classicliterature.it.com

28สค.ชี้ชะตาคดีฮั้วสว.

สองพี่น้อง "ปริศนานันทกุล" ปัดพ้นตัว "ไอลอว์" โยนร่างแหมัดยกหูหา สว.อ่างทอง จ่อฟ้อง "ยิ่งชีพ" สร้างความเสียหายพรรค จับตา 28 ส.ค.กกต.ชี้ชะตา 229 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. “กรวีร์” เผยฝ่ายค้านยังไม่ประสานยื่นซักฟอกรัฐบาล "มท.4” เดินหน้าคลี่ปม 5,925 ราย ยันไม่มีถอยล้างโกงท้องถิ่น "ปชป." ขยี้ ป.ป.ช.กล้าใช้ดาบ กม.กันพยาน อย่าตัดตอนโกงข้อสอบแค่ปลาซิวปลาสร้อย

เมื่อวันจันทร์ นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) อ้างว่ามีผู้สมัคร สว.อ่างทองโทรศัพท์มาถึงนายภราดร และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ซึ่งตามกฎได้ห้ามใช้โทรศัพท์ระหว่างที่มีการนับคะแนนการเลือก สว.ว่า ขอพูดย้ำอีกครั้งว่าตน นายกรวีร์ และพรรคภูมิใจไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว.ที่มีการเลือกตั้งเมื่อปี 67 ส่วนประเด็นที่ทางไอลอว์ได้นำข้อมูลบางอย่าง ซึ่งเป็นข้อมูลรายการโทรศัพท์ ทั้งการรับสายเข้า และโทร.ออก ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนบุคคลมาเปิดเผยต่อสาธารณะ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาทั่วไปไม่มีใครที่จะนำข้อมูลออกมาได้ จึงขอตั้งคำถามว่า ข้อมูลที่เอามาเปิดเผยหรือใช้เป็นหลักฐานเป็นข้อมูลจริงหรือไม่ ตนก็ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้ นอกจากโทรศัพท์สอบถามเครือข่ายผู้ให้บริการที่ต้องใช้เวลาพอสมควรในการสอบ

“ดังนั้นทุกอย่างอยู่ที่หลักฐาน คนที่ต้องยืนยันหลักฐาน คือคนที่เอาหลักฐานมาเปิด ว่าหลักฐานถูกหรือไม่ ไม่ใช่คนที่ถูกกล่าวหา ผมไม่กลัวกับการถูกตรวจสอบ ยอมรับในกระบวนการตรวจสอบ และไม่มีปัญหาใดๆ แต่การกล่าวหาด้วยข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นข้อมูลจริงหรือยังเป็นอีกเรื่อง ผมพร้อมที่จะต่อสู้บนข้อมูลที่ได้รับการยืนยันว่าถูกต้อง ให้เอาข้อมูลมายันกัน ผมพร้อมเข้าสู่กระบวนการทั้งหมดนายภราดรกล่าว

นายภราดรกล่าวว่า ตอนที่ตนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่มีประเด็นเรื่องโทรศัพท์ ไม่เคยให้ข้อมูลใดๆ และไม่เคยมีการสอบถามข้อมูลเรื่องโทรศัพท์

ขณะที่นายกรวีร์ระบุว่า ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะไปฟ้องร้องนายยิ่งชีพ แต่เมื่อมาพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย และในฐานะที่ตนเป็นกรรมการบริหารพรรคจึงต้องดำเนินคดี ส่วนในครั้งนี้ให้ฝ่ายกฎหมายพิจารณาข้อกฎหมายว่าจำเป็นต้องฟ้องร้องหรือไม่ หากเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและมีการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล จนทำให้สังคมส่วนใหญ่ออกมาต่อว่าทำให้เสียหาย ก็จำเป็นที่จะต้องใช้สิทธิฟ้องร้อง

ที่รัฐสภา นายกรวีร์ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่าฝ่ายค้านได้ประสานมาหรือไม่ว่า  ยังไม่มีการประสานมา ทราบเพียงจากข่าวว่าจะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

วันเดียวกัน สำนักงาน กกต.มีรายงานว่า กกต.ได้มีการประชุมพิจารณาสำนวนฮั้วเลือก สว.เสร็จสิ้นแล้วตั้งแต่การประชุมเมื่อวันที่ 18 ส.ค. ทำให้ในต้นสัปดาห์นี้ กกต.ไม่มีนัดประชุม เนื่องจากมี กกต.บางคนติดภารกิจ ขณะเดียวกันก็เพื่อให้ กกต.แต่ละคนได้นำประเด็นที่เจ้าของสำนวนได้รายงาน ข้อซักถาม ข้อสังเกตของ กกต.เกี่ยวกับสำนวน ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา และข้อกฎหมายไปพิจารณาและเขียนมติของตนเอง ก่อนที่จะมาขานมติกันในการประชุมวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.นี้ เวลา 13.00 น.ตามที่นัดหมาย

เปิด 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว.

ทั้งนี้ กกต.ได้ตั้งข้อหาในการพิจารณาสำนวนรวม 7 ข้อหา ที่เกี่ยวข้องกับความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. คือ 1.กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง  สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็น สว.ตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง หรือไม่

2.ผู้สมัครยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 76 วรรคสอง หรือไม่ 3.ผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด คือ ระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา 2567 ที่ออกตามมาตรา 70 และมาตรา 36 หรือไม่ 4.มีการจัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (1) หรือไม่

5.มีการเลี้ยง หรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด ตามมาตรา 77 (3) หรือไม่ 6.มีการเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครตามมาตรา 79 หรือไม่ 7.ผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81 หรือไม่ โดยการลงมติของ กกต.จะเป็นการลงมติผู้ที่ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคล

สำหรับคดีฮั้ว สว. คณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่ กกต.แต่งตั้งเมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2568 มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมเป็นกรรมการนั้น มีความเห็นเสนอให้ส่งฟ้องผู้กระทำผิดรวม 229 คน โดยเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน และกรรมการบริหารพรรค และเครือข่ายพรรคการเมือง 91 คน ขณะที่ในส่วนของสำนักงาน กกต. โดยนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการ กกต. เมื่อได้รับสำนวนก็ได้มีความเห็นยืนตามมติคณะไต่สวนชุดที่ 26 เมื่อเข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต.ในขณะนั้น ได้ตั้งอนุฯ ชุดที่ 36 แยกขึ้นมาเพื่อพิจารณาคดีนี้เฉพาะเมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2568 ก่อนที่วันที่ 12 มี.ค. 2569 จะมีมติ 5 ต่อ 2 เสนอกกต.ว่าควรยุติเรื่อง เนื่องจากข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้วเลือก สว. 229 คนไม่มีมูลความผิด

บี้ ป.ป.ช.คุ้มครองพยาน

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำโดยนายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายไพศาล เรืองฤทธิ์ คณะกรรมการกฎหมายพรรค และนายพรชัย มาระเนตร์ เลขานุการคณะกรรมการนโยบายพรรค เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้กำหนดแนวทางและมาตรการกันบุคคลไว้เป็นพยาน สำหรับผู้เสียหายและผู้ที่ถูกหลอกลวงให้มีส่วนเกี่ยวข้องในคดีทุจริตการสอบแข่งขันบุคคลเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น

นายไพศาลกล่าวว่า ป.ป.ช.มีเครื่องมือทางกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งมาตรา 131 และมาตรา 135 ในการคุ้มครองและกันบุคคลไว้เป็นพยาน จึงต้องการความชัดเจนว่า ป.ป.ช.จะนำกลไกดังกล่าวมาใช้เพื่อขยายผลไปถึงตัวการใหญ่หรือไม่ ถ้า ป.ป.ช.ใช้มาตรา 131 และ 135 กันไว้เป็นพยาน เขาจะพูดหมด และถ้าพูดหมดมันจะไม่ใช่แค่ปลาซิวปลาสร้อยปลายแถว แต่มันจะสาวไปถึงว่าใครบงการ ใครสั่ง ใครรับเงิน เขามีเส้นเงินหมด แต่วันนี้เขาไม่กล้าออกมาพูดเพราะกลัวถูกดำเนินคดี” นายไพศาลระบุ

ด้านนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ในฐานะผู้กำกับดูแลภารกิจด้านการปกครองท้องถิ่น ติดตามความคืบหน้าการดำเนินการกรณีการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีรายชื่อที่อยู่ในกระบวนการดำเนินการ 5,925 ราย โดยขณะนี้ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่รวมถึงการทำให้เจ้าหน้าที่และผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีความมั่นใจในกระบวนการ

นายวรศิษฎ์ระบุว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่พบว่า นายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่ง มีข้อกังวลต่อการลงนามในคำสั่งที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสถานะของบุคคล และอาจมีข้อพิจารณาทางกฎหมายตามมา จึงต้องการความชัดเจนว่า การดำเนินการในแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยหลักฐาน ข้อกฎหมาย และอำนาจหน้าที่ส่วนใดในการประกอบการตัดสินใจ ประเด็นดังกล่าวต้องแยกออกเป็น 2 ส่วนอย่างชัดเจน คือการดำเนินการกับผู้ที่กระทำผิดต้องเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา และการคุ้มครองผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตก็ต้องทำควบคู่กัน เรื่องนี้เราไม่ได้ต้องการเพียงให้มีคนลงนามให้ครบตามจำนวน แต่ต้องการให้ทุกการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย เพราะคนที่ทำหน้าที่ก็ต้องมั่นใจว่า สิ่งที่ตัวเองปฏิบัติเป็นไปตามอำนาจหน้าที่และกระบวนการที่ถูกต้อง

“คนผิดต้องรับผิดตามกระบวนการ แต่คนที่ทำงานตามหน้าที่ก็ไม่ควรถูกปล่อยให้ต้องตัดสินใจอยู่กับความเสี่ยงเพียงลำพัง หน้าที่ของส่วนกลางคือ ทำให้หลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติมีความชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน”

รมช.มหาดไทยย้ำว่า กระบวนการดังกล่าวมีกรอบเวลาที่กำหนดไว้ภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 และกระทรวงมหาดไทยยืนยันแนวทางให้การดำเนินการเป็นไปตามมติและอำนาจหน้าที่ของแต่ละระดับ ยืนยันว่าเราไม่ได้ถอยเรื่องการจัดการทุจริต แต่ในเวลาเดียวกันเราต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ให้คนที่ทำหน้าที่ เรื่องนี้ต้องจบทั้งสองด้าน คือคนผิดต้องเข้าสู่กระบวนการ และคนสุจริตต้องได้รับความเป็นธรรม.

Update: 2026-08-24
Tags: