ถึงเวลาคิดใหม่ ทำใหม่ : ระบบราชการไทย
คอลัมน์ : SD TALK
ผู้เขียน : พิชญ์พจี สายเชื้อ
ในนี้ดิฉันขอชวนคุยเรื่องการ “Transform Government” หรือการปรับโฉมระบบราชการ ซึ่งกำลังเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของประเทศไทยค่ะ ท่ามกลางความท้าทายด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความคาดหวังของประชาชนที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “จะลดขนาดราชการหรือไม่” แต่คือ “จะทำให้ภาครัฐทำงานได้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ประชาชนมากขึ้นอย่างไร”
ปัญหาหลักของระบบราชการในปัจจุบัน คือภารกิจที่อาจมีความซ้ำซ้อน ขั้นตอนการใช้เอกสารมาก การอนุมัติที่ใช้เวลานาน และความเสี่ยงด้านความโปร่งใสจากขั้นตอนที่ซับซ้อน หลายประเทศจึงเริ่มนำดิจิทัลและ AI มาใช้เพื่อลดการขอข้อมูลซ้ำ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และทำให้บริการประชาชนรวดเร็วขึ้น
บทเรียนสำคัญคือ การปฏิรูปที่ดีมักไม่ได้เริ่มจากการลดคนเป็นอันดับแรก แต่เริ่มจากการทบทวนบทบาทของรัฐว่าภารกิจใดจำเป็น ซ้ำซ้อน หรือควรปรับเปลี่ยน แล้วจึงออกแบบโครงสร้างใหม่ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ทั้งนี้ แต่ละประเทศต่างมีบริบททางกฎหมาย การเมือง และระบบราชการที่แตกต่างกันจึงไม่อาจนำรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งมาปรับใช้ได้โดยตรง
อย่างไรก็ตาม กรณีตัวอย่างจากหลายประเทศ เช่น เวียดนาม ที่มีการปรับโครงสร้างหน่วยงานภาครัฐควบคู่กับการลดขั้นตอนด้านกฎระเบียบ ก็สะท้อนให้เห็นว่าโครงสร้างภาครัฐแบบเดิมอาจไม่ตอบโจทย์โลกยุคใหม่อีกต่อไป แม้การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้จะเผชิญความท้าทายอย่างมาก ทั้งด้านบุคลากร กฎหมาย และข้อจำกัดเชิงระบบ แต่ก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าความคล่องตัวและความรวดเร็วในการตอบสนองต่อโลกยุคใหม่คือสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้น การปรับโฉมระบบราชการไทยในมุมมองของดิฉัน ควรเริ่มต้นจาก 5 เรื่องสำคัญ ดังนี้ค่ะ :
1.กำหนด Vision ให้ชัดเจนว่าเราต้องการเห็นระบบราชการไทยเป็นอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า เช่น ระบบราชการที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี มีกระบวนการที่กระชับ ฉับไว มีประสิทธิภาพ บุคลากรมีคุณภาพ และเติบโตไปพร้อมกับประชาชน
2.Mission Reform and Audit ทบทวนภารกิจให้สอดรับกับ Vision หลังจากนั้นจึงตรวจสอบ (Audit) ภารกิจของทุกหน่วยงานอย่างเป็นระบบ ว่างานใดสร้างคุณค่า งานใดซ้ำซ้อน และงานใดควรทบทวนหรือยกเลิก
3.ออกแบบโครงสร้าง “ตามภารกิจ” เมื่อภารกิจชัดเจนแล้ว จึงค่อยออกแบบโครงสร้างใหม่ให้ตอบโจทย์ (ไม่ใช่ออกแบบภารกิจให้เข้ากับโครงสร้างเดิม) เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและความรับผิดชอบที่ชัดเจน (เพราะหากไม่ปรับโครงสร้างใหม่ เราอาจเพียงแค่จัดคนวนกลับเข้าไปในรูปแบบเดิมอีก)
4.จัดคนลงตามโครงสร้างใหม่และพัฒนาคน เมื่อมีโครงสร้างและภารกิจที่ “จำเป็น” อย่างแท้จริงแล้ว จึงค่อยพิจารณาเรื่องการจัดวางกำลังคนและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต เช่น ทักษะด้านดิจิทัล การบริหารข้อมูล และการทำงานร่วมกันข้ามหน่วยงาน ซึ่งในจุดนี้ มาตรการอย่างการสนับสนุนเส้นทางอาชีพทางเลือกหรือ Early Retirement ควรเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการปฏิรูป เพื่อไม่ให้เกิดการ “กลัดกระดุมผิดเม็ด”
5.บริหารการเปลี่ยนแปลง (Change Management) ข้อนี้ต้องขีดเส้นใต้สองเส้นค่ะ เราต้องสื่อสารตั้งแต่เริ่มต้นด้วยความ “จริงใจ” และ “จริงจัง” เพราะการเปลี่ยนผ่านย่อมส่งผลกระทบต่อบุคลากรจำนวนหนึ่ง จึงต้องมีการดูแลเยียวยาอย่างเหมาะสม เป็นธรรม และมีความเห็นอกเห็นใจ ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัย “ผู้นำที่มีความกล้าหาญ” ในการขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง
ก่อนจบ ดิฉันต้องขอชื่นชมความพยายามของภาครัฐที่หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาดำเนินการอย่างจริงจัง และขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านค่ะ ความเปลี่ยนแปลงในระดับนี้ย่อมต้องใช้เวลา มีทั้งเสียงสนับสนุนและข้อกังวลควบคู่กันไป สิ่งสำคัญที่สุดจึงคือความกล้าหาญและความมุ่งมั่นที่จะยึดประโยชน์ระยะยาวของประเทศเป็นสำคัญ ขอเป็นกำลังใจให้อีกครั้งค่ะ