PDP 2026 จุดเปลี่ยนโครงสร้างพลังงาน
โดย นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ได้กล่าวในงานเสวนาหัวข้อ “ส่องแผนพลังงานไทย : สู่เป้าหมาย Net Zero” ในงานสัมมนา “NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” ที่มติชนจัดขึ้นว่า ล่าสุดการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP 2026) ได้ข้อสรุปและตกผลึกเรียบร้อยแล้ว หลังจากใช้เวลาพิจารณาร่วมกับคณะอนุกรรมการและผู้ทรงคุณวุฒิรวม 22 ครั้ง เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของรัฐบาล เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์ โดยเตรียมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและผู้เกี่ยวข้องในวันที่ 8 ก.ย.2569 นี้
นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า ระบบไฟฟ้าของประเทศไทยในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากอดีตอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ภาครัฐเป็นผู้จัดหาหลัก แต่แผน PDP 2026 จะมองภาพรอบด้านเพื่อรองรับความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะการเติบโตของ Prosumer และ EV ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้าเปลี่ยนบทบาทมาเป็นผู้ผลิตและใช้เอง (Prosumer) ผ่านการติดตั้งโซลาร์และแบตเตอรี่ ประกอบกับกระแสรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งในอนาคต EV จะสามารถจ่ายไฟกลับเข้าสู่ระบบได้ด้วย (V2G)
ทั้งนี้ แม้ดีมานด์การใช้ไฟฟ้าของประเทศจะไม่เติบโตสูงมาก แต่กำลังการผลิตไฟฟ้าตามแผน PDP 2026 จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากแผนเดิมราว 77,000 เมกะวัตต์ สู่ระดับประมาณ 200,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากต้องเผชิญข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศของพลังงานหมุนเวียน และมีสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างน้อย 65% ในขณะที่โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะทำหน้าที่เป็นโรงไฟฟ้าฐาน (Firm) และ Transition Fuel ในสัดส่วนประมาณ 11%
ขณะที่เทคโนโลยีแห่งอนาคต เช่น SMR (เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก) ตั้งเป้าไว้ที่ 9,000 เมกะวัตต์ในช่วงปลายแผน (เริ่มต้นทดลองที่ 300 เมกะวัตต์), ไฮโดรเจน (หลังปี 2040), CCS, ระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Energy Storage), Smart Grid รวมถึงระบบกระจายศูนย์อย่าง Virtual Power Plant (VPP) และ Demand Response (DR)
ด้าน นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า SMR สามารถเข้ามาเป็นทางเลือกสำคัญในการผลิตไฟฟ้าควบคู่กับความร้อนและไอน้ำ (Cogeneration) ซึ่งปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และบทเรียนราคาแพงจากวิกฤตสงคราม เมื่อ LNG นำเข้าสร้างความเสี่ยงใหญ่ แม้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะมีต้นทุนไม่สูงและเป็นทรัพยากรภายในประเทศ แต่ด้วยปริมาณที่จำกัดทำให้ไทยต้องหันมานำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
จากบทเรียนต่างๆ การบรรจุ SMR เข้าไปในแผน PDP 2026 ด้วยเป้าหมายรวม 9,000 เมกะวัตต์ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมรองรับความต้องการของนิคมอุตสาหกรรม โดยจำลองจากต้นแบบความสำเร็จในต่างประเทศ เช่น ประเทศจีนที่มีการก่อสร้าง SMR ริมทะเลเพื่อป้อนพลังงานให้พื้นที่อุตสาหกรรมแห่งใหม่ ซึ่งเฟสเริ่มต้นที่ 300 เมกะวัตต์ในช่วงแรก เพื่อทดลองระบบและเตรียมความพร้อมด้านกฎหมายโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ ก่อนจะทยอยเพิ่มกำลังผลิตในช่วง 5-10 ปีถัดไปตามความเหมาะสม
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของแผน PDP 2026 ไม่ได้วัดกันที่ตัวเลขกำลังการผลิตบนหน้ากระดาษ แต่วัดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการลงมือปฏิบัติจริง และเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในวันที่ 8 ก.ย.2569 นี้ จะเป็นหมุดหมายสำคัญที่เปิดให้คนไทยร่วมกันกำหนดอนาคตความมั่นคงทางพลังงานและความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว.
ณัฐวัฒน์ หาญกล้า