classicliterature.it.com

ทำไมโครงการศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ถึงโฟกัสกลุ่ม Real Demand จนดันยอดขายสวนกระแสตลาดคอนโดฯ ซบเซาสำเร็จ [ADVERTORIAL]

‘ศุภาลัย’ เปิดภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมไทยตั้งแต่ปี 2020 เป็นต้นมา พบว่าผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลายรายชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมขนาดใหญ่ จากแรงกดดันด้านต้นทุนก่อสร้าง อัตราดอกเบี้ย และภาวะเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง โดยในรอบปีที่ผ่านมา ยอดเปิดตัวโครงการใหม่ลดลงต่ำสุดในรอบ 20 ปี และมีแนวโน้มยืดเยื้อไปถึงปีหน้า

อย่างไรก็ตาม ความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยยังคงมีอยู่ แต่ผู้บริโภคใช้เวลาในการตัดสินใจนานขึ้น และให้น้ำหนักกับ ‘คุณภาพโครงการ’ มากกว่าปัจจัยด้านราคาหรือทำเลเพียงอย่างเดียว

ส่งผลให้คอนโดมิเนียมประเภท ‘Ready to Move’ หรือโครงการสร้างเสร็จพร้อมอยู่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เพราะผู้ซื้อสามารถเห็นห้องจริง คุณภาพจริง และเข้าอยู่อาศัยได้ทันที ช่วยลดความเสี่ยงและทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 1

แม้การหายไปของนักลงทุนที่ซื้อเพื่อเก็งกำไร ทำให้ยอดขายช่วงเปิดตัวโครงการอาจไม่หวือหวาเท่าเดิม แต่ ไตรเตชะ ตั้งมติธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) บอกว่า “เรายอมเสียโอกาสในการสร้างยอดขายหวือหวาในช่วงเริ่มต้น ดีกว่าต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากยอดปฏิเสธการโอนในภายหลัง”

เขาอธิบายว่า นักลงทุนที่ซื้อเพื่อเก็งกำไรมักมองหา ‘Unit Price’ ที่ต่ำที่สุด หรือห้องที่เป็น ‘Rare Item’ ที่ขายต่อได้ง่าย ขณะที่กลุ่ม Real Demand ให้ความสำคัญกับ ‘พื้นที่ใช้สอยที่คุ้มค่า’ จึงเป็นโอกาสของกลุ่ม Real Demand ซึ่งเป็นดีมานด์ที่ยังคงมีอยู่ในตลาดอย่างต่อเนื่อง

เกมของผู้เล่นตัวจริง ‘แบกต้นทุน คุมดอกเบี้ยต่ำสุดในตลาด 1.9%’

แม้บริบทตลาดจะเปลี่ยนไป แต่ ไตรเตชะ ระบุว่า บริษัทฯ แทบไม่ต้องปรับตัวมากนัก เนื่องจากแนวคิดการพัฒนาโครงการยึด Real Demand เป็นหลักมาตั้งแต่ต้น

ด้านกลยุทธ์ ศุภาลัยใช้วิธีจำกัดสิทธิ์การซื้อ 1 คนต่อ 1 ยูนิต และกำหนดเงินดาวน์ในระดับสูง ในโครงการที่อาจเป็นที่สนใจของกลุ่มนักเก็งกำไร เพื่อคัดกรองเฉพาะลูกค้าที่มีความพร้อมและมีความตั้งใจโอนจริง แม้จะทำให้ยอดขายช่วงแรกไม่หวือหวา แต่ช่วยลดความเสี่ยงระยะยาว

หนึ่งในตัวอย่างคือโครงการ “ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ” คอนโดมิเนียมสร้างเสร็จพร้อมอยู่ มูลค่า 4,600 ล้านบาท บนพื้นที่ 13 ไร่ ประกอบด้วยอาคารพักอาศัย 2 อาคาร ได้แก่ อาคาร A สูง 30 ชั้น และอาคาร B สูง 27 ชั้น รวม 1,607 ยูนิต และพื้นที่ร้านค้า 7 ยูนิต

ด้วยขนาดโครงการที่ใหญ่และจำนวนยูนิตจำนวนมาก ทำให้สามารถคัดกรองนักลงทุนเก็งกำไรได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากโครงการลักษณะนี้มีการแข่งขันสูง และผู้ซื้อสามารถเข้าถึงยูนิตจากโครงการได้โดยตรงจึงไม่จูงใจนักเก็งกำไร

ผลลัพธ์คือ โครงการมีสัดส่วนผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น และมีอัตราการยกเลิกสัญญาหรือเปลี่ยนใจต่ำกว่าโครงการทั่วไปอย่างชัดเจน

ไตรเตชะระบุว่า การโฟกัส Real Demand ตั้งแต่ต้นส่งผลให้ช่วงก่อสร้าง โครงการทำยอดขายเฉลี่ยสูงสุด 55 ล้านบาทต่อเดือน

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 2

“ลูกค้ากลุ่ม Real Demand จะพิจารณา 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ทำเล ราคา ส่วนกลาง และรูปแบบห้อง” เขากล่าว พร้อมชี้ว่าโครงการได้เปรียบจากการพัฒนาบนที่ดินแปลงใหญ่ ทำให้ต้นทุนต่อยูนิตต่ำลง ทำให้จัดเต็มกับ Facility ให้หลากหลายกว่าโครงการทั่วไป

เมื่อเทียบกับทำเลเอกมัย-ทองหล่อ ซึ่งอยู่ใกล้เคียง โครงการนี้ยังสามารถทำราคาเฉลี่ยต่ำกว่า 75,000 บาทต่อตารางเมตร แม้ขนาดห้องที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้ราคาต่อยูนิตสูงกว่าคอนโดฯ ขนาดเล็ก แต่สำหรับผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง พื้นที่ที่เพิ่มขึ้นคือความคุ้มค่าในระยะยาว

อีกหนึ่งจุดเด่นของคอนโดมิเนียมแบบสร้างเสร็จพร้อมอยู่ คือผู้ซื้อสามารถเห็นของจริงก่อนตัดสินใจ

“การได้เห็นสถานที่จริงช่วยให้ลูกค้าจินตนาการการใช้ชีวิตได้ชัดเจน และลดความเสี่ยงเมื่อเทียบกับการซื้อแบบ Pre-sales ที่มีเพียงโมเดลหรือห้องตัวอย่าง”

ในมุมของไตรเตชะ เมื่อเป็นโครงการพร้อมอยู่ ปัจจัยด้านเหตุผลจะมีน้ำหนักเหนืออารมณ์ ผู้ซื้อสามารถประเมินความคุ้มค่าได้ทันที ทั้งในแง่ขนาดห้อง พื้นที่ใช้สอย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีอยู่จริงและรองรับการใช้งานได้จริง

นอกจากความมั่นใจจากการได้เห็นห้องจริงแล้ว คอนโดมิเนียมแบบสร้างเสร็จพร้อมอยู่ยังช่วยแก้โจทย์สำคัญเรื่องสินเชื่อได้อย่างตรงจุด เพราะลูกค้าสามารถตรวจสอบวงเงินกับธนาคารได้ทันที ทำให้เห็นงบประมาณที่ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

ไตรเตชะบอกว่า หนึ่งในอินไซต์ที่น่าสนใจคือ ลูกค้าจำนวนไม่น้อยสนใจโครงการตั้งแต่ปีก่อน แต่เลือกรอจนก่อสร้างเสร็จ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวนทำให้ความเชื่อมั่นกลายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

“เมื่อเราเข้าใจความกังวลของลูกค้า สิ่งที่ทำคือเข้าไปช่วยปลดล็อกข้อจำกัดล่วงหน้า เราจะทำหน้าที่เหมือนที่ปรึกษาทางการเงิน เช่น แนะนำการเดินบัญชีสำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือการยื่นภาษีให้ถูกต้องตามเกณฑ์ของธนาคาร เพื่อเพิ่มโอกาสในการขอสินเชื่อ”

ขณะเดียวกัน ศุภาลัยยังทำงานร่วมกับธนาคารพันธมิตรอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ลูกค้าได้รับการประเมินวงเงินล่วงหน้า ซึ่งช่วยสร้างความมั่นใจว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านรายได้หรือภาระหนี้ เมื่อถึงวันโอนกรรมสิทธิ์ ลูกค้าจะสามารถกู้ผ่านได้ตามแผน

แนวทางนี้ส่งผลให้ลูกค้าบางส่วนตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น ขณะที่อีกส่วนสามารถรอจนโครงการใกล้เสร็จโดยไม่กังวล และพร้อมตัดสินใจทันที

ผลลัพธ์สะท้อนผ่านยอดขายในช่วง 45 วันที่ผ่านมา หลังเปิดให้เข้าชมห้องจริง ซึ่งทำยอดขายได้เกือบ 160 ล้านบาท

การทำโครงการขนาดใหญ่ระดับ 4,600 ล้านบาทในสภาวะตลาดปัจจุบันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ต่อให้ทำยอดขาย (Pre-sales) ได้เต็ม 100% ของตึก เม็ดเงินที่ลูกค้าเข้ามาช่วยซัพพอร์ตในช่วงแรกก็คิดเป็นแค่ 10% กว่าของมูลค่าโครงการอยู่ดี คอนโดมิเนียมจึงเป็นการลงทุนที่สูง กลายเป็นเกมของผู้เล่นที่มีศักยภาพ

“โครงการแบบ Ready to Move ต้องเริ่มตั้งแต่การบริหารต้นทุนเดิม และต้องมี Know-how มากพอที่จะควบคุมต้นทุนให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้” เขากล่าว พร้อมระบุว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีฐานะการเงินแข็งแรงและต้นทุนทางการเงินต่ำจะได้เปรียบในเกมนี้

ปัจจุบัน ศุภาลัยมีต้นทุนทางการเงินเฉลี่ยอยู่ที่ 1.90% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในตลาด ขณะเดียวกันมีอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น 63% สะท้อนความสามารถในการบริหารสภาพคล่องและรองรับความผันผวนได้ดี

ความได้เปรียบนี้ยังสะท้อนผ่านการบริหารโครงการในสถานการณ์วิกฤต เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ผ่านมา หลายโครงการในตลาดต้องหยุดก่อสร้างและเกิดความล่าช้า แต่โครงการของศุภาลัยสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างต่อเนื่อง และส่งมอบงานได้ตามแผน

“ความน่าเชื่อถือไม่ได้มาจากคำพูดหรือการตลาด แต่เกิดจากการที่ลูกค้าได้เห็นโครงการจริงที่สร้างเสร็จตามกำหนด และคุณภาพเป็นไปตามที่สัญญาไว้”

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 3

ถอดนิยาม ‘การพักผ่อน’ ยุคใหม่ผ่านงานดีไซน์ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริง

แนวคิดเรื่อง ‘คุณภาพชีวิต’ ถูกวางตั้งแต่วันแรกของการพัฒนาโครงการ เพราะมองเห็น นิยามใหม่ของคำว่า “พัก” ที่ต้องเกิดขึ้นในทุกพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภายในห้อง พื้นที่ส่วนกลาง ไปจนถึงการสร้าง ‘Private Storage’ ห้องเก็บของส่วนตัวที่นำพื้นที่เหลือใช้ในอาคารมาทำเป็นห้องเก็บของแนบไปในโฉนด ถือเป็นโมเดล Win-Win ที่แก้ปัญหาพื้นที่จัดเก็บได้อย่างตรงจุด

 ในมิติของการออกแบบอาคาร โครงการให้ความสำคัญตั้งแต่การวางเลย์เอาต์ โดยแก้ข้อกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของห้องที่หันเข้าหากัน ด้วยการเพิ่มระยะห่างระหว่างอาคาร และออกแบบพื้นที่ตรงกลางเป็นสระบัวขนาดประมาณ 500 ตารางเมตร เปลี่ยนมุมมองจากจุดอับให้กลายเป็นวิวธรรมชาติที่สบายตา

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 4

และด้วยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางมากขึ้น โครงการจึงออกแบบ Facility ให้รองรับการใช้งานที่หลากหลาย ทั้ง Sky Lounge 2 จุด, Co-living & Co-working Space, สระว่ายน้ำโอลิมปิกไซส์, ล็อบบี้ขนาดใหญ่, ฟิตเนส 24 ชั่วโมง, ห้องแอโรบิก และโยคะ, Game Room ไปจนถึง Workshop Studio ที่มีห้องสำหรับไลฟ์สตรีม

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 5

พร้อมกันนี้ยังออกแบบฟังก์ชันให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ เช่น จุดรับส่งอาหาร (Food Drop) ที่แยกพื้นที่สำหรับไรเดอร์ และห้องรับพัสดุ (Drop Store)

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 6

“โจทย์ไม่ใช่แค่ทำส่วนกลางให้ใหญ่ แต่คือทำอย่างไรให้มีความหลากหลาย และสามารถรองรับความต้องการที่แตกต่างได้อย่างลงตัว” ไตรเตชะกล่าว

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 7

ในส่วนของยูนิตพักอาศัย โครงการเน้นห้องขนาดใหญ่เพื่อรองรับการอยู่อาศัยจริง ตั้งแต่สตูดิโอ 30 ตารางเมตร, 1 ห้องนอน 34–35.5 ตารางเมตร, 1 ห้องนอนพลัส 40–46 ตารางเมตร, 2 ห้องนอน 46–64 ตารางเมตร และ 3 ห้องนอน 80.5–100 ตารางเมตร

ทุกยูนิตมาพร้อม ‘Me Corner’ พื้นที่ยืดหยุ่นที่สามารถปรับใช้งานได้ตามไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นมุมทำงาน มุมพักผ่อน หรือพื้นที่ส่วนตัวอื่นๆ

โครงการเปิดตัวที่ราคาเริ่มต้น 2.09 ล้านบาท โดยห้องขนาดใหญ่สุดแบบ 3 ห้องนอน จำหน่ายหมดแล้ว

ขณะที่ยูนิตแบบ 1 Bedroom Plus ได้รับความนิยมสูงสุด สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่มองหาความคุ้มค่าเชิงพื้นที่ เมื่อเทียบกับโซนเอกมัย-ทองหล่อที่ราคาสูงกว่า 150,000 บาทต่อตารางเมตร งบประมาณเดียวกันในทำเลนี้สามารถขยับจากห้องสตูดิโอขนาดเล็ก มาเป็นห้องที่มีฟังก์ชันและพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นได้อย่างชัดเจน

อีกหนึ่งจุดเด่นคือการจัดสรรพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่กว่า 4.5 ไร่ ในรูปแบบ European Landscape ที่เชื่อมโยงพื้นที่พักผ่อน การออกกำลังกาย และกิจกรรมของครอบครัวเข้าด้วยกัน

แทนที่จะใช้โมเดลพัฒนาแบบดั้งเดิมที่เน้นจำนวนยูนิต ศุภาลัยเลือกเพิ่มความสูงของอาคารเพื่อคืนพื้นที่ด้านล่างให้กับสวนขนาดใหญ่ ส่งผลให้โครงการมีพื้นที่เปิดโล่งและคุณภาพชีวิตที่แตกต่าง

แม้บางยูนิตอาจไม่ได้ติดสวนโดยตรง แต่โครงการออกแบบให้มีพื้นที่สีเขียวกระจายอยู่ทั่วทั้งพื้นที่ ตั้งแต่ด้านหน้า ตรงกลาง และด้านใน เพื่อให้ลูกค้าทุกอาคารสามารถเข้าถึงธรรมชาติได้อย่างทั่วถึง

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 8

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 9

โอกาสบนทำเลเอกมัย-พัฒนาการ พื้นที่ใหญ่กว่า ในราคาต่ำกว่าครึ่ง

Pain point ของทำเลเอกมัย-พัฒนาการ คือแม้จะเชื่อมต่อเมืองได้สะดวก แต่ราคาคอนโดฯ ในย่านใจกลางอย่างเอกมัยและทองหล่อได้พุ่งขึ้นไปแตะระดับ 150,000 บาทต่อตารางเมตรแล้ว ทำให้ผู้ซื้อจำนวนไม่น้อยต้องมองหาทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า

ไตรเตชะบอกว่า กลุ่มเป้าหมายหลัก 60–70% ของโครงการ คือคนที่ใช้ชีวิต ทำงาน หรือเดินทางไปยังเอกมัยและทองหล่อเป็นประจำ สิ่งที่ยังขาดในตลาดคือที่อยู่อาศัยที่เชื่อมต่อเมืองได้จริง และยังอยู่ในระดับราคาที่จับต้องได้

โครงการจึงเข้ามาเติมช่องว่างดังกล่าว ด้วยระดับราคาต่อตารางเมตรที่ไม่ถึง 75,000 บาท ซึ่งต่ำกว่าย่านสุขุมวิทชั้นในมากกว่าครึ่ง ขณะที่ยังได้ห้องขนาดใหญ่กว่าและพร้อมอยู่อาศัยจริง

และที่ยังเป็น pain point ของย่านนี้คือการขาดโครงการที่มีพื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่เพียงพอ เมื่อเทียบกับโครงการในทำเลใกล้เคียง ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ จึงเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการเดินทาง ราคา พื้นที่ใช้สอย และคุณภาพการอยู่อาศัยในเวลาเดียวกัน

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 10

เจาะ ‘Living Lab’ เปลี่ยนไซต์ก่อสร้าง 13 ไร่ เป็นห้องทดลองรักษ์โลก พิสูจน์แนวคิด ‘Supalai Self-proof’

ศุภาลัยเปลี่ยนโครงการ ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ให้กลายเป็น The Living Lab ผ่านแนวคิด “Self-proof” เพื่อพิสูจน์ว่าการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่สามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับแนวคิด Zero Waste และการประหยัดพลังงานเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาวตลอด 10-20 ปีให้กับผู้อยู่อาศัยได้จริง

“คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยไม่ได้เริ่มต้นในวันแรกที่เข้าอยู่ หากแต่เริ่มตั้งแต่กระบวนการคิดค้นและออกแบบโครงการ โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม การใช้พลังงาน และคุณภาพของกระบวนการก่อสร้างตั้งแต่ต้น” กิตติพงษ์ ศิริลักษณ์ตระกูล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าว

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 11

ไตรเตชะกล่าวเสริมว่า เมื่อก่อนเวลาพูดถึง ‘Living Lab’ อาจจะนึกถึงห้องทดลองแยกส่วนที่สำนักงานใหญ่ หรือตามไซต์งานต่างๆ เพื่อทดสอบการใช้วัสดุทั่วไป แต่สำหรับโครงการนี้ นิยามของ Living Lab ได้ขยับขยายไปสู่เรื่องความยั่งยืนเต็มรูปแบบ โดยมีโจทย์สำคัญคือ ทำอย่างไรเราจึงจะนำแนวคิดการ Reuse และ Recycle มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยตั้งเป้าหมายที่จะเอาขยะออกจากโครงการนี้ให้น้อยที่สุดและไม่เกินสัดส่วนที่กำหนดไว้

และวันนี้ได้พิสูจน์ผลลัพธ์ให้เห็นจริง ด้านการจัดการของเสียจากการก่อสร้าง สามารถบริหารจัดการขยะได้ดีกว่ามาตรฐานทั่วไปถึง 5 เท่า จากเดิมที่มีการประเมินว่าจะเกิดขยะจากการก่อสร้างประมาณ 3,300 ตัน โครงการสามารถลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบให้เหลือไม่ถึง 2 ลูกบาศก์เมตร ผ่านกระบวนการนำวัสดุเหลือใช้กลับมาหมุนเวียนใช้ใหม่ อาทิ คอนกรีตเหลือใช้จากรถโม่ปูนถูกนำมาใช้เป็นพื้นรองก่อนการเทถนน, หัวเสาเข็มที่ถูกตัดทิ้งจำนวน 300 ต้น ถูกนำมาทำเป็นฐานเกาะในสระน้ำและพื้นที่ตกแต่ง, พาเลทไม้ที่ใช้ขนส่งอิฐมวลเบาถูกนำกลับมาใช้ซ้ำต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึง 7 ปีเพื่อลดการตัดต้นไม้, เศษคอนกรีตปูทางเดินที่เหลือใช้ถูกนำไปบริจาคให้แก่วัดและโรงเรียน ส่วนเศษอิฐมวลเบาที่เหลืออีกกว่าแสนก้อนได้นำไปบดเพื่อใช้เป็นวัสดุปรับปรุงคุณภาพดินแทนการใช้ปูนขาว ซึ่งมีส่วนช่วยลดการระเบิดภูเขาเพื่อผลิตปูนขาวในทางอ้อม

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 12

“ข้อได้เปรียบของโครงการนี้คือ ‘พื้นที่’ ที่กว้างและไม่หนาแน่นเหมือนโครงการทั่วไป ระหว่างการก่อสร้างจึงมีพื้นที่สำหรับบริหารจัดการและกองวัสดุเหลือใช้”

โครงการมีพื้นที่สีเขียวและสวนส่วนกลางขนาดใหญ่ถึง 4 ไร่ครึ่ง หรือเกือบ 6,000 ตารางเมตร ซึ่งต้องใช้น้ำปริมาณมหาศาล ศุภาลัยจึงออกแบบระบบหมุนเวียนน้ำโดยไม่พึ่งพาน้ำประปาโดยตรง ไม่ว่าจะเป็น รวบรวมน้ำที่เกิดจากการกลั่นตัวของความเย็นจากแอร์ภายในโครงการที่มีมากถึง 3,000-4,000 เครื่อง นำกลับมาใช้รดน้ำต้นไม้

โครงการมีน้ำพุขนาดใหญ่ 2 อัน ซึ่งต้องเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกวันเพื่อป้องกันคราบตะไคร่ น้ำที่เปลี่ยนออกมาทั้งหมดจะถูกส่งต่อไปรดน้ำต้นไม้ทันที ไม่มีปล่อยทิ้งเป็นศูนย์

นอกจากนี้ ศุภาลัย ยังจับมือคู่ค้าอย่าง TOA และ TOA-Gypsum นำนวัตกรรมมาใช้ในโครงการ อาทิ เปลี่ยนจากพาเลทไม้แบบ Single-use มาเป็นพลาสติกที่แข็งแรง ใช้งานหมุนเวียนมานาน 7 ปี เปลี่ยนฝาพลาสติกครอบหัว Anchorage มาเป็นฝาพลาสติกที่ใช้ซ้ำได้ รวมถึงนวัตกรรมการเชื่อมท่อสปริงเกอร์แบบจุดเดียว แทนการใช้ข้อต่อ 3 ทาง ลดจุดเชื่อมจาก 3 ครั้งเหลือ 1 ครั้ง ลดโอกาสรั่วซึม ลดสนิม และลดควันพิษจากการเชื่อม หรือการใช้เครื่องแยกตะกอนสีออกจากน้ำล้างถังสี ทำให้น้ำที่เหลือสามารถปล่อยเข้าบ่อบำบัดได้ตามปกติโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสั่งผลิตยิปซัมขนาดพิเศษให้พอดีกับโถงทางเดินกว้าง 1.5 เมตร ลดเศษเหลือทิ้งได้ถึง 30% และเศษฝ้าที่เหลืออีก 5% จะถูกส่งกลับโรงงานเพื่อนำไปรีไซเคิลผลิตเป็นแผ่นฝ้าใหม่

นอกจากการดูแลสุขอนามัยของคนงานกว่า 500 คน เช่น พาทีมแพทย์มาตรวจสุขภาพและวัดสายตาแล้ว ศุภาลัยยังสร้างสรรค์นวัตกรรมเชิงกระบวนการ ด้วยแคมเปญ Waste Bank (ธนาคารขยะ) เปลี่ยนทัศนคติคนงานให้เก็บขวด, แก้ว, กระป๋อง ติดมือลงมาจากตึกตอนเลิกงานเพื่อสะสมแต้มคะแนน โดยทุกๆ 15 วัน สามารถนำแต้มมาแลกของอุปโภคบริโภค เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมถึงมีการนำสายรัดพาเลทพลาสติกมาส่งเสริมให้แรงงานถักเป็นตะกร้าเพื่อนำไปขายสร้างรายได้เสริม ทำให้แทบไม่มีขยะหลุดรอดออกจากโครงการนี้เลย

“แนวคิดเรื่องการหมุนเวียนวัสดุและการลดขยะเป็นสิ่งที่เราตั้งใจจะทำในทุกโครงการครับ บทเรียนและองค์ความรู้” จาก Living Lab จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไทยสามารถเติบโตไปพร้อมกับความยั่งยืนที่จับต้องได้จริง”

ภาพโครงการคอนโดมิเนียมศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ ที่ประสบความสำเร็จด้านยอดขายด้วยกลยุทธ์ Real Demand 13

บทพิสูจน์ธุรกิจอสังหาฯ สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกได้จริง

เมื่อพูดถึงศุภาลัย ภาพจำเรื่องคุณภาพ ความคุ้มค่า และห้องขนาดใหญ่ยังเป็นสิ่งที่ลูกค้ารับรู้ได้ชัดเจน แต่ไตรเตชะมองว่า ในวันที่แบรนด์ต้องสื่อสารกับคนรุ่นใหม่มากขึ้น หัวใจสำคัญของการทำธุรกิจคือการ “บาลานซ์” ระหว่างลูกค้ากลุ่มที่ตัดสินใจจากความเชื่อมั่นในชื่อเสียงระหว่างทาง กับกลุ่มที่รอเห็นโครงการสร้างเสร็จจริงก่อนโอนกรรมสิทธิ์

เขาอธิบายว่า ศุภาลัยต้องการสร้างการรับรู้ใหม่ผ่าน “End Product” ที่สมบูรณ์แบบ โดยโครงการล่าสุดสะท้อนสิ่งนี้จากเสียงตอบรับของลูกค้าที่เข้ามาตรวจรับห้อง ซึ่งส่วนใหญ่พึงพอใจและพร้อมโอนกรรมสิทธิ์ทันที

อีกด้านหนึ่ง ศุภาลัยยังต้องการตอกย้ำบทบาทของการเป็นดีเวลลอปเปอร์ที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ผ่านแนวคิด “Self-proof” ด้วยการตั้งโจทย์ท้าทายตัวเองให้ทำได้เหนือกว่ามาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายและ EIA แม้หลายกระบวนการจะไม่ได้ช่วยลดต้นทุนโดยตรง และบางครั้งยังเพิ่มความซับซ้อนในการทำงาน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความภูมิใจและการพิสูจน์ว่า ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์สามารถเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลโลกได้จริง

“ศุภาลัย ปาร์ค เอกมัย-พัฒนาการ เปรียบเหมือนจุดสรุปของแนวคิดด้านความยั่งยืนที่ศุภาลัยสะสมมา และเป็นความพยายามเปลี่ยนภาพจำ ที่มักมองว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็น ‘ผู้ร้าย’ ที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ให้กลายเป็นพลังบวกที่ส่งต่อและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนในสังคมอยากลุกขึ้นมาช่วยกันดูแลโลกใบนี้ไปด้วยกัน

Update: 2026-07-22
Tags: