‘สารัชถ์’ เปิดแผนยุทธศาสตร์ กัลฟ์ฯ ยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน เดินหน้ากระจายความเสี่ยงพอร์ตธุรกิจไฟฟ้า-ดิจิทัล พร้อมเตือนความเสี่ยง 'คอขวดซัพพลายเชน' พลังงานโลก
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) และการขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในระดับภูมิภาค ตลอดจนความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ผันผวน บนเวทีประชุมพลังงานระดับโลกอย่าง Gastech บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ได้เปิดเผยถึงทิศทางยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนองค์กรครั้งสำคัญ พร้อมฉายภาพความท้าทายและโอกาสของประเทศไทย ตั้งแต่การบริหารความเสี่ยงด้านพลังงาน การรุกหนักสู่เคเบิลใต้น้ำระดับหมื่นล้าน
- ชำแหละแผน PDP ฉบับใหม่ เตือนความเสี่ยง ‘คอขวดซัพพลายเชน’
- เดิมพัน Data Center ต่างจังหวัด เตือนระวังทุนแบบ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’
- สยายปีกสู่ ‘Subsea Cable’ หมื่นล้าน ผนึก Singtel ปิดจุดอ่อนประเทศ หนุนขีดแข่งขัน AI
- ถอดรหัสเทคโนโลยีแห่งอนาคต SMR พร้อมเปิด 3 เงื่อนไขการลงทุนในไทย
สารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF กล่าวว่า แม้ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคา LNG ปรับตัวสูงขึ้นแตะระดับ 28 ดอลลาร์สหรัฐต่อ MMBtu ตามอิงราคาน้ำมัน แต่มองว่าเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น และรุนแรงน้อยกว่าช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนอย่างมาก เนื่องจากโครงสร้างราคาในปัจจุบันมีการผสมผสานสัดส่วนก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น
สำหรับพอร์ตการนำเข้าของ GULF พบว่าบริษัทแทบไม่มีการนำเข้า LNG จากตะวันออกกลาง แต่ใช้วิธีจัดหาแบบผสมผสานจากสหรัฐฯ ยุโรป แอฟริกา และเอเชีย โดยในปีที่ผ่านมามีการนำเข้ามากกว่า 50 ลำ และปรับเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 70 ลำในปีนี้ ส่งผลให้หากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง หรือกรณีปิดช่องแคบฮอร์มุซ ก็จะส่งผลกระทบต่อโรงไฟฟ้าของ GULF เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG Terminal) ที่ GULF ร่วมลงทุนกับ ปตท. ยังมีศักยภาพสูงในการพัฒนาเพื่อรองรับการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีเป้าหมายระยะยาวในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ ศูนย์กลางการกักเก็บและกระจาย LNG ของภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Hub) ในลักษณะเดียวกับศูนย์กลางคลังน้ำมันของสิงคโปร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
อย่างไรก็ตาม สารัชถ์ได้ยืนยันจุดยืนชัดเจนว่า GULF ไม่มีแผนเข้าลงทุนในธุรกิจสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติ (Upstream) เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และมองว่าเป็นบทบาทที่เหมาะสมกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอย่าง ปตท.สผ. มากกว่า
ชำแหละแผน PDP ฉบับใหม่ เตือนความเสี่ยง ‘คอขวดซัพพลายเชน’
ในมิติของนโยบายพลังงานภายในประเทศ ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญจากการพึ่งพาฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด แม้ภาครัฐจะเร่งส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนเพื่อสร้างความพึ่งพาตนเองและลดการนำเข้า แต่ต้องยอมรับข้อจำกัดทางธรรมชาติเรื่องความไม่สม่ำเสมอ (Intermittency) ของแสงแดดและลม ก๊าซธรรมชาติจึงยังคงรับบทบาทเป็นเชื้อเพลิงฐาน (Baseload) ที่ขาดไม่ได้ในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
สำหรับแผน PDP ฉบับใหม่ ของประเทศไทยถือเป็นกรอบนโยบายที่จำเป็นอย่างยิ่งในการคาดการณ์และควบคุมความต้องการใช้ไฟฟ้า ป้องกันปัญหาไฟขาดแคลน ควบคู่กับการรักษาต้นทุนค่าไฟให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยเฉพาะเมื่อเห็นสัญญาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตสูงจากกลุ่ม Data Center
อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดพลังงานหมุนเวียน คือ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสู่ระดับ 60-70% ติดข้อจำกัดทั้งทางธรรมชาติและข้อกฎหมาย เช่น พลังงานลมต้องติดตั้งในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งบางแห่งติดพื้นที่ป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ หากกระจายตัวมากเกินไปอาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบและการเชื่อมต่อ ซึ่งการไฟฟ้าฯ และ กกพ. ต้องเร่งหาจุดสมดุล
พร้อมให้มุมมองว่าอุตสาหกรรมพลังงานโลกกำลังเผชิญภาวะ ‘คอขวดซัพพลายเชน’ ตึงตัวอย่างหนักจากการแย่งชิงเครื่องจักรโรงไฟฟ้าก๊าซเพื่อรองรับ Data Center ในต่างประเทศ ส่งผลให้ระยะเวลาสั่งซื้ออุปกรณ์ขยับจากเดิม 1-2 ปี พุ่งสูงขึ้นเป็น 4-5 ปี พร้อมราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น หากวางแผนไม่รัดกุมอาจเสี่ยงเกิดภาวะสะดุดได้
ทั้งนี้ GULF ยังคงเป้าหมายกำลังการผลิตไฟฟ้า 25,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2576 ยังมีความเป็นไปได้ แต่ต้องปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับความต้องการจริงและระยะเวลารอคอยเครื่องจักรในตลาดโลก
สารัชถ์ ยังแสดงความเห็นด้วยกับการที่ภาครัฐเจรจาปรับลดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ในสัญญาเก่า เนื่องจากต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนลดลงมามากแล้ว ซึ่งถือเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขณะเดียวกันการเปิดเสรีไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Direct PPA) ถือว่าถึงเวลาที่สมควรดำเนินการเนื่องจากตลาดก๊าซได้เปิดเสรีไปแล้วและระบบมีความพร้อมมากกว่าในอดีต
เดิมพัน Data Center ต่างจังหวัด เตือนระวังทุนแบบ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’
สำหรับยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล GULF เลือกลงทุนในธุรกิจ Data Center อย่างระมัดระวัง โดยมุ่งเน้นการปักหมุดในพื้นที่ต่างจังหวัดทั้งหมด และไม่มีโครงการในเขตกรุงเทพมหานคร
สารัชถ์ ให้ความเห็นต่อการจัดทำนิยามและโซนนิ่ง Data Center ของภาครัฐว่า เป็นเรื่องที่ต้องเร่งดำเนินการให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความสับสนและการพัฒนาที่กระจัดกระจาย พร้อมทั้งเน้นย้ำว่า การคัดเลือกผู้ลงทุน ไม่ควรรักษาผู้ลงทุนในลักษณะ ‘เสื่อผืนหมอนใบ’ ที่เข้ามาสูบใช้ทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำมหาศาล แล้วหอบเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กลับไปโดยทิ้งตึกร้างไว้ โดยไม่ได้สร้างคุณค่าต่อเนื่องให้แก่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ พร้อมเสนอให้ Data Center ดึงพลังงานสีเขียวมาใช้ในสัดส่วนที่สูงขึ้นเพื่อลดภาระระบบไฟฟ้าภาพรวม
ประเด็นการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ Data Center ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ 5-6 บาทต่อหน่วย มีความเห็นดังนี้
- ในอดีต Data Center ชำระค่าไฟและน้ำในอัตราอุตสาหกรรมหรือครัวเรือนทั่วไป การจัดประเภทและกำหนดอัตราค่าไฟใหม่ให้เหมาะสมจึงเป็นเรื่องสมควรเนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่กินพลังงานสูง
- การตั้งราคาต้องเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน หากกำหนดราคาสูงเกินไปโดยไม่มีเหตุผล นักลงทุนอาจตัดสินใจย้ายฐานลงทุนไปยังประเทศอื่นทันที
- Data Center คือรากฐานของ Digital Economy หากต้นทุนค่าไฟสูง จะส่งผลให้ต้นทุนการประมวลผล AI สูงขึ้นตาม และท้ายที่สุดภาระต้นทุนจะถูกส่งผ่านกลับมายังผู้บริโภคในประเทศ
สยายปีกสู่ ‘Subsea Cable’ หมื่นล้าน ผนึก Singtel ปิดจุดอ่อนประเทศ หนุนขีดแข่งขัน AI
เพื่อต่อยอดโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้ครบวงจร GULF ได้ขยายการลงทุนสู่ โครงการสายเคเบิลใต้น้ำ (Subsea Cable) มูลค่าหลักหมื่นล้านบาท ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Singtel เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายระหว่าง เวียดนาม ไทย และสิงคโปร์
สารัชถ์ระบุว่า โครงการนี้จะเข้ามาปิดจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันสิงคโปร์มีสายเคเบิลใต้น้ำเชื่อมต่ออย่างหนาแน่น ขณะที่ไทยมีเพียงไม่กี่เส้นทาง ทั้งที่ความเร็วและความหน่วงของสัญญาณ (Latency) คือหัวใจสำคัญและเป็นต้นทุนหลักของการประมวลผล AI การมีสายเคเบิลใต้น้ำคุณภาพสูงจะช่วยลดต้นทุนการประมวลผล AI และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยในระดับภูมิภาค
แม้ปัจจุบันเรือวางสายเคเบิลใต้น้ำทั่วโลกกำลังขาดแคลนอย่างหนัก แต่ GULF ได้เปรียบจากการที่ Singtel มีบริษัทเรือวางสายเคเบิลของตนเอง ทำให้โครงการขับเคลื่อนได้จริง โดยระบบจะเปิดในรูปแบบ Open Access ที่สามารถเชื่อมต่อไปยังมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และตะวันออกกลางได้ในอนาคต
ถอดรหัสเทคโนโลยีแห่งอนาคต SMR พร้อมเปิด 3 เงื่อนไขการลงทุนในไทย
จากการประเมินความคุ้มค่าเชิงพาณิชย์ของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดแห่งอนาคต GULF ได้สรุปทิศทางไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้
สำหรับโรงไฟฟ้าปรมาณูขนาดเล็ก (SMR) แม้จะมีการศึกษาและหารือกับผู้พัฒนาในสหรัฐฯ อย่าง GE แต่พบว่าปัจจุบัน SMR ยังมีราคาแพงมากและยังไม่คุ้มค่าเชิงพาณิชย์ การจะเกิดขึ้นได้ในไทยต้องใช้เวลาอีกราว 10 ปี เพื่อให้ต้นทุนลดลง พร้อมเงื่อนไขสำคัญ 3 เรื่อง คือ การยอมรับจากชุมชน, ราคาที่ถูกลง และพื้นที่ตั้งที่เหมาะสมห่างไกลชุมชน
ขณะที่ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) มีความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์มากกว่า SMR ในปัจจุบัน สำหรับการบริหารจัดการช่วงเวลาการใช้ไฟฟ้า
ส่วนพลังงานไฮโดรเจน (Hydrogen) ยังไม่มีแผนเข้าลงทุนเนื่องจากราคาสูงเกินไป และมองว่าเทคโนโลยีที่ราคาสูงเกินไปจะสะท้อนกลับมาเป็นภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน
กระจายพอร์ตธุรกิจ สร้างแหล่งรายได้อย่างสมดุลระหว่างธุรกิจพลังงานกับนอกเหนือพลังงาน
ในส่วนของโครงสร้างธุรกิจ GULF ยังคงมุ่งเน้นการกระจายความเสี่ยงของรายได้ระหว่างธุรกิจพลังงาน (Power) และนอกเหนือพลังงาน (Non-Power) ทั้งโรงไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติ และโทรคมนาคม พร้อมเปิดกว้างร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก โดยยังคงศึกษาโอกาสลงทุนโรงไฟฟ้าในยุโรปอย่างรอบคอบ ส่วนกรณีการทำ Block Trade หุ้น GULF จากนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ถือเป็นเรื่องปกติของตลาดเสรีที่ช่วยเพิ่ม Free Float
ในมุมมองต่อเศรษฐกิจภาพรวม สารัชถ์มองว่านักลงทุนต่างชาติเริ่มมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายเศรษฐกิจของไทยมากขึ้น พร้อมเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์ว่า ประเทศไทยควรตั้งเป้าหมายการเติบโต GDP ให้สูงถึง 7-8% โดยต้องคิดในเชิงบวกและเปรียบเทียบขีดความสามารถกับคู่แข่งระดับภูมิภาคและระดับโลก ไม่ใช่พึงพอใจเพียงแค่การเติบโตเล็กน้อยจากฐานเดิม
สารัชถ์ทิ้งท้ายว่า ธรรมชาติของธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานต้องใช้เวลาวางแผนและก่อสร้างยาวนาน 2-5 ปี โซลาร์ใช้เวลา 6 เดือน – 1 ปี, Data Center 2-3 ปี, โรงไฟฟ้าพลังน้ำราว 10 ปี ดังนั้น การวางรากฐานด้านพลังงานและโครงสร้างดิจิทัลที่มั่นคงในวันนี้ จึงเป็นปัจจัยที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจไทยในอีกหนึ่งทศวรรษข้างหน้า