SPCG ปิดฉาก ‘เจ้าแม่โซลาร์’

หากเอ่ยชื่อ “วันดี กุญชรยาคง” หรือ “เจ๊ตุ๋ม-วันดี” เชื่อว่าคนในแวดวงพลังงานทดแทน ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อนี้ เพราะเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์ฟาร์มในเมืองไทย..!!
ด้วยซูเปอร์คอนเนคชั่นของ “เจ๊ตุ๋ม-วันดี” ในสมัยนั้น ทำให้มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) โซลาร์ฟาร์มรวม 36 โครงการ กำลังการผลิตติดตั้งรวม 260 เมกะวัตต์ ซึ่งนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในนาม บริษัท โซลาร์ตรอน จำกัด (มหาชน) หรือ SOLAR แต่ภายหลังเกิดความขัดแย้งในกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ทำให้ “เจ๊ตุ๋ม-วันดี” ถอนตัวออกมาจาก SOLAR…
แต่ไม่ได้ออกมาตัวเปล่า ๆ เพราะ “เจ๊ตุ๋ม-วันดี” เอา PPA ติดมือมาด้วย แล้วตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ บริษัท เอสพีซีจี จำกัด (มหาชน) หรือ SPCG
ขณะที่ SPCG ถือเป็นโซลาร์ฟาร์มยุคแรกที่ได้รับ Adder หน่วยละ 8 บาท บวกค่าไฟฐานอีกหน่วยละ 3 บาทกว่า โดยส่วนของ Adder ทยอยหมดลงตั้งแต่ปี 2563 และหมดครบถ้วนทุกโครงการแล้วในปี 2568 เหลือแค่ค่าไฟฐานที่ไม่มีวันหมดอายุ เป็นสัญญาชั่วนิรันดร์…
ว่าไปแล้ว ก็น่าเห็นใจผู้ประกอบการในยุคบุกเบิกนะ มีความเหนื่อยยากลำบาก ต้องบากหน้าไปกู้เงินแบงก์ แต่เนื่องจากตอนนั้นโซลาร์ฟาร์มยังเป็นเรื่องใหม่ ทำให้แบงก์ไม่มั่นใจ ไม่มีแบงก์ไหนยอมปล่อยกู้ นอกจากธนาคารกสิกรไทย ที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจร่วมกับ SPCG แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงปรี๊ดดด…
ขณะที่ยุคเริ่มต้นของการพัฒนาโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทย ต้นทุนการลงทุนจะสูงถึงประมาณ 120-150 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ ก่อนที่จะทยอยปรับลดลงในเวลาต่อมา ทำให้ภาครัฐต้องจูงใจผู้ลงทุนด้วยการเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า หรือ Adder นั่นเอง
แม้จะได้ค่า Adder แต่ผู้ประกอบการในยุคนั้นต้องแบกทั้งต้นทุนก่อสร้างที่สูง และต้นทุนดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว…
แต่พอโรงไฟฟ้าทยอย COD ตั้งแต่ปี 2553 ก็กลายเป็น Recurring Income หรือรายได้ประจำ ทำให้สถานการณ์ของ SPCG ค่อย ๆ ดีขึ้น แล้วในระหว่างนี้ก็ออกไปลงทุนโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มใหม่ ๆ ในต่างประเทศ โดยเฉพาะที่ประเทศญี่ปุ่น แต่เนื่องจากมีปัญหาภายในที่ญี่ปุ่น ทำให้โครงการล่าช้าออกไป…จะหันมาขายแผงโซลาร์ รูฟ ก็เงียบหายไป ไม่ซัคเซสเท่าที่ควร…
โอเค…แม้ปัจจุบัน SPCG กำไรหายไปวูบวาบจาก Adder ที่หมดไป แต่ SPCG เป็นเหมือนเสือนอนกินค่าไฟฐานที่ 3 บาทกว่ายาว ๆ ไป..ไร้จุดจบ..!!
ทำให้ปีที่ผ่านมา (งวดปี 2568) SPCG จัดหนักจัดเต็มจ่ายปันผลหนัก ๆ ไปหุ้นละ 2.16 บาท…งานนี้ “เจ๊ตุ๋ม-วันดี” ที่วันนี้ต้องเรียกว่า “มาดามตุ๋ม” แล้วซิ..ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จำนวน 486.56 ล้านหุ้น ได้เงินเข้ากระเป๋าไปราว 1,050.95 ล้านบาท
แม้ไม่ใช่หุ้น Growth Stock แต่ก็เป็นหุ้น Dividend stock นะจิบอกให้…
แต่น่าแปลกที่จู่ ๆ “มาดามตุ๋ม-วันดี” ก็มาขายหุ้น SPCG ให้กับกลุ่มผู้ซื้อรายใหม่ 4 ราย ประกอบด้วย บริษัท เจอาร์ที กรีน เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด สัดส่วน 25.18%, Premia Global Limited สัดส่วน 21.04%, “วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์” 7.07%, บริษัท พรีเมีย โกลบอล ไทย จำกัด สัดส่วน 3.82% และ “รัชณีวัลย์ อัครวิกรัย” สัดส่วน 2.75% ที่ราคาหุ้นละ 9.11 บาท
ถ้าไปส่องโปรไฟล์ของกลุ่มทุนใหม่ก็ไม่ธรรมดานะ…โดย “เจอาร์ที กรีน เอ็นเนอร์ยี่” เป็นบริษัทที่เพิ่งตั้งใหม่เอี่ยมอ่องเมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2569 ปรากฏชื่อ “รวิพรรณ จารุทวี” เป็นกรรมการ…ถ้าดูแค่ชื่อ “รวิพรรณ” อาจไม่คุ้น แต่ถ้าโฟกัสที่นามสกุล “จารุทวี” เชื่อว่าหลายคนคงร้องอ๋อ เพราะเธอเป็นลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของ “เสี่ยเบ้ง”-ทศพงศ์ จารุทวี” อดีตผู้บริหารบริษัท แนเชอรัล พาร์ค จำกัด (มหาชน) หรือ N-PARK หุ้นในตำนานนั่นเอง
ขณะที่ “เสี่ยเบ้ง” ถือเป็นทั้ง “คนข้างกาย” และเป็น “คู่เขย” ของอดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน เนื่องจากภรรยาของ “เสี่ยเบ้ง” เป็นพี่สาวภรรยาอดีตนายกฯ เศรษฐา
ส่วน “เกรียงไกร จารุทวี” ที่มีชื่อเป็น Concert Party และผู้ร่วมทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมด SPCG เป็นพี่ชายของ “เสี่ยเบ้ง”
ฟาก “พรีเมีย โกลบอล ไทย” ก่อตั้งเมื่อวันที่ 25 พ.ย. 2568 มี “วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์” นั่งเป็นกรรมการ ซึ่งหลายคนพอจะรู้ว่า “วรสิทธิ์” เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง FNS Holdings (บริษัท เอฟเอ็นเอส โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ FNS) หรือชื่อเดิม บริษัท ฟินันซ่า จำกัด (มหาชน) และเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มั่นคงเคหะการ จำกัด (มหาชน) หรือ MK
เท่ากับว่า “กลุ่มจารุทวี” กับ “กลุ่มฟินันซ่า” มาฮุบ SPCG นะสิ…ส่วนฮุบไปทำอะไร..?? ลองไปต่อจิกซอว์กันเองละกัน
กลับมาที่ “เจ๊ตุ๋ม–วันดี” การขาย SPCG ทิ้งไป คงคิดว่าเหนื่อยมาพอแล้ว ได้เวลาพักผ่อนเสียที เลยขายหุ้นเก็บเงินก้อนใหญ่ไว้ดีกว่า ขณะที่คู่ชีวิต “อดีตปลัดมหาดไทย” ก็เกณียณอายุราชการไปแล้ว คงถึงเวลาวางมือไปใช้ชีวิตหลังเกณียณแล้วละมั้ง..??
การล้างมือในอ่างทองคำของ “เจ๊ตุ๋ม–วันดี” จึงถือเป็นการปิดตำนาน “เจ้าแม่โซลาร์” ในช่วง 2 ทศวรรษไปโดยปริยาย..!!
…อิ อิ อิ…