classicliterature.it.com

หอการค้าไขปม ‘ขาดดุลการค้า’ ชี้ไม่ใช่สัญญาณอันตราย แต่คือจุดเปลี่ยนเศรษฐกิจไทย

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์

หอการค้าไทยมองตัวเลขขาดดุลการค้าในช่วงครึ่งปีแรก 2569 ไม่ใช่ภาพสะท้อนเศรษฐกิจอ่อนแอ แต่เป็นผลจากการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจและการลงทุน หลังการนำเข้าส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบ เครื่องจักร และสินค้าทุน รองรับการผลิตในอนาคต พร้อมแนะรัฐบาลเร่งเจรจา FTA และ ART ควบคู่ดึงการลงทุนคุณภาพสูง เพื่อยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางห่วงโซ่มูลค่าระดับภูมิภาค

ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การส่งออกไทยเดือนมิถุนายน 2569 ขยายตัว 20.8% และเติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 ขณะที่การส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 ขยายตัว 17.6% สะท้อนว่าภาคการส่งออกของไทยยังมีศักยภาพและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของประเทศมหาอำนาจ

แม้การนำเข้าจะขยายตัวสูงกว่าการส่งออกจนทำให้ไทยขาดดุลการค้าในช่วงครึ่งปีแรก แต่การประเมินสถานการณ์ไม่ควรพิจารณาเฉพาะตัวเลขขาดดุลเพียงอย่างเดียว เพราะต้องวิเคราะห์คุณภาพของการค้าและโครงสร้างการนำเข้า-ส่งออกควบคู่กัน ซึ่งจะสะท้อนทิศทางเศรษฐกิจที่แท้จริงมากกว่า

“ตัวเลขขาดดุลการค้าอาจเป็นภาพที่ต้องติดตามในระยะสั้น แต่สิ่งที่ตัวเลขกำลังสะท้อนในระยะยาว คือการเปลี่ยนผ่านของโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ทั้งในด้านตลาดส่งออก โครงสร้างสินค้า และการลงทุน” ดร.พจน์กล่าว

ดร.พจน์กล่าวว่า ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า การนำเข้าของไทยกว่า 72% เป็นสินค้าวัตถุดิบ กึ่งสำเร็จรูป และสินค้าทุน เช่น วัตถุดิบ ชิ้นส่วน เครื่องจักร และอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตและการลงทุน ขณะที่สินค้าอุปโภคบริโภคมีสัดส่วนเพียงประมาณ 9% ของการนำเข้าทั้งหมด สะท้อนว่าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมีความเชื่อมโยงกับการลงทุน การเพิ่มกำลังการผลิต และการเตรียมวัตถุดิบเพื่อรองรับการส่งออกในอนาคต มากกว่าการนำเข้าเพื่อการบริโภค

นอกจากนี้ การส่งออกของไทยยังขยายตัวกระจายไปหลายตลาด ทั้งสหรัฐอเมริกา อาเซียน ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป รวมถึงตลาดรองอย่างออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา และเอเชียใต้ สะท้อนความสามารถของผู้ประกอบการไทยในการกระจายความเสี่ยง ขณะที่โครงสร้างการส่งออกได้รับแรงหนุนจากสินค้าอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เช่น คอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนสินค้าเกษตรหลายรายการยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะตลาดโลก

ดร.พจน์กล่าวว่า ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจาก Global Value Chain ไปสู่ Regional Value Chain ประเทศไทยจึงไม่ได้แข่งขันเฉพาะด้านการส่งออก แต่กำลังแข่งขันเพื่อเป็นฐานการผลิต การลงทุน และศูนย์กลางของห่วงโซ่มูลค่าในภูมิภาค

พร้อมกันนี้ ภาครัฐควรเร่งสร้างแต้มต่อผ่านการเชื่อมโยงนโยบายการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรม โดยเดินหน้าเจรจาความตกลงการค้าต่างตอบแทน (ART) กับสหรัฐฯ และเร่งสรุปความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะไทย-สหภาพยุโรป (EU) และไทย-สหราชอาณาจักร (UK) เพื่อเปิดตลาดใหม่ ลดอุปสรรคทางการค้า และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงตลาดที่มีกำลังซื้อสูง

นอกจากนี้ ควรเดินหน้าดึงดูดการลงทุนคุณภาพสูงผ่านมาตรการส่งเสริมการลงทุนของ BOI สนับสนุนผู้ประกอบการไทยขยายการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะอาเซียน เพื่อสร้างเครือข่ายการผลิตและยกระดับบทบาทของประเทศไทยใน Regional Value Chain รวมถึงรักษาความน่าเชื่อถือของประเทศในระบบการค้าโลก ด้วยการกำกับดูแลเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าและการใช้สิทธิทางการค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล พร้อมอำนวยความสะดวกทางการค้าและลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น

“ประเทศไทยต้องมองการค้าและการลงทุนเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะการส่งออกที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากการมีฐานการผลิตที่เข้มแข็ง การลงทุนที่มีคุณภาพ การเปิดตลาดใหม่ผ่าน FTA และการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าของภูมิภาค หากเราสามารถใช้จังหวะของการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่ ก็จะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว” ดร.พจน์กล่าว.

Update: 2026-07-31
Tags: