

ทั้งนี้ มีบางกรณีที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ว่าจะต้องมีผู้สำเร็จราชการฯ เช่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 ม. 22 บัญญัติว่า “ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศอัญเชิญองค์พระรัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ขึ้นทรงราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ตาม ม.21 ให้ประธานองคมนตรีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน”

ดังเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (พระอิสริยยศในขณะนั้น) ซึ่งเป็นรัชทายาทที่จะต้องขึ้นครองราชย์ แต่พระองค์เห็นว่ายังไม่สมควรดำเนินการใดที่แสดงถึงการมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ในระหว่างที่ประชาชนอยู่ในภาวะทุกข์โศก มีพระราชดำริว่าเมื่อการบำเพ็ญพระราชกุศลทักษิณานุปทานผ่านพ้นไปแล้ว จึงค่อยพิจารณาดำเนินการต่อไป[5] พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีในขณะนั้นจึงต้องดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการฯ เป็นการชั่วคราวไปพลางก่อน (ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ม.22 ที่ใช้บังคับขณะนั้น)

โดยนับตั้งแต่การขึ้นครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัว รัชกาลที่ 10 เป็นต้นมา ยังไม่มีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการฯ ปรากฏขึ้น ดังนั้น กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จึงมิได้ดำรงสถานะเป็นผู้สำเร็จราชการฯ แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ในการเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรครั้งนี้ กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ อยู่ในฐานะของ ‘ผู้แทนพระองค์’ อันอาจทำให้เกิดความสับสนว่าตำแหน่งทั้งสองไม่มีความแตกต่างกัน แต่แท้จริงแล้วสถานะทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างสำคัญ

‘ผู้แทนพระองค์’ ตามหนังสือของสำนักราชเลขาธิการหมายถึง “ผู้ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศ์ หรือพระอนุวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม หรือโปรดให้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่แทนพระองค์ แล้วแต่กรณี”[6]

เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าจอม พลโทหญิง ท่านผู้หญิงอรอนงค์ ปิยนาฏวชิรพัทธ์ เป็นผู้แทนพระองค์ ไปมอบรางวัลแก่ผู้ชนะการแข่งขันตะกร้อชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ‘ชิงถ้วยพระราชทาน ม.ว.ก.’ ประจำปี 2569 ณ ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ กรุงเทพฯ[7] หรือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในงาน ‘เรือหลวงแห่งธรรมสู่การตื่นรู้ อำนาจเจริญ’ ณ พุทธอุทยานพระมงคลมิ่งเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ[8]

จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นว่าการดำรงสถานะผู้แทนพระองค์มีลักษณะที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ไปปฏิบัติหน้าที่แทนเฉพาะเรื่อง เฉพาะวัน และเฉพาะเวลาตามที่กำหนดไว้ในหมาย เมื่อเสร็จสิ้นพิธีนั้นๆ ก็ถือว่าสิ้นสุดภารกิจ การแต่งตั้งผู้แทนพระองค์เพื่อปฏิบัติภารกิจต่างๆ จะเป็นไปตามพระราชอัธยาศัยและดำเนินการไปตามขั้นตอนที่เป็นระเบียบและแนวทางปฏิบัติของแต่ละส่วนงานที่เกี่ยวข้อง อันมีความแตกต่างจากผู้สำเร็จราชการฯ อย่างมีนัยสำคัญ สถานะของการเป็น ‘ผู้แทนพระองค์’ จึงมิใช่ผู้สำเร็จราชการฯ ซึ่งต้องดำเนินไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

เมื่อกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ มิได้ดำรงสถานะรัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการฯ ย่อมทำให้การกระทำใดๆ ของจำเลยที่ถูกกล่าวหาก็ไม่อาจเป็นความผิดตาม ม. 112 แม้ต่อให้การกระทำนั้นจะเป็นการ ‘ดูหมิ่น’ หรือ ‘หมิ่นประมาท’ ก็ตาม เพราะมิได้กระทำต่อบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรานี้

ในส่วนของการวินิจฉัยข้อพิพาท เนื่องจากเป็นบทบัญญัติที่มีบทลงโทษทางอาญา การตีความจึงต้องกระทำโดยเคร่งครัดทั้งในส่วนของการกระทำและบุคคลที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย

การตีความไม่อาจขยายความหมายให้กว้างขวางหากถ้อยคำไม่มีความชัดเจน เช่น การกระทำที่เป็น ‘การดูหมิ่น’ ก็ต้องมีความชัดเจนว่าเป็นการดูหมิ่นอย่างชัดเจน, คำว่า ‘รัชทายาท’ หรือ ‘ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์’ ก็ต้องหมายความถึงบุคคลที่ดำรงสถานะดังกล่าวอันเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและรัฐธรรมนูญเท่านั้น โดยไม่อาจตีความให้ขยายไปจากถ้อยคำตามความเห็นส่วนตัวของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่มีเป้าหมายในการควบคุมการกระทำที่รัฐต้องการลงโทษแก่บุคคล จึงได้บัญญัติให้ประชาชนได้รับทราบว่าการกระทำประเภทใดเป็นสิ่งที่ไม่อาจกระทำได้ กฎหมายในลักษณะเช่นนี้จึงต้องมีความชัดเจน เข้าใจได้ เพื่อให้บุคคลสามารถคาดหมายได้ว่าการกระทำชนิดใดเป็นความผิดหรือไม่เป็นความผิด อันเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล และสอดคล้องกับระบบกฎหมายสมัยใหม่ที่ต้องการสร้างกฎหมายให้เป็นหลักประกันแก่การดำเนินชีวิตของผู้คนในระบอบเสรีประชาธิปไตย

หากปล่อยให้มีการตีความกฎหมายอาญาขยายออกไปอย่างกว้างขวางก็จะเป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการพื้นฐานทางกฎหมาย รวมทั้งการทำลายสิทธิเสรีภาพของบุคคลซึ่งได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญอันถือเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งต่อความมั่นคงของระบบกฎหมายในสังคมไทย

จากเหตุผลที่กล่าวมาทั้งหมด ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นว่าการชูสามนิ้วของจำเลยมิได้เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ม.112 ส่วนการกระทำดังกล่าวนี้จะเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ ควรได้รับการติเตียนหรือไม่ เป็นอีกประเด็นหนึ่งแยกต่างหากออกไป และไม่อาจนำมาเป็นปัจจัยในการตัดสินความผิดต่อกฎหมายแต่อย่างใด

References
↑1 จิตติ ติงศภัทิย์, กฎหมายอาญา ภาค 2 ตอน 2 และภาค 3. กรุงเทพฯ: เนติบัณฑิตยสภา, 2553) 1237 – 1239
↑2 จิตติ ติงศภัทิย์, กฎหมายอาญา ภาค 2 ตอน 2 และภาค 3. กรุงเทพฯ: เนติบัณฑิตยสภา, 2553) หน้า 405, 407, 412
↑3 ราชกิจจานุกเบกษา ฉบับพิเศษ ลงวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2515
↑4 ราชกิจจานุเบกษา ฉบับพิเศษ วันที่ 1 มิถุนายน 2510 เล่ม 84 ตอนที่ 49
↑5 หนังสือสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ นร 0503/44549 ลงวันที่ 29 พฤศจิกายน 2559
↑6 หนังสือสำนักราชเลขาธิการ ที่ รล 0002.3/30685 ลงวันที่ 16 พฤศจิกายน 2555 เรื่อง คำจำกัดความ “ผู้แทนพระองค์”
↑7 https://rta.mi.th/53190/
↑8 ข่าวพระราชสำนักวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ชูสามนิ้ว ผู้แทนพระองค์ ม.112 มาตรา 112 สมชาย ปรีชาศิลปกุล

เรื่อง: สมชาย ปรีชาศิลปกุล

อาจารย์และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สมาชิกคนสำคัญแห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน สมชายสนใจศึกษาเรื่องกฎหมายกับสังคม นิติปรัชญา ประวัติศาสตร์กฎหมาย และกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

Update: 2026-07-21
Tags: