classicliterature.it.com

บล.เอเซีย พลัส ชี้เจรจาฮอร์มุซเพิ่มเงื่อนไขดันน้ำมันพุ่ง 5% บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทะยานฉุดฟันด์โฟลว์ไหลออกหุ้นไทย 9 พันล้าน

บล.เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกเผชิญแรงบีบจากความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่มข้อเรียกร้องชดเชยความเสียหายสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้นแรงกว่า 5% ดึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ทะยานเข้าใกล้จุดสูงสุดเดิม และฉุดรั้งให้กระแสเงินทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ รวมถึงตลาดหุ้นไทยที่เผชิญแรงขายสะสมกว่า 9,000 ล้านบาทตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยปรับขึ้นในลักษณะกระจุกตัวจากอิทธิพลของหุ้น DELTA แนะกลยุทธ์ตั้งรับเลือกหุ้นเด่นพลังงานและท่องเที่ยวที่ได้อานิสงส์เฉพาะตัว

11 ส.ค. 2569 – ความหวังของตลาดการเงินโลกต่อการเปิดเส้นทางเดินเรือช่องแคบฮอร์มุซเริ่มปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ดีดตัวขึ้นแรงราว 5% แตะระดับ 87.7 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ปัจจัยกดดันหลักมาจากการเจรจาสามฝ่ายผ่านประเทศโอมานที่แม้จะมีความคืบหน้าเรื่องแผนที่เส้นทางเดินเรือใหม่ในขั้นสุดท้าย แต่ทั้งสองฝ่ายกลับเริ่มเพิ่มเงื่อนไขและข้อเรียกร้องที่ตกลงกันได้ยากเพื่อชดเชยความเสียหายทั้งหมดจากความขัดแย้งทางทหาร โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ได้ส่งสัญญาณพร้อมใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านต่อไป แทนที่จะใช้ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติม พร้อมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านจ่ายค่าชดเชยความเสียหายทั้งหมด

ขณะที่ฝั่งอิหร่านประกาศกร้าวจะปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวไปจนถึงปี 2572 เว้นแต่สหรัฐฯ จะยอมรับข้อเรียกร้องทั้งหมด ได้แก่ การจ่ายเงินชดเชย 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ, ปลดล็อกสินทรัพย์อิหร่านที่ถูกอายัด 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ, ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทั้งหมด, ถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค และยอมรับการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการผ่านทางเรือพาณิชย์ ความตึงเครียดด้านพลังงานที่กลับมาคุกรุ่นนี้ ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อรอบใหม่ และลดคาดการณ์โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนกันยายน 2569 ลงเหลือเพียง 48.8% (จากเดิมอยู่ที่ 55.6%) สอดคล้องกับภาพค่าเงินเยนที่กลับมาอ่อนค่าใกล้แตะระดับสำคัญทางจิตวิทยาที่ 160 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งหากไม่มีการเข้าแทรกแซงจากทางการญี่ปุ่นหรือการขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ อาจสร้างความเสี่ยงต่อภาวะ Unwind Yen Carry Trade จากผู้เล่นที่เก็งกำไร Short เยนที่อาจถูกบีบให้ปิดสถานะ

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ทะยานใกล้จุดสูงสุดเดิม ฉุดฟันด์โฟลว์ต่างชาติไหลออกจากหุ้นไทยสะสม 9 พันล้านบาท ภาวะความตึงเครียดในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่เร่งตัวขึ้น กดดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ทั้งระยะ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแตะระดับ 4.7% และระยะ 30 ปี พุ่งสูงทะลุ 5.2% ซึ่งเป็นการกลับเข้าไปใกล้จุดสูงสุดเดิม ปัจจัยดังกล่าวได้ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกให้ไหลกลับเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้และกดดันความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยงในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) สำหรับตลาดหุ้นไทย ได้รับผลกระทบจาก Bond Yield สหรัฐฯ ที่ทรงตัวระดับสูงโดยตรง สะท้อนผ่านตาราง Fund Flow ที่นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยอย่างต่อเนื่องเกือบทุกวันทำการ โดยนับตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคม 2569 (MTD) ต่างชาติขายสุทธิสะสมไปแล้วกว่า 9,000 ล้านบาท ฝ่ายวิจัยฯ แนะนำให้นักลงทุนติดตามการประกาศตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) ของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด (ตลาดคาดการณ์ขยายตัว +3.4% YoY ทรงตัวใกล้ระดับเดือนก่อนที่ +3.5% YoY) เนื่องจากหาก Bond Yield สหรัฐฯ ยังไม่ยอมปรับฐานลง โอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นยังเป็นไปได้ยาก

ตลาดหุ้นโลกผสมผสาน: TSMC ยอดขายทำนิวไฮสูงสุดประวัติการณ์ สวนทางกลุ่ม Space Economy ขาดทุนหนัก

กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์: TSMC (2330 TT) รายงานยอดขายรายเดือนประจำเดือนกรกฎาคม 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ที่ 4.68 แสนล้านดอลลาร์ไต้หวัน เติบโตเด่นถึง +45% YoY และ +6% MoM จากความต้องการชิป AI ที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของลูกค้ารายใหญ่อย่าง NVIDIA และ GOOGLE พร้อมคาดการณ์รายได้ปี 2569 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 40% YoY ซึ่งเป็นปัจจัยหนุน Sentiment เชิงบวกต่อกลุ่มเครื่องจักรและอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก เช่น DR: ASML01 และ DR: AMAT01

กลุ่ม Space Economy (เศรษฐกิจอวกาศ): รายงานผลประกอบการไตรมาส 2/2569 ของหุ้นเทคโนโลยีอวกาศนำโดย Rocket Lab (RKLB US) รายงานรายได้ 234.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+62% YoY) ขาดทุนสุทธิ 49.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ AST Spacemobile (ASTS US) รายงานรายได้ 31.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (+2626% YoY) ขาดทุนสุทธิ 230.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยผลการดำเนินงานที่ยังคงขาดทุนเป็นผลมาจากงบลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูงในระดับที่สูง แม้จะเป็นเมกะเทรนด์ที่น่าสนใจในระยะยาวแต่ราคาหุ้นอาจมีความผันผวนสูงในระยะสั้น

ดัชนี SET Index วานนี้ปิดปรับตัวเพิ่มขึ้น 12.36 จุด อยู่ที่ระดับ 1,624.36 จุด อย่างไรก็ตาม ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่าเป็นการปรับตัวขึ้นแบบกระจุกตัวสูงมาก หากหักอิทธิพลของหุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA ออกไป ดัชนีที่แท้จริงของตลาดจะปรับตัวติดลบถึง 5 จุด โดยมีหุ้นในดัชนี SET100 ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้เพียง 31 บริษัทเท่านั้น สะท้อนว่าแรงขายของตลาดยังคงหนาแน่นอยู่ อย่างไรก็ดี ปัจจัยสนับสนุนในประเทศยังมีแรงหนุนระยะสั้นจากความคืบหน้านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่

1.โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40): คาดว่าจะมีการพิจารณาดำเนินโครงการต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี หลังยอดการใช้จ่ายสะสมล่าสุดพุ่งทะลุ 1 แสนล้านบาท และมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการแล้วมากกว่า 1 ล้านแห่ง

2.โครงการไทยเที่ยวไทยพลัส: คาดว่าจะได้ข้อสรุปรายละเอียดที่ชัดเจนภายใน 1-2 สัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569

ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า การที่ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ยังทรงตัวสูงและการเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ จะส่งผลดีต่อหุ้น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มโรงกลั่นและขนส่งน้ำมัน (PTTEP, PRM, PTT, BCP, TOP) และ กลุ่มค้าปลีก อาหาร และเช่าซื้อ (CPALL, CPAXT, CBG, OSP, ICHI, MTC, TIDLOR)

กลยุทธ์การลงทุน: เน้นหุ้นเกราะป้อง Trade War และน้ำมันฟื้นตัว ชู PTT-CENTEL-PRM แนะนำกลยุทธ์การลงทุนโดยมุ่งเน้นการจัดพอร์ตกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์ต่างประเทศผ่านเกราะป้องกันความตึงเครียดทางการค้าและกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันขาขึ้น ได้แก่ DR: SPENGY80 (กลุ่มพลังงาน) และ DR: ZIJIN80 (หุ้นเหมืองทองคำและทองแดง) สำหรับการลงทุนในหุ้นไทย แนะนำ 3 หุ้นเด่นประจำวัน ดังนี้

PTT (เก็งกำไร): หุ้น Laggard ขนาดใหญ่ที่ได้อานิสงส์โดยตรงจากการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบโลก และมีความน่าสนใจโดดเด่นในด้านการจ่ายเงินปันผลสูง (ทางเทคนิค: แนวรับ 38.50 บาท / แนวต้าน 41.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 37.25 บาท)

CENTEL (เก็งกำไร): คาดผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2569 เติบโตอย่างแข็งแกร่ง มีกำไรปกติ 176 ล้านบาท สูงกว่าที่ตลาดและฝ่ายวิจัยคาดการณ์ไว้ ขณะที่งวดไตรมาส 3 คาดกำไรขยายตัวต่อเนื่อง YoY และไตรมาส 4 จะเป็นจุดสูงสุดของปีจากการเข้าสู่ช่วง High Season ของการท่องเที่ยว (ทางเทคนิค: แนวรับ 38.50 บาท / แนวต้าน 41.00 บาท / จุดตัดขาดทุน 37.25 บาท)

PRM (เก็งกำไร): ได้รับ Sentiment เชิงบวกโดยตรงจากวิกฤตความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งส่งผลหนุนให้ความต้องการและอัตราค่าบริการขนส่งน้ำมันทางเรือรวมถึงการจัดเก็บน้ำมันสำเร็จรูป (FSU) ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น (ทางเทคนิค: แนวรับ 9.90 บาท / แนวต้าน 10.60 บาท / จุดตัดขาดทุน 9.60 บาท)

เพิ่มเพื่อน

Update: 2026-08-11
Tags: