classicliterature.it.com

จับตา ‘ซูเปอร์เอลนีโญ’ วิกฤตราคาข้าวโลก อาจพุ่งสูง-หลายประเทศเสี่ยงขาดแคลน - เทคโนโลยีชาวบ้าน

ทุกครั้งที่โลกเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคืออากาศที่ร้อนจัด ภัยแล้ง หรือไฟป่า แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ข้าว” เหตุผลไม่ใช่เพราะข้าวเป็นเพียงสินค้าเกษตรชนิดหนึ่ง แต่เพราะข้าวคืออาหารหลักของประชากรโลกมากกว่า 3,500 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก

ข้าว เป็นอาหารหลักที่หล่อเลี้ยงประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และนักวิเคราะห์ด้านอาหารทั่วโลกต่างจับตาปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” อย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดขึ้นรุนแรงตามที่หลายฝ่ายประเมิน อาจไม่ใช่แค่ทำให้อากาศร้อนขึ้นหรือเกิดภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึง “ราคาข้าวโลก” และความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ

ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือนว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจเกิดขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์จากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ความแห้งแล้งและคลื่นความร้อนมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะ “ข้าว” ที่ต้องอาศัยน้ำในปริมาณมากตลอดช่วงการเพาะปลูก แม้คำว่า “ซูเปอร์เอลนีโญ” จะฟังดูเหมือนเป็นเพียงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่สำหรับเกษตรกรแล้ว สิ่งนี้อาจหมายถึงฝนที่มาช้ากว่าปกติ น้ำในเขื่อนลดลง ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น และผลผลิตที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย

ทำไม “ข้าว” จึงเป็นพืชที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

งานวิจัยที่เผยแพร่ผ่าน The Conversation ระบุว่า ข้าวเป็นอาหารหลักของประชากรกว่า 3,500 ล้านคนทั่วโลก แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นพืชที่อ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศอย่างมาก สาเหตุสำคัญคือ ข้าวต้องการน้ำในปริมาณมากตลอดช่วงการเพาะปลูก โดยเฉพาะระยะตั้งท้องและออกรวง หากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงหรืออุณหภูมิสูงผิดปกติในช่วงดังกล่าว ผลผลิตสามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

นักวิชาการอธิบายว่า ภัยคุกคามไม่ได้อยู่เพียงแค่ “ผลผลิตลดลง” แต่ยังรวมถึงคุณภาพของเมล็ดข้าวที่อาจด้อยลงด้วย เมื่ออุณหภูมิในช่วงออกดอกสูงเกินประมาณ 35 องศาเซลเซียส ต้นข้าวอาจเกิดภาวะเมล็ดลีบ จำนวนเมล็ดต่อรวงลดลง และน้ำหนักเมล็ดลดลง ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่ลดลงตามไปด้วย

ซูเปอร์เอลนีโญ…รุนแรงกว่าเอลนีโญทั่วไปอย่างไร

เอลนีโญเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลให้รูปแบบฝนทั่วโลกเปลี่ยนแปลง หลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมถึงประเทศไทยมีแนวโน้มเผชิญฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ย ขณะที่อุณหภูมิอากาศสูงขึ้น

แต่หากปรากฏการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงจนเข้าสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ผลกระทบจะขยายวงกว้างมากกว่าเดิม ทั้งระยะเวลาของภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น คลื่นความร้อนที่รุนแรงขึ้น และปริมาณน้ำต้นทุนที่ลดลง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลิตข้าว

ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้น คือเอลนีโญในปัจจุบันกำลังเกิดขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิโลกสูงกว่าที่เคยเป็นในอดีต นักวิทยาศาสตร์จึงเตือนว่าผลกระทบอาจรุนแรงกว่าการเกิดเอลนีโญในหลายทศวรรษที่ผ่านมา

เหตุใดผลผลิตลดลงเพียงเล็กน้อย จึงทำให้ราคาข้าวโลกผันผวน

หลายคนอาจสงสัยว่า หากผลผลิตข้าวลดลงเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ เหตุใดราคาข้าวจึงสามารถปรับตัวขึ้นได้มาก คำตอบอยู่ที่โครงสร้างของ “ตลาดข้าวโลก” ต่างจากข้าวโพดหรือข้าวสาลี ข้าวส่วนใหญ่ของโลกถูกผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ มีเพียงประมาณ 10% ของผลผลิตทั้งหมด เท่านั้นที่เข้าสู่ตลาดส่งออกระหว่างประเทศ

นั่นหมายความว่า หากประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ เช่น อินเดีย ไทย เวียดนาม หรือปากีสถาน มีผลผลิตลดลง หรือเลือกจำกัดการส่งออกเพื่อรักษาปริมาณข้าวในประเทศ ปริมาณข้าวที่หมุนเวียนในตลาดโลกจะลดลงทันที ส่งผลให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สถานการณ์ลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงปี 2023–2024 เมื่ออินเดียประกาศจำกัดการส่งออกข้าวบางประเภท ส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวสูงที่สุดในรอบกว่า 15 ปี

ประเทศใดได้รับผลกระทบมากที่สุด

ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าข้าวเป็นหลักจะเผชิญแรงกดดันมากที่สุด โดยเฉพาะหลายประเทศในแอฟริกา ตะวันออกกลาง และบางประเทศในเอเชียที่ต้องนำเข้าข้าวจำนวนมากเพื่อเลี้ยงประชากร ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกเองก็ไม่ได้ปลอดภัย หากภัยแล้งยืดเยื้อ ผลผลิตลดลง รัฐบาลอาจจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารภายในประเทศก่อนการส่งออก ซึ่งยิ่งทำให้ปริมาณข้าวในตลาดโลกตึงตัวมากขึ้น และส่งผลต่อราคาข้าวในภาพรวม

ปัจจุบัน หลายประเทศกำลังลงทุนวิจัยเพื่อพัฒนาพันธุ์ข้าวที่สามารถทนแล้ง ทนความร้อน และใช้น้ำน้อยลง ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม ระบบติดตามความชื้นในดิน เซ็นเซอร์ตรวจสภาพแวดล้อม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ก็ถูกนำมาใช้เพื่อช่วยวางแผนการจัดการน้ำและลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่ผันผวน

สำหรับประเทศไทย การบริหารจัดการน้ำ การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมถึงการติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศอย่างใกล้ชิด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์

ไทยอยู่ในจุดไหนของวิกฤตครั้งนี้

ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญของโลก หากซูเปอร์เอลนีโญส่งผลให้ปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย เขื่อนและอ่างเก็บน้ำมีน้ำไม่เพียงพอ การทำนาปรังและนาปีอาจได้รับผลกระทบโดยตรง

แม้ในอีกด้านหนึ่ง ราคาข้าวที่ปรับตัวสูงขึ้นอาจเป็นโอกาสของเกษตรกรบางส่วน แต่หากผลผลิตลดลงมากกว่าการเพิ่มขึ้นของราคา รายได้สุทธิของเกษตรกรก็อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามที่คาด ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคก็ต้องรับภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากราคาข้าวและอาหารที่แพงขึ้นตามต้นทุนการผลิต

วิกฤตที่ไม่ได้กระทบแค่ “ข้าว”

นักเศรษฐศาสตร์มองว่า หากซูเปอร์เอลนีโญรุนแรงกว่าที่คาด ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ข้าวเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น ข้าวโพด อ้อย กาแฟ โกโก้ และปาล์มน้ำมัน ซึ่งล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก

เมื่อผลผลิตทางการเกษตรหลายชนิดลดลงพร้อมกัน ต้นทุนอาหารจะเพิ่มสูงขึ้น และอาจกลายเป็นแรงผลักดันให้เงินเฟ้อด้านอาหารกลับมาอีกครั้ง โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาที่ประชาชนใช้สัดส่วนรายได้จำนวนมากไปกับค่าอาหาร

วิกฤตที่เป็นมากกว่าปัญหาของเกษตรกร

แม้ซูเปอร์เอลนีโญจะเริ่มต้นจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ แต่ผลกระทบกลับไม่ได้หยุดอยู่เพียงในแปลงนา เพราะเมื่อผลผลิตข้าวลดลง ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือราคาสินค้าอาหาร เงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น

จึงอาจกล่าวได้ว่า ซูเปอร์เอลนีโญไม่ใช่เพียงบททดสอบของภาคเกษตรเท่านั้น หากยังเป็นบททดสอบของระบบอาหารโลกในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกปี

ในวันที่โลกยังต้องพึ่งพา “ข้าว” เพื่อหล่อเลี้ยงผู้คนกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก การเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของภูมิอากาศจึงไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นความท้าทายร่วมกันของทุกภาคส่วน ตั้งแต่เกษตรกร นักวิจัย ผู้กำหนดนโยบาย ไปจนถึงผู้บริโภค เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความมั่นคงของเมล็ดข้าวในวันนี้ อาจหมายถึงความมั่นคงทางอาหารของโลกในวันข้างหน้า

ขอบคุณอ้างอิง

Tags

Related Posts

ทุกครั้งที่โลกเผชิญปรากฏการณ์เอลนีโญ สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคืออากาศที่ร้อนจัด ภัยแล้ง หรือไฟป่า แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ด้านอาหารแล้ว สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ “ข้าว” เหตุผลไม่ใช่เพราะข้าวเป็นเพียงสินค้าเกษตรชนิดหนึ่ง แต่เพราะข้าวคืออาหารหลักของประชากรโลกมากกว่า 3,500 ล้านคน หรือคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลก โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งเป็นทั้งแหล่งผลิตและผู้บริโภคข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก ข้าว เป็นอาหารหลักที่หล่อเลี้ยงประชากรกว่าครึ่งหนึ่งของโลก แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์และนักวิเคราะห์ด้านอาหารทั่วโลกต่างจับตาปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Niño)” อย่างใกล้ชิด เพราะหากเกิดขึ้นรุนแรงตามที่หลายฝ่ายประเมิน อาจไม่ใช่แค่ทำให้อากาศร้อนขึ้นหรือเกิดภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังอาจส่งแรงกระเพื่อมไปถึง “ราคาข้าวโลก” และความมั่นคงทางอาหารของหลายประเทศ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศเตือนว่า เอลนีโญครั้งนี้อาจเกิดขึ้นท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่สูงเป็นประวัติการณ์จากภาวะโลกร้อน ส่งผลให้ความแห้งแล้งและคลื่นความร้อนมีแนวโน้มรุนแรงกว่าที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อผลผลิตทางการ

12 กรกฎาคม 2569

ทีมนักวิจัยคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คิคค้นฟีโรโมนสังเคราะห์จาก “กลิ่นพ่อหมู” สูตรแรกของโลก ตอบโจทย์เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแม่พันธุ์ กระตุ้นสุกรสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้สำเร็จ ลดความเสี่ยงติดโรคจากการสัมผัสพ่อพันธุ์จริง ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.เผด็จ ธรรมรักษ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าทีมวิจัย “กลิ่นพ่อหมู” กล่าวว่า สุกรสาวจะถูกกระตุ้นให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 160-200 วัน หากสุกรสาวไม่แสดงอาการติดสัดภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะถูกคัดออกจากระบบ (เพื่อเข้าสู่ระบบการผลิตเนื้อ) แม้จะยังไม่เคยตั้งท้องมาก่อน ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียต้นทุนทั้งด้านเศรษฐกิจ เวลา และทรัพยากรของฟาร์ม ปัจจุบัน วิธีมาตรฐานเพื่อกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ตามธรรมชาติที่ใช้ทั่วโลกคือ Boar Contact เป็นการให้สุกรสาว “สัมผัสพ่อ” หรือสุกรเพศผู้ที่โตเต็มวัย ศ.น.สพ.ดร.เผด็จอธิบายว่า คำว่า “สัมผัสพ่อ” ไม่ได้หมายถึงการที่สุกรเพศเมียเห็นสุกรเพศผู้เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น การได้ยินเสียงร้อง การดมกลิ่น การสัมผัสทางกาย เช่น การชนจมูกกันระหว่าง

12 กรกฎาคม 2569

ภัยแล้งและอุทกภัย นับเป็นโจทย์ท้าทายสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.ได้น้อมนำแนวพระราชดำริด้านบริหารจัดการน้ำชุมชน มาประยุกต์ใช้ร่วมกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมจนประสบผลสำเร็จในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในหลายจังหวัด      นางสาวนิศากร ยิ่งขจร ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการน้ำชุมชน สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน)หรือ  สสน. กล่าวว่า  สสน.มุ่งบริหารจัดการน้ำชุมชน ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 โดยเน้นบริหารจัดการ ดิน น้ำ ป่า มาประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาของชุมชน มีการฟื้นฟูป่าต้นน้ำและแหล่งกักเก็บสำรองน้ำ ดูแลรักษาและบริหารจัดการน้ำให้เหมาะกับภูมิสังคม จนเกิดความมั่นคงน้ำ ทำให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้  ปรับปรุงประปาภูเขาที่จังหวัดพะเยา พื้นที่ชุมชนตำบลควร อำเภอปง จังหวัดพะเยา เป็นพื้นที่ลาดเชิงเขา ประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง ขณะที่ฤดูฝนเกิดน

11 กรกฎาคม 2569

หน่อไม้ฝรั่ง หรือ “แอสพารากัส” (Asparagus) เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรปและเอเชียตะวันตก อุดมไปด้วยคุณค่าทางสารอาหารมากมาย โดยในแต่ละก้านของหน่อไม้ฝรั่งเปรียบเสมือนแหล่งวิตามินชั้นดี ประกอบไปด้วย วิตามินซี วิตามินบี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 และวิตามินบี 6 วิตามินเค วิตามินบี วิตามินเอ มีปริมาณเกลือต่ำมาก ไม่มีไขมันหรือคอเลสเตอรอล มาพร้อมกับรสชาติหวานกรอบเมื่อตอนได้รับประทานเข้าไป ปัจจุบันพบปลูกแพร่หลายในประเทศไทย เพราะเป็นพืชที่ลงทุนปลูกครั้งเดียวเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นาน ราคาดี ตลาดทั้งในและต่างประเทศยังสดใส จึงถือเป็นอีกหนึ่งพืชทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับเกษตรกรที่ต้องการมีรายได้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีผลผลิตออกมาให้เก็บเกี่ยวขายได้ทุกวัน คุณเจริญไชย จำปาสด หรือ คุณบาส อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ที่ 9 ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี เกษตรกรรุ่นใหม่ ดีกรีปริญญาตรี มุ่งมั่นกลับมาพัฒนางานเกษตรของที่บ้าน จากที่เคยปลูกพืชไร่ มีรายได้เพียงปีละครั้ง พลิกชีวิตด้วยการปลูกหน่อไม้ฝรั่งส่งโรงงานบนพื้นที่ 8 ไร่ ฟันรายได้ 80,000-100,000 บาทต่อเดือน คุณบาส เล่าให้ฟังว่า หลังจากเรีย

11 กรกฎาคม 2569

คุณวิไล ประกอบบุญกุล เป็นเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีมานานกว่า 30 ปี คุณวิไล เริ่มต้นบนเส้นทางกล้วยหอมด้วยการปลูกอย่างเดียว จากนั้นต่อยอดด้วยการตัดขาย พัฒนามาถึงการเป็นผู้จัดส่งเอง แถมท้ายด้วยการมีแผงขายกล้วยอยู่ที่ตลาดไทอีก เรียกว่า เธอทำสวนกล้วยแบบครบวงจร เลิกทำสวนส้ม หันมาปลูกกล้วย คุณวิไล กล่าวว่า พื้นที่จังหวัดปทุมธานี นิยมปลูกกล้วยหอมแบบระบบร่อง เพราะสมัยก่อนเคยเป็นสวนส้มมาก่อน หลังเลิกทำสวนส้ม จึงปรับสวนเดิมมาปลูกกล้วยหอมแทน โดยนำเทคนิคการปลูกหลายวิธีมาใช้ อย่างแรก ใช้หน่อจากต้นกล้วยที่ตัดเครือไปแล้วซึ่งจะได้ผลดีและมีความสมบูรณ์ ทั้งนี้ ในพื้นที่ 1 ไร่ ปลูกกล้วยได้จำนวน 300 หน่อ ใช้ระยะปลูก 1.50 เมตร แต่ละร่องปลูก 3 แถว กล้วยหอม ปลูกได้ทั้งปี กล้วยหอม สามารถปลูกได้ทุกฤดู แต่ควรเลือกพื้นที่ให้มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เพราะต้องใช้น้ำรดตลอด ขณะเดียวกัน ควรวางแผนปลูกให้ได้ผลผลิตตรงกับช่วงเทศกาลสำคัญ เช่น ตรุษจีน ควรเริ่มปลูกในเดือนมีนาคม-เมษายน โดยใช้เวลาประมาณ 9 เดือน สามารถเก็บผลขายได้ตรงเวลา กับอีกเทศกาลสำคัญคือ สารทจีน ซึ่งควรลงมือปลูกในราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน วิธีปลู

11 กรกฎาคม 2569

ผึ้งโพรง เป็นผึ้งพื้นเมืองชนิดหนึ่งที่มีอยู่ในทุกภาคของประเทศไทย ช่วยผสมเกสรพืชตามธรรมชาติและพืชผลทางการเกษตร สามารถสร้างความหลากหลายทางชีวภาพได้ ตัวเล็กกว่าผึ้งพันธุ์แต่โตกว่าผึ้งมิ้ม เป็นผึ้งที่มีวิวัฒนาการสูงกว่าผึ้งมิ้มและผึ้งหลวง โดยธรรมชาติจะสร้างรังด้วยการสร้างรวงรังซ้อนกันเป็นชั้นๆ อยู่ในโพรงหิน โพรงไม้หรือโพรงดิน โดยมีปากทางออกค่อนข้างเล็กแต่ภายในกว้างพอที่จะสร้างรังได้ ชอบสร้างรังในที่มืดมิดชิด มีอัตราการแยกรังค่อนข้างบ่อย หากใครสนใจที่จะเลี้ยงผึ้งโพรง ขอแนะนำผลงานการออกแบบบ้านผึ้งโพรงที่สุดเยี่ยมมากๆ เป็นโครงการการร่วมมือของ ผศ.ดร.กันยพัชร์ ธนกุลวุฒิโรจน์ อาจารย์ดวงใจ ลิ้มศักดิ์ศรี จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และ ผศ.มรกต วรชัยรุ่งเรือง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ร่วมกับ คุณธัญลักษณ์ กำเนิดฤทธิ์ เจ้าของสวนมะพร้าวน้ำหอม จังหวัดระนอง ประโยชน์เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มปริมาณของผลผลิตสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งโพรง โดยสร้างฐานให้ความรู้ใหม่ในพื้นที่ขยายผลจากศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จังหวัดระนอง คณะผู้ดำเนินการโครงการสร้างบ้านผึ้ง

11 กรกฎาคม 2569

Update: 2026-07-11
Tags: