PHAT เคาะราคาIPOหุ้นละ2บาท คาดเข้าเทรด mai ส.ค.นี้มั่นใจนักลงทุนตอบรับคึก
<ol>
PHAT เคาะราคาIPOหุ้นละ2บาท คาดเข้าเทรด mai ส.ค.นี้มั่นใจนักลงทุนตอบรับคึก
เผยแพร่: 31 ก.ค. 2569 13:44 ปรับปรุง: 31 ก.ค. 2569 13:44 โดย: ผู้จัดการออนไลน์
”กลุ่มภัทร“เคาะราคาไอพีโอ หุ้นละ 2 บาท เสนอขาย 118.86 ล้านหุ้น เปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569 เตรียมเข้าเทรดตลาด mai ภายในเดือนเดียวกัน ลุยระดมทุนต่อยอดธุรกิจ ก่อสร้างโรงงานสกัดน้ำมันจากเมล็ดในปาล์มและโครงการผลิตก๊าซชีวภาพ สร้างมูลค่าเพิ่มจากผลิตภัณฑ์ ดันอัตรากำไรพุ่ง ขณะที่ผู้ถือหุ้นเดิมพร้อมใจ Lock Up ตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อศักยภาพธุรกิจระยะยาว
นางสาวนันทรัตน์ แสงสุวรรณนุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะแกนนำผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วมของ บริษัท กลุ่มภัทร จำกัด (มหาชน) หรือ PHAT กล่าวว่า PHAT พร้อมเสนอขายหุ้นสามัญครั้งแรกต่อประชาชน (IPO) 118.86 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.21 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญในครั้งนี้ ที่ราคา 2 บาทต่อหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท โดยจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อระหว่างวันที่ 4-6 สิงหาคม 2569 และคาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai)
สำหรับราคาหุ้นสามัญที่เสนอขายหุ้นละ 2 บาท ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐาน สอดคล้องกับสภาวะของตลาดในปัจจุบัน และอัตราการเติบโตของบริษัทในอนาคต โดยราคาเสนอขาย คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ประมาณ 5.91 เท่า
ทั้งนี้ PHAT ได้ลงนามแต่งตั้งบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายร่วม พร้อมแต่งตั้งผู้จัดจำหน่าย อีก 2 แห่ง ได้แก่ บริษัทหลักทรัพย์ บียอนด์ จำกัด (มหาชน) และ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย)
นายสมนึก จันทวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PHAT กล่าวว่านับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับและการเติบโตของบริษัท คาดว่าจะระดมทุนได้ประมาณ 230 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้เป็นเงินทุนรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว แม้ภาวะตลาดทุนและการเสนอขายหุ้น IPO ในช่วงที่ผ่านมาอยู่ในภาวะผันผวน แต่บริษัทยังคงได้รับความเชื่อมั่นจากผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง
อีกทั้งผู้ถือหุ้นเดิมสมัครใจ Lock-up หุ้นทั้งหมด 100% แม้ไม่ใช่ข้อกำหนดตามเกณฑ์ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเติบโตไปพร้อมกับผู้ถือหุ้นรายใหม่ และสะท้อนความมั่นใจต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจในระยะยาว
สำหรับเงินที่ได้จากการระดมทุน แบ่งเป็น 150 ล้านบาทจะใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพื่อรองรับการขยายธุรกิจ และเงินส่วนที่เหลือจะลงทุนในโครงการสำคัญ อย่าง โครงการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) และโครงการโรงสกัดน้ำมันเมล็ดในปาล์ม หรือ CPKO ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่บริษัทคาดหวังว่าจะกลายเป็น “New Engine” ในการสร้างรายได้ตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
เพราะธุรกิจ CPKO เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบเดิม โดยผลิตภัณฑ์มีราคาสูงกว่าเมล็ดในปาล์มทั่วไป ขณะที่ต้นทุนคงที่จึงส่งผลให้อัตรากำไรมีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น
ขณะที่กำลังการผลิตนั้น บริษัทได้ขยายกำลังการผลิตจากเดิม 60 ตันต่อชั่วโมง เป็น 90 ตันต่อชั่วโมง หรือเพิ่มขึ้นถึง 50% ทำให้สามารถรองรับผลปาล์มสดได้สูงถึง 2,100 ตันต่อวัน รองรับทั้งความต้องการของตลาดภายในประเทศและการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้ารายได้ปีนี้เติบโต 35-45%
สำหรับตลาดต่างประเทศ PHAT ให้ความสำคัญกับตลาดอินเดียเป็นหลัก เนื่องจากไทยมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุน ทั้งอัตราภาษีส่งออกที่ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย รวมถึงระยะทางขนส่งจากภาคใต้ของไทยไปยังอินเดียที่สั้นกว่า ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้ารายใหญ่ในประเทศจีน เพื่อขยายตลาดเพิ่มเติมในอนาคต
ทั้งนี้ ผลจากการเร่งขยายตลาดส่งออก ส่งผลให้ในไตรมาสแรกของปี 2569 บริษัทมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกสูงถึง 75% ของยอดขายทั้งหมด และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลประกอบการพลิกกลับมามีกำไรจากเดิมที่เคยขาดทุน
“ ธุรกิจปาล์มน้ำมันเป็นธุรกิจที่มีความมั่นคง เนื่องจากเป็นพืชเศรษฐกิจที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อเนื่องทุกประมาณ 15 วัน จึงมีลักษณะคล้ายธุรกิจที่สร้างกระแสเงินสดประจำ (Recurring Income) และได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจน้อยกว่าหลายอุตสาหกรรม จึงจัดอยู่ในกลุ่มหุ้น Defensive ที่เหมาะกับการลงทุนระยะยาว
“ บริษัทเชื่อว่าการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่ธุรกิจกำลังก้าวเข้าสู่การเติบโตรอบใหม่ หรือ S-Curve จากการเพิ่มกำลังการผลิต การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม และการขยายตลาดส่งออก ซึ่งแตกต่างจากการเข้าระดมทุนในช่วงที่ธุรกิจเติบโตเต็มศักยภาพแล้ว”
นายพีรณัฐ สวัสดิจันทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงินPHAT เปิดเผยว่า ผลประกอบการย้อนหลัง 3 ปีที่ผ่านมาเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 1,620.05 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 5.69 ล้านบาท ปี 2567 มีรายได้รวม 1,627.99 ล้านบาท และพลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 44.67 ล้านบาท ส่วนปี 2568 มีรายได้รวม 2,377.51 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 109.09 ล้านบาท
ขณะไตรมาสแรกปีนี้ PHAT มีรายได้รวม 785.02 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 3.47 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้รวม 273.32 ล้านบาท และขาดทุนสุทธิ 47.06 ล้านบาท สะท้อนถึงการฟื้นตัวที่โดดเด่นและประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจุบัน บริษัทมีรายได้หลักจากน้ำมันปาล์มดิบ และเมล็ดในปาล์ม ร้อยละ 90 ส่วนที่เหลือเป็นรายได้จากผลิตภัณฑ์พลอยได้ โดยตั้งแต่ปี 2568 บริษัทได้ขยายตลาดไปยังอินเดีย ทำให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 75 ในไตรมาส 1/2569 จากเดิมร้อยละ 20 ในปี 2568 สะท้อนถึงความสามารถในการขยายฐานลูกค้าและเจาะตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาตลาดในประเทศเพียงแห่งเดียว