ยูเครนได้ก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้นำในการผลิตอาวุธล้ำสมัย

แต่ก่อนนี้เมื่อพูดถึงประเทศผู้ผลิตอาวุธ คนเราก็มักนึกถึงสหรัฐอเมริกา รัสเซีย อังกฤษ ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี เพราะประเทศเหล่านี้สร้างเครื่องบินรบเรือดำน้ำ รถถัง และขีปนาวุธราคาแพงลิบลิ่วได้ ประเทศเล็กประเทศน้อยจะคิดไปแข่งขันด้วยก็เห็นจะต้องเลิกคิดเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่ม แต่สงครามรัสเซีย-ยูเครนซึ่งดำเนินมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2565 ได้เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องอาวุธไปมากทีเดียว เพราะยูเครนแสดงให้เห็นว่าประเทศที่จะเป็นผู้นำด้านอาวุธในสมัยนี้ไม่จำเป็นต้องสร้างเรือบรรทุกเครื่องบินได้มากที่สุด หากต้องสร้างอาวุธที่ราคาถูก ผลิตได้มาก ใช้ง่าย และปรับปรุงได้เร็วกว่าฝ่ายตรงข้าม
อาวุธชนิดนั้นก็คือ โดรน หุ่นยนต์ ระบบสงครามอิเล็กทรอนิกส์ และโปรแกรมปัญญาประดิษฐ์ต่างๆ ยูเครนกำลังจะผลิตโดรนขนาดเล็กได้ถึงปีละ 6-7 ล้านลำมากเสียจนเจ้าหน้าที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐยอมรับว่า อุตสาหกรรมโดรนของอเมริกายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะตามกำลังผลิตของยูเครนทัน ทั้งที่สหรัฐร่ำรวยกว่า มีโรงงานใหญ่กว่า และมีงบประมาณทางทหารมากกว่ายูเครนนับร้อยเท่า
เรื่องนี้ฟังดูประหลาด แต่เมื่อคิดให้ดีก็ไม่ประหลาดนัก โรงงานอาวุธใหญ่ของประเทศมหาอำนาจนั้น กว่าจะออกแบบ กว่าจะตั้งกรรมการ กว่าจะทดลอง กว่าจะอนุมัติงบประมาณ และกว่าจะทำสัญญากันเรียบร้อย บางทีก็กินเวลาห้าปีสิบปี พออาวุธออกจากโรงงาน เทคโนโลยีบางอย่างก็เก่าไปเสียแล้ว ส่วนยูเครนไม่มีเวลาพอจะตั้งกรรมการประชุมกันนานถึงเพียงนั้น เพราะข้าศึกยืนอยู่หน้าบ้าน ทหารที่สนามรบพบว่าโดรนรุ่นใดใช้ไม่ได้ ก็แจ้งกลับมายังผู้ผลิต วิศวกรเปลี่ยนแบบ เปลี่ยนโปรแกรมหรือเปลี่ยนคลื่นวิทยุ แล้วส่งรุ่นใหม่กลับไปให้ทหารทดลองอีกครั้งภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
ดังนั้น อุตสาหกรรมอาวุธของยูเครนจึงคล้ายร้านทำโทรศัพท์มือถือหรือบริษัทเขียนโปรแกรมมากกว่าโรงงานสร้างรถถังแบบเดิม คือทำออกมาก่อน ทดลองใช้ แล้วแก้ไขอยู่ตลอดเวลา ผลก็คือทุกวันนี้โดรนของยูเครนมิได้มีแต่เครื่องบินเล็กบินไปทิ้งระเบิดเท่านั้น หากมีทั้งโดรนสอดแนม โดรนโจมตี โดรนสกัดกั้นโดรนข้าศึก เรือไร้คนขับ และรถหุ่นยนต์ที่ใช้ขนกระสุนหรือรับคนเจ็บออกจากสนามรบ
เมื่อรัสเซียใช้เครื่องรบกวนคลื่นวิทยุ ยูเครนก็เปลี่ยนไปใช้ระบบนำทางแบบอื่น เมื่อรัสเซียสร้างเครื่องป้องกันโดรน ยูเครนก็สร้างโดรนรุ่นใหม่ให้บินสูงขึ้น ไกลขึ้น หรือใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยค้นหาเป้าหมาย เรียกว่าต่างฝ่ายต่างไล่จับกันเหมือนแมวกับหนู แต่หนูตัวนี้มิได้วิ่งหนีอย่างเดียว หากหันกลับมากัดแมวอยู่เสมอด้วย อย่างไรก็ตาม ความเก่งกาจทางเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่อาจสร้างโดรนได้เป็นล้านลำ เพราะต่อให้คิดแบบได้ดีเพียงใด ถ้าไม่มีเงินซื้อเครื่องยนต์ กล้อง ชิป แบตเตอรี่ และวัตถุระเบิด อาวุธก็เป็นได้เพียงรูปวาดอยู่บนกระดาษ สิ่งที่ทำให้อุตสาหกรรมอาวุธยูเครนเติบโตอย่างรวดเร็วจึงมีอีกประการหนึ่ง คือเงินทุนจากต่างประเทศที่กำลังหลั่งไหลเข้ามา
ในปี พ.ศ.2568 เพียงปีเดียว ยูเครนได้รับเงินจากต่างประเทศสำหรับสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศประมาณ 6,100 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 600 ล้านดอลลาร์ในปีก่อนหน้าเกือบสิบเท่าเงินจำนวนนี้มาจากอังกฤษ เดนมาร์ก เยอรมนี เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน แคนาดา สหรัฐอเมริกา และประเทศยุโรปอื่นๆ ยุโรปตะวันตกมิได้ส่งแต่ปืนและกระสุนสำเร็จรูปให้ยูเครนอีกต่อไป แต่เริ่มนำเงินไปว่าจ้างโรงงานยูเครนให้ผลิตอาวุธเอง เพราะผลิตได้ถูกกว่า เร็วกว่า และผ่านการทดลองในสนามรบมาแล้ว
สหภาพยุโรปได้จัดวงเงินช่วยเหลือยูเครนสำหรับปี พ.ศ.2569-2570 รวม 90,000 ล้านยูโร ในจำนวนนี้วางไว้ถึง 60,000 ล้านยูโร สำหรับการป้องกันประเทศ และเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.2569 คณะกรรมาธิการยุโรปได้เริ่มจ่ายเงิน 3,900 ล้านยูโรสำหรับจัดซื้อโดรนเป็นงวดแรกแล้ว พูดง่ายๆ ก็คือ ยุโรปกำลังว่าจ้างยูเครนให้ผลิตอาวุธสำหรับรบในยูเครน ขณะเดียวกันก็ใช้ยูเครนเป็นโรงเรียนสอนว่า สงครามในอนาคตจะต้องรบกันอย่างไร เงินจากสหรัฐอเมริกาก็เข้ามาหลายทาง ทั้งความช่วยเหลือทางทหาร การสั่งซื้อ การร่วมตั้งโรงงาน และการลงทุนโดยบริษัทเอกชน มีบริษัทอเมริกันร่วมมือกับยูเครนผลิตกระสุน ซ่อมยานเกราะ และสร้างโรงงานอาวุธ ขณะที่บริษัทโดรนยูเครนหลายรายก็ไปตั้งโรงงานหรือร่วมทุนกับบริษัทในสหรัฐ นอกจากนี้กองทุนร่วมระหว่างสหรัฐกับยูเครนยังได้เริ่มลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีของยูเครนที่พัฒนาระบบสื่อสารและระบบนำทางสำหรับโดรน นับเป็นสัญญาณว่าเงินอเมริกันกำลังเปลี่ยนจากการช่วยเหลือแบบให้เปล่า ไปสู่การลงทุนเพื่อหวังผลทางอุตสาหกรรมในระยะยาวด้วย
คราวนี้ก็มาถึงเงินของประเทศน้ำมันอาหรับในตะวันออกกลาง ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กาตาร์ และคูเวตมีเงินอยู่มาก แต่ก็มีปัญหาอยู่ว่า โรงกลั่นน้ำมัน สนามบิน และเมืองใหญ่ของประเทศเหล่านี้อาจถูกโจมตีด้วยโดรนราคาถูกได้ การใช้ขีปนาวุธราคาแพงนับล้านดอลลาร์ยิงโดรนราคาหลักหมื่นดอลลาร์ทุกลำนั้น ต่อให้ยิงถูกหมดก็มีหวังล้มละลายเข้าสักวันหนึ่ง ประเทศเหล่านี้จึงหันมาสนใจวิธีของยูเครน ซึ่งใช้โดรนสกัดกั้น ระบบรบกวนคลื่น และอุปกรณ์ราคาถูกทำลายโดรนข้าศึก โดยไม่ต้องยิงขีปนาวุธราคาแพงทุกครั้ง ยูเครนได้ทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศระยะยาวกับซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกาตาร์ ครอบคลุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี การร่วมผลิต การทำสัญญาซื้อขาย และการลงทุนในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ
ต้องเรียนตามตรงว่า เงินจากอ่าวอาหรับยังมิได้ไหลเข้ายูเครนเป็นแม่น้ำใหญ่เท่ากับเงินจากยุโรปในเวลานี้ หลายโครงการยังอยู่ในขั้นเจรจาและวางข้อตกลงแต่ประตูได้เปิดแล้ว และหลังจากประเทศน้ำมันเหล่านี้ได้เห็นว่าโดรนราคาถูกสามารถคุกคามโรงกลั่นน้ำมันและสนามบินราคาแพงได้เพียงใด เงินลงทุนจากซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็น่าจะตามเข้ามาอีกมาก ยูเครนจึงกำลังเปลี่ยนสิ่งที่ตนได้เรียนรู้จากความทุกข์ยากในสงครามให้กลายเป็นสินค้าส่งออก กล่าวคือส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยวางระบบป้องกันโดรน แล้วแลกกลับมาด้วยเงิน เทคโนโลยี โรงงาน และตลาดต่างประเทศ นี่เป็นธุรกิจแบบใหม่ทีเดียว คือยูเครนมิได้ขายเฉพาะตัวโดรน แต่ขาย “ประสบการณ์ที่เคยถูกโดรนยิงมาแล้ว” ด้วย ซึ่งตำราเล่มใดหรือห้องทดลองแห่งใดก็ให้ประสบการณ์เช่นนี้ไม่ได้
กระนั้นก็ตาม จะกล่าวว่ายูเครนเป็นผู้นำการผลิตอาวุธทุกชนิดในโลกก็คงเกินความจริง ยูเครนยังสร้างเครื่องบินรบล่องหน เรือดำน้ำนิวเคลียร์ หรือขีปนาวุธข้ามทวีปแข่งกับมหาอำนาจไม่ได้ แต่ถ้าพูดถึงอาวุธแห่งสงครามยุคใหม่ ซึ่งต้องราคาถูก ผลิตได้มาก ใช้งานจริง และแก้ไขได้รวดเร็ว ยูเครนย่อมอยู่แถวหน้าของโลกอย่างไม่ต้องสงสัย ยิ่งมีเงินทุนจากยุโรป สหรัฐอเมริกา และต่อไปจากกลุ่มประเทศน้ำมันอาหรับเข้ามาสมทบ อุตสาหกรรมอาวุธยูเครนก็จะไม่ใช่เพียงโรงงานที่ผลิตของไว้ป้องกันประเทศตนเองอีกต่อไป หากอาจกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตโดรน ระบบต่อต้านโดรน และอาวุธอัจฉริยะที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ประเทศซึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อนต้องเที่ยวเดินขออาวุธจากใครต่อใคร บัดนี้กลับมีคนถือเงินมาขอซื้ออาวุธ ขอซื้อเทคโนโลยี และขอซื้อประสบการณ์จากประเทศนั้นเสียเอง
โลกนี้ย่อมไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ ครับ