classicliterature.it.com

เบอร์เกอร์คิง ปล่อยพลัง “ดราก้อนบอล” ดันยอดขาย ปรับร้านเล็กสู้ศึก QSR

นายอนัส นลินวิลาวัณย์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เบอร์เกอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เบอร์เกอร์คิงเดินหน้ากลยุทธ์ Collaboration ต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือ “ดราก้อนบอล” IP ระดับโลก เปิดแคมเปญ “BURGER KING x DRAGON BALL” นำคาแรกเตอร์ยอดนิยมมาพัฒนาเป็นเมนูพิเศษ พร้อมของสะสมลิขสิทธิ์แท้ 6 คาแรกเตอร์ หวังขยายฐานลูกค้าใหม่ ดึงลูกค้าเดิมกลับมาซื้อซ้ำ และเพิ่มยอดใช้จ่ายต่อบิล โดยแคมเปญจัดระหว่างวันที่ 8 ก.ย.-18 ต.ค.2569

ทั้งนี้ เบอร์เกอร์คิงให้ความสำคัญกับการนำแบรนด์และคาแรกเตอร์จาก Pop Culture มาเชื่อมกับสินค้าและประสบการณ์ของลูกค้า เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคหลายกลุ่ม โดยที่ผ่านมาใช้ Global IP อาทิ Naruto, Star Wars, Looney Tunes และ Paw Patrol ขณะที่ Dragon Ball เป็น IP ระดับโลกที่มีฐานแฟนคลับในหลายประเทศ ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Gen Y, Gen Z แฟนอนิเมะ และนักสะสม

ของสะสมดึงซื้อซ้ำ เปิดฐานลูกค้าใหม่

สำหรับแคมเปญครั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าใช้ของสะสมเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ขณะเดียวกันอาศัยความนิยมของ Dragon Ball ขยายฐานไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ โดยแคมเปญ Naruto เมื่อปีที่ผ่านมา ช่วยให้ยอดขายรวมเพิ่มขึ้นเกือบ 10% และจำนวนธุรกรรมเพิ่ม 12–13% ขณะที่แคมเปญของสะสมช่วยเพิ่มความถี่การเข้าร้านประมาณ 15% จากปกติลูกค้าเข้าร้านเฉลี่ย 2–3 ครั้งต่อเดือน

แคมเปญ Dragon Ball มีเมนูพิเศษทั้งเบอร์เกอร์ ของทานเล่น เครื่องดื่ม และของหวาน ราคาเบอร์เกอร์เริ่มต้น 209 บาท ส่วนชุดเมนู Dragon Ball ราคา 299 บาท พร้อมของสะสม 1 ชิ้น ขณะที่ชุดสะสมครบ 6 คาแรกเตอร์ ราคา 1,299 บาท เมื่อสั่งผ่านแอปพลิเคชันเบอร์เกอร์คิง และ 1,499 บาทที่ร้าน พร้อมกล่อง Limited Edition จำนวน 1,000 ชุด บริษัทคาดว่ายอดใช้จ่ายต่อบิลจะเพิ่มจากเฉลี่ย 285 บาท เป็นราว 299 บาท

ตลาด QSR ยังท้าทาย แต่ธุรกิจยังเติบโต

ด้านภาพรวมตลาดร้านอาหารบริการด่วน หรือ QSR ผู้บริหารมองว่ายังมีความท้าทาย โดยเฉพาะความผันผวนของจำนวนนักท่องเที่ยว ซึ่งส่งผลต่อผู้ประกอบการในตลาด ขณะที่ปีที่ผ่านมาเบอร์เกอร์คิงมียอดขายเติบโต 6% จำนวนธุรกรรมเพิ่ม 10–11% และยอดขายสาขาเดิม (SSSG) เติบโต 5.5–6% สูงกว่าภาพรวมตลาด QSR ส่วนปีนี้ยอดขายสะสม (YTD) ยังเติบโต 2–3% และจำนวนธุรกรรมเพิ่ม 4–5%

อย่างไรก็ตาม โครงสร้างสาขาของเบอร์เกอร์คิงที่มีสัดส่วนกว่า 60% อยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล และเน้นฐานลูกค้าคนไทย ช่วยลดผลกระทบจากความผันผวนของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยสาขาในเมืองมีลูกค้าคนไทยราว 80% ขณะที่สาขาในแหล่งท่องเที่ยวมีสัดส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงถึง 80% ทำให้บริษัทต้องวางกลยุทธ์ให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละทำเล

ขณะเดียวกัน เบอร์เกอร์คิงพยายามลดข้อจำกัดด้านราคาเพื่อขยายฐานลูกค้าคนไทย ด้วยการเพิ่มเมนูที่ไม่ใช่เบอร์เกอร์ในราคา 39, 49 และ 59 บาท เพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น และลดภาพจำว่าเบอร์เกอร์คิงเป็นร้านอาหารที่มีราคาสูง

ลดขนาดร้าน เพิ่มสปีดขยายสาขา

“ปีที่แล้วเราน่าจะเป็นแบรนด์ที่เติบโตกว่าตลาด แต่ปีนี้ถ้ามองเรื่องทัวริสต์ แบรนด์ QSR ก็น่าจะกระทบเหมือนกันหมด” นายอนัสกล่าว พร้อมมองว่าการเติบโตระยะต่อไปต้องปรับรูปแบบร้านให้เล็กลง เพื่อลดเงินลงทุนต่อสาขาและเพิ่มความเร็วในการขยายเครือข่าย เนื่องจากปัจจุบันเบอร์เกอร์คิงยังมีจำนวนสาขาน้อยกว่าคู่แข่ง

ปัจจุบันเบอร์เกอร์คิงมี 107 สาขา แบ่งเป็นกรุงเทพฯและปริมณฑล 60% และต่างจังหวัด 40% โดยภูเก็ตมี 11 สาขา และเชียงใหม่ 5 สาขา ขณะที่บริษัทให้ความสำคัญกับร้านขนาดเล็ก พื้นที่ต่ำกว่า 100 ตารางเมตร เช่น สาขาแพลทินัม พระราม 9 และเจริญกรุง ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าก่อสร้างและค่าเช่า และทำให้สามารถเข้าไปเปิดในทำเลใหม่ที่มีพื้นที่จำกัดได้เร็วขึ้น

ปีนี้บริษัทตั้งเป้าเปิดร้านรูปแบบขนาดเล็ก 2–3 สาขา และปีหน้าขยายสาขารวม 5–7 แห่ง โดยยังคงเปิดร้าน Standalone ควบคู่กัน เพื่อรองรับลูกค้าที่ต้องการประสบการณ์นั่งรับประทานในร้าน พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Collaboration ควบคู่การขยายเครือข่าย เพื่อสร้างการเติบโตในระยะ 2–3 ปีข้างหน้า

Update: 2026-09-08
Tags: