classicliterature.it.com

“สำนวนฮั้ว สว.229”รั่วกลางทาง “กกต.”หนีตาย“ลอยตัว”ลดแรงเสียดทาน

นาทีนี้คงไม่มีประเด็นการเมืองไหนจะสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงขั้วอำนาจในสภาสูงได้เท่ากับมหากาพย์ "คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา" อีกแล้ว จากการเลือก สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกตั้งคำถามเรื่องการจัดตั้งและบล็อกโหวต วันนี้คดีที่หลายฝ่ายคิดว่าจะถูกเตะถ่วงจนเงียบหาย กลับมาพูดถึงขึ้นมาใหม่อีกครั้ง และกำลังบีบให้องค์กรอิสระอย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องตกอยู่ในสภาพ "หลังชนฝา"

โดยสถานการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อมีรายงานข่าวสะพัดจากใน กกต.ระบุว่า คณะกรรมการ กกต.เตรียมเปิดห้องประชุมลับเพื่อขานมติชี้ชะตาผู้ถูกกล่าวหาในวันศุกร์ที่ 28 ส.ค.2569 เวลาบ่ายโมงตรง ทันทีที่ข่าวสะพัดออกไป บรรดา สว.ตัวตึงและแกนนำพรรคการเมืองใหญ่ต่างนั่งไม่ติดเก้าอี้ เพราะยอดเชือดในสำนวนนี้พุ่งสูงถึง 229 ราย แบ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาชุดปัจจุบัน 138 คน และกลุ่มนักการเมือง ผู้จัดตั้ง ตลอดจนผู้สนับสนุนอีก 91 คน ภายใต้กรอบ 7 ฐานความผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

แต่ยังไม่ทันข้ามวัน สำนักงาน กกต. ต้องรีบออกเอกสารข่าวสยบกระแสข่าวลือเมื่อวันที่ 25 ส.ค. โดยปฏิเสธว่าข่าวนัดลงมติในวันที่ 28 สิงหาคมนั้น "ไม่เป็นความจริง" พร้อมให้เหตุผลว่า ส.ค.คดีมีความหนาและเอกสารพยานหลักฐานมหาศาล กรรมการแต่ละท่านจึงต้องนำข้อเท็จจริงไปตรวจพิจารณาอย่างละเอียดเป็นรายบุคคล เพื่อทำความเห็นส่วนตนก่อนจะนัดประชุมลงมติ ทว่าสิ่งที่น่าสังเกต คือข้อความทิ้งท้ายที่ระบุว่า การพิจารณาจะเป็นไปอย่างโปร่งใส และ "เพื่อคุ้มครองเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างสูงสุด"

ถ้อยคำนี้ไม่ใช่ภาษาธุรการที่ กกต.จะหยิบมาใช้พร่ำเพรื่อ หากมองทะลุตัวอักษร นี่คือการส่งสัญญาณว่า กกต.ใช้คำนี้เพื่อเป็น "เกราะคุ้มกันความชอบธรรม" ในการเตรียมส่งเรื่องต่อไปยัง ศาลฎีกา เพื่อลดแรงเสียดทานจากสังคม และเป็นเกราะป้องกันตัวเองล่วงหน้าหากต้องเผชิญกับข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

นอกจากนี้เบื้องหลังที่ทำให้สำนวนนี้กลายเป็นเผือกร้อนลวกมือ มาจากความขัดแย้งอย่างรุนแรงภายในชั้นการไต่สวน ที่สำนักงาน กกต.ตั้ง "คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26" โดยดึงเจ้าหน้าที่มืออาชีพจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มาร่วมเป็นพนักงานไต่สวน รวบรวมหลักฐานหนากว่าหมื่นหน้า ชี้มูลความผิดชัดเจนเรื่องการจองห้องพักโรงแรมใหญ่เพื่อติวเข้มแจกโพย ข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์เชื่อมโยงถึงแกนนำการเมือง และเส้นทางการเงินค่าจ้างลงสมัคร คณะชุดที่ 26 จึงชงเรื่องให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนแบบยกเข่ง

แต่เรื่องกลับตาลปัตร เมื่อสำนวนถูกส่งต่อไปยัง "คณะอนุกรรมการวินิจฉัยสิทธิชุดที่ 36" ซึ่งทำหน้าที่กลั่นกรองก่อนเข้าสู่บอร์ดใหญ่ กลับมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง ให้ "ยกคำร้องและยุติเรื่องทั้งหมด" โดยอ้างว่าพยานหลักฐานยังไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

มติที่สวนทางกันนี้เองอาจกลายเป็นชนวนเหตุให้เอกสารลับและบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาของ ชุดที่ 26 หลุดรอดออกไปสู่มือบุคคลภายนอก จนกระทั่ง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ (iLaw) เปิดเวทีแถลงข่าวแฉชุดข้อมูลพยานหลักฐานในสำนวนบางส่วน พร้อมขู่ย้ำอีกว่า หาก กกต.ไม่สั่งฟ้องจะเปิดข้อมูลทั้งหมดให้ประชาชนรู้ ยกฟ้องใครก็เปิดข้อมูลคนนั้น

การออกมาเปิดหน้าชำแหละของ iLaw คือการเอาเชือก ไปล็อกคอ กกต. กลางที่แจ้ง ซึ่งเรื่องนี้ลามไปถึงกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ต้องรีบออกมาชี้แจงว่า เอกสารที่หลุดเป็นการสอบสวนในสมัยรัฐมนตรีก่อนหน้า ตนเองไม่ได้เข้าไปแทรกแซง และได้กำชับให้ดีเอสไอ ดำเนินการตามกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

ทั้งนี้มีรายงานว่า เอกสารที่นำมากล่าวอ้างนั้น เป็นเอกสารที่นายยิ่งชีพโชว์บนเวทีงานเสวนา เมื่อวันที่ 23 ส.ค.2569 ที่โรงแรมมารวยการ์เด้น โดยเอกสารระบุว่า เป็นเอกสารคดีพิเศษที่ 24/2568 ของกองคดีการฟอกเงินทางอาญา กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม วันที่ 8 ธ.ค.2568 เมื่อไล่ลำดับช่วงเวลาแล้ว พบว่า พ.ต.อ.ทวี พ้นจากตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม ไปตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2568 แต่วันที่ในเอกสารคือวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นภายหลังจากที่ พ.ต.อ.ทวี พ้นจากตำแหน่งแล้ว และขณะนั้น มี พล.ต.ท.รุทธพล เป็น รมว.ยุติธรรมแล้ว

ด้านดีเอสไอโดย พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ โฆษกดีเอสไอ แถลงยอมรับว่า เอกสารที่เผยแพร่นั้นเป็น "เนื้อหาในสำนวนจริง" จึงได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อเอาผิดกลุ่มบุคคลที่นำเอกสารลับออกมาเผยแพร่ พร้อมตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงภายใน มุ่งเป้าไปที่เจ้าหน้าที่สังกัดกองคดีการฟอกเงินทางอาญา เพื่อควานหาตัวคนปล่อยข้อมูล แต่ยืนยันว่าคดีอาญาฐานอั้งยี่และฟอกเงินยังคงเดินหน้าสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการ และกำลังรอคัดสำเนามติจาก กกต.ไปประกอบสำนวนส่งฟ้อง

ชั่วโมงนี้ กกต.ไม่สามารถหลีกหนี แรงบีบจากสังคม และพยานหลักฐานที่กระจายว่อนเน็ต หาก กกต.เลือกเดินตามชุดที่ 36 สั่งยุติเรื่อง เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมืองและเสี่ยงคุก ม.157

ทางออกที่ปลอดภัยที่สุดของ 7 เสือ กกต. คือการ "ลอยตัว" ด้วยการส่งเรื่องไปให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเป็นผู้ชี้ขาดแทน

ทั้งนี้ คาดว่า กกต.จะสามารถทยอยลงมติรายบุคคล ยกร่างคำวินิจฉัย และเคาะมติชี้ชะตาอย่างเป็นทางการได้ภายใน เดือน ก.ย.2569 นี้ อยู่ที่ว่าจะใจถึงส่งฟ้องยกแผง 229 คน หรือจะเลือกสูตรตัดตอน เชือดเฉพาะกลุ่มหัวขบวนและพวก 0 คะแนนที่มีเส้นเงินมัดแน่นราว 30-60 ราย เพื่อลดแรงกระแทกไม่ให้สภาสูงล้มครืน

ทันทีที่ กกต.ยื่นคำร้องเข้าสู่ศาลฎีกา หากศาลมีคำสั่งรับคำร้องและสั่งให้ สว.ผู้ถูกกล่าวหาต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว วุฒิสภาจะตกอยู่ในภาวะสุญญากาศทางการเมืองทันที และแรงเหวี่ยงนี้จะวิ่งตรงไปเขย่าเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างที่ไม่อาจหลักเลี่ยงได้.

Update: 2026-08-26
Tags: