"สมาคมแบงก์" เตือนจงใจเบี้ยวหนี้ เสี่ยงถูกตัดออกจากระบบการเงิน

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานร่วมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) กล่าวถึงกรณีกระแสการแห่ขอสินเชื่อออนไลน์ผ่านธนาคาร คลิกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ CLICX และต่อเนื่องไปสู่กระแสดราม่าการ “เบี้ยวหนี้” ว่า ประเด็นดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากความคึกคะนองและการโพสต์อวดกันในโลกออนไลน์ หลังจากภาคธนาคารพยายามยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อด้วยการนำข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) มาใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่อ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้ประกอบการที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินสามารถเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้น
นายผยง กล่าวว่า พฤติกรรมการจงใจไม่ชำระหนี้ถือเป็นการเอาเปรียบทรัพยากรสาธารณะ เนื่องจากเงินที่นำมาปล่อยสินเชื่อส่วนหนึ่งมาจากเงินฝากของประชาชน และยังเป็นการเอาเปรียบระบบเศรษฐกิจโดยรวม อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลเชิงลึกพบว่ากลุ่มที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจนไม่สามารถชำระหนี้ได้จริงมีประมาณ 1-2% ขณะที่กระแสในสังคมออนไลน์อาจมีทั้งผู้ที่คึกคะนองและกลุ่มที่มีเจตนาไม่ดี รวมถึงอาจมีผู้ไม่หวังดีหรือกลุ่มสแกมเมอร์เข้ามาผลักดันกระแสเพื่อสร้างความปั่นป่วน ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนและสื่อมวลชนพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบและตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนกเกินจริง
สำหรับการรับมือ ภาคธนาคารมีระบบตรวจสอบข้อมูลและ Digital Footprint รวมถึงการใช้ AI และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อแยกแยะลูกหนี้ที่มีปัญหาออกจากกลุ่มที่จงใจเอาเปรียบระบบ โดยให้ความสำคัญกับการแยกระหว่าง “Ability to Pay” หรือผู้ที่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่ไม่เต็มใจจ่าย กับกลุ่ม “No Ability to Pay but Willing to Pay” ซึ่งไม่มีความสามารถในการชำระหนี้แต่ยังมีความตั้งใจที่จะจ่าย โดยกลุ่มหลังเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและระบบพร้อมให้ความช่วยเหลือ ขณะที่ผู้ที่มีความสามารถแต่จงใจไม่ชำระหนี้ต้องรับผลตามกฎเกณฑ์ของระบบ ทั้งนี้ ภาคธนาคารยังยึดมาตรฐาน Market Conduct และ Responsible Lending เพื่อให้การบริหารจัดการหนี้เป็นไปอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
นายผยง กล่าวต่อว่า ผลกระทบสำคัญสำหรับผู้ที่จงใจเบี้ยวหนี้คือการสูญเสียโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในอนาคต เพราะเมื่อระบบสามารถตรวจสอบและแยกแยะพฤติกรรมได้ บุคคลกลุ่มนี้จะถูกตัดออกจากระบบการเงินโดยอัตโนมัติ ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อตัวผู้กู้เองแล้ว ยังเป็นการทำลายโอกาสของประชาชนที่ต้องการเงินทุนและมีความตั้งใจชำระหนี้อย่างแท้จริง ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะทรัพยากรทางการเงินเป็นทรัพยากรสาธารณะที่ต้องบริหารจัดสรรอย่างมีความรับผิดชอบ
ขณะเดียวกัน การพัฒนา Virtual Bank มีเป้าหมายสำคัญในการขยายโอกาสให้กลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Underserved) โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยและพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ในเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของระบบเศรษฐกิจไทย ดังนั้น การนำข้อมูลทางเลือกและนวัตกรรมด้านข้อมูลมาใช้จะเป็นหัวใจสำคัญในการประเมินความสามารถและพฤติกรรมของผู้กู้ได้แม่นยำขึ้น เพื่อให้ผู้ที่มีศักยภาพสามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้อย่างเป็นธรรม พร้อมย้ำว่าในยุค Digital Economy “ข้อมูล” เปรียบเสมือน New Oil และเป็นพื้นฐานสำคัญของการก้าวไปสู่ Smart Economy, Smart Citizen และ Smart Government โดยภาคธนาคารมีระบบตรวจจับและคัดกรองพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการส่งเสริม Financial Literacy เพื่อป้องกันประชาชนตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพ
นายผยง กล่าวว่า สำหรับปัญหาหนี้ครัวเรือน การแก้ไขอย่างยั่งยืนต้องมุ่งแก้ที่ต้นเหตุคือการสร้างรายได้ให้ประชาชนสามารถดูแลตัวเองได้ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบางและฟื้นตัวแบบ K-shaped ขณะที่โครงสร้างการผลิตเพื่อส่งออกยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบในสัดส่วนสูง ทำให้รายได้ส่งผ่านไปยังภาคครัวเรือนได้น้อย จึงควรสนับสนุนกิจกรรม “Made in Thailand” และเพิ่มการใช้ทรัพยากรและองค์ความรู้ภายในประเทศเพื่อสร้างรายได้ ทั้งนี้ ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างจากความแตกต่างของกฎเกณฑ์กำกับดูแลระหว่างธนาคารพาณิชย์กับสหกรณ์ ซึ่งภาครัฐอยู่ระหว่างเร่งแก้ไข โดยมีเป้าหมายสำคัญในการนำหนี้นอกระบบเข้าสู่ระบบ เพื่อให้ประชาชนได้รับต้นทุนทางการเงินที่เหมาะสมและได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม
Back to top button