‘นิรโทษกรรม’ ล้างอดีตความขัดแย้ง อาจวนลูปเดิมหากรบ.อนุทินล้มเหลว
พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 มีผลบังคับใช้แล้ว เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา
โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้ ในทางปฏิบัติคือ กฎหมายนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ซึ่งช่วงหลายปีมานี้มีความพยายามผลักดัน แต่ไม่สำเร็จ เพราะยังมีความขัดแย้งทางการเมืองสูง
และครั้งหนึ่งการพยายามออกกฎหมายนิรโทษกรรมในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งเป็นการ นิรโทษกรรมแบบสุดซอย กลายเป็นประตูบานแรกของการรัฐประหารเมื่อปี 2557 มาแล้ว
ในยุครัฐบาล คสช.มีการตั้ง คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งเสนอแนวทางสร้างความปรองดองให้รัฐบาล คสช.แล้ว แต่ไม่มีการนำไปปฏิบัติ
กระทั่งมาสำเร็จในยุคนี้ ยุคที่มี ‘พรรคภูมิใจไทย’ เป็นแกนนำรัฐบาล โดยมีกลไกสำคัญอย่าง ‘วุฒิสภา’ ปราการด่านสุดท้ายให้ความเห็นชอบ
สิ่งสำคัญที่ทำให้กฎหมายนิรโทษกรรม ในชื่อ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข ผ่านความเห็นชอบจนมามีผลบังคับใช้ได้ ส่วนหนึ่งคือ การไม่นิรโทษกรรมให้แก่คดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คดีทุจริตคอร์รัปชัน และการกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส
3 ประเด็นใหญ่นี้ เป็นสิ่งที่ ‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ ขัดขวางไม่ให้มีการนิรโทษกรรมมาโดยตลอด ดังนั้นเมื่อมีการยกเว้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะขัดขวางเหมือนในอดีต
สำหรับ ‘พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข’ จะนิรโทษกรรมครอบคลุมเฉพาะการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึง 16 กรกฎาคม 2568
กล่าวคือ จะเริ่มนิรโทษกรรมตั้งแต่ม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือ ‘ม็อบเสื้อเหลือง’ ในยุคไล่รัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร มาจนถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568
ส่วนการกระทำตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา ไม่อยู่ในการคุ้มครอง ถือเป็นความผิดใหม่
สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้การกระทำที่เข้าเงื่อนไขไม่เป็นความผิด และไม่ถือว่าบุคคลนั้นเคยกระทำความผิด
ผลของกฎหมายไม่ได้อยู่แค่ ‘การปล่อยตัว’ เท่านั้น แต่รวมถึงยุติคดีที่กำลังต่อสู้กันอยู่ หรือลบประวัติอาชญากรรม ในกรณีที่คดีจบ มีการรับผิดไปแล้ว
หากดูจากกรอบระยะเวลาของการนิรโทษกรรม กลุ่มที่เคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะได้ประโยชน์ ได้แก่ แกนนำและผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
แกนนำและผู้ชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ออกมาขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในช่วงปี 2552-2553 หรือช่วงเวลาอื่นในกรอบเวลาของกฎหมายนิรโทษกรรม
แกนนำและผู้ชุมนุมคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ที่ออกมาขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงปี 2556-2557
รวมไปถึงนักกิจกรรม นักศึกษา เยาวชน และประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวหลังรัฐประหารปี 2557 ซึ่งมีผู้ถูกดำเนินคดีจากการต่อต้านคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) การจัดกิจกรรมทางการเมือง การรณรงค์ประชามติ
ตลอดจนผู้ชุมนุมในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารประเทศ ใหม่ช่วงปี 2563-2568 ซึ่งมีทั้งความผิดฝ่าฝืนพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ฉุกเฉิน ความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
โดยจะมีการตั้ง ‘คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข’ มีนายกฯ เป็นประธาน ทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความผิดทั้งปวงตามกฎหมายฉบับนี้
ส่วนคดีที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรม ได้แก่ คดีทุจริตหรือประพฤติมิชอบ, คดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112, การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต, การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 297 และความผิดต่อส่วนตัว หรือการกระทำที่ต้องรับผิดต่อบุคคลที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเป็นการเฉพาะ
ทั้งนี้ สำหรับผู้กระทำความผิดที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีขณะเกิดเหตุ กฎหมายเปิดช่องให้ คณะกรรมการพิจารณามาตรการฟื้นฟูแทนการดำเนินคดีในบางกรณี แต่ไม่ใช้กับคดีมาตรา 112
อย่างไรก็ดี หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การนิรโทษกรรมคดีทางการเมือง ให้กับผู้ชุมนุมในคดีที่ไม่ได้ร้ายแรงนั้น ถือเป็นเจตนาที่ดีในการจะคืนความสงบในสังคม หากแต่ไม่ได้หมายความว่า ความขัดแย้งในประเทศนี้จะหมดสิ้นไปด้วยกฎหมายฉบับเดียว
อีกทั้งบางฝ่ายยังมองว่า ความขัดแย้งสีเสื้อ ระหว่าง ‘สีเหลือง’ กับ ‘สีแดง’ ได้หมดไปสักระยะหนึ่งแล้ว และคู่ขัดแย้งในอดีตวันนี้สามารถกลับมาทำงานร่วมกันได้
ดังนั้นบุคคลที่ได้ประโยชน์จริงคือ คนที่กำลังต่อสู้คดี หรือถูกจำคุกอยู่ กับคนที่ได้ลบประวัติ ทำให้กลับมามีคุณสมบัติในการกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้
รวมถึงเยาวชนที่เคยไปร่วมชุมนุม แต่ไม่ได้ถูกดำเนินคดีในข้อยกเว้นของกฎหมาย ที่จะได้กลับไปมีอนาคตอีกครั้ง
เป็นการล้างเรื่องราวความขัดแย้งในอดีตที่มอดไประดับหนึ่งแล้ว
ส่วนปัจจุบัน ‘คู่ขัดแย้ง’ ได้เปลี่ยนสภาพจากสีเหลืองกับสีแดง มาเป็น ‘ฝ่ายอนุรักษนิยม’ กับ ‘ฝ่ายก้าวหน้า’
ซึ่งฝ่ายอนุรักษนิยมในปัจจุบันมี ‘พรรคภูมิใจไทย’ เป็นผู้นำ ส่วน ‘ฝ่ายก้าวหน้า’ มี ‘พรรคประชาชน’ หรือ "พรรคส้ม" เป็นผู้นำ ที่ยังจำกัดอยู่แค่ในสภา ไม่ได้ลุกลามไปบนถนนเหมือนในอดีต
หากแต่ไม่มีอะไรการันตีได้ว่า มันจะเกิดขึ้นอีกหรือไม่ หาก ‘รัฐบาลอนุทิน’ บริหารประเทศไปได้ โดยไม่ได้สร้างปัญหาที่สังคมรับไม่ได้ โดยเฉพาะการทุจริตคอร์รัปชัน เอื้อประโยชน์พวกพ้อง รวมถึงยังแก้เศรษฐกิจได้ การเคลื่อนไหวบนถนนก็ไม่เกิด
แต่ถ้าวนลูปเดิมเหมือนบางรัฐบาลในอดีต ความขัดแย้งและวิกฤตทางการเมืองก็เกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน!.