classicliterature.it.com

ดร.พิพัฒน์ชี้ ตัวเลขเศรษฐกิจไทย ‘ชี้คนละทาง’ อุตสาหกรรมใหม่โตเร็วแต่ยังเล็ก แนะปรับ MPI ให้ทันโครงสร้างใหม่

วันนี้ (22 สิงหาคม) ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์ความย้อนแย้งของตัวเลขเศรษฐกิจไทย โดยระบุว่า ในปัจจุบันไม่มีตัวเลขใดเพียงตัวเดียวที่สามารถบอกภาพรวมทั้งหมดของเศรษฐกิจได้ เพราะดัชนีแต่ละตัวกำลังจับภาพคนละมุม ท่ามกลางโครงสร้างเศรษฐกิจไทยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ดร.พิพัฒน์ยกตัวอย่างว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนกรกฎาคมเพิ่มขึ้นแตะระดับ 54.2 สูงสุดในรอบ 7 เดือน สะท้อนกิจกรรมภาคการผลิตที่ขยายตัวแข็งแกร่ง ขณะที่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมิถุนายนกลับลดลง 3.10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 ขยายตัวเพียง 1.9% ชะลอลงจาก 2.8% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามข้อมูลของ S&P Global, สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ความแตกต่างดังกล่าวเกิดจากดัชนีแต่ละตัวตอบคำถามไม่เหมือนกัน โดย PMI สะท้อน ‘ทิศทาง’ ว่ากิจกรรมของผู้ประกอบการดีขึ้นหรือแย่ลงจากเดือนก่อน ขณะที่ MPI วัดปริมาณการผลิตจริง และ GDP วัดมูลค่าเพิ่มของกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งระบบ

ดังนั้น แม้โรงงานจำนวนมากจะเริ่มฟื้นตัวจากฐานต่ำจนทำให้ PMI ปรับสูงขึ้น แต่หากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังลดกำลังการผลิต น้ำหนักของอุตสาหกรรมเหล่านั้นก็สามารถฉุดให้ MPI โดยรวมยังติดลบได้

อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์มองว่า ข่าวดีคือประเทศไทยเริ่มเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมใหม่ระดับโลก โดยเฉพาะกลุ่มที่เติบโตตามกระแสการลงทุนด้าน AI ได้แก่ ฮาร์ดดิสก์และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ชิ้นส่วนโฟโตนิกส์และอุปกรณ์เครือข่าย ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและดาต้าเซ็นเตอร์

ปัญหาคืออุตสาหกรรมกลุ่ม ‘ผู้ชนะ’ แม้เติบโตเร็ว แต่ยังมีขนาดเล็ก ขณะที่อุตสาหกรรมกลุ่ม ‘ผู้แพ้’ ซึ่งกำลังหดตัวกลับยังมีขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมรถยนต์ที่หดตัวต่อเนื่อง ปิโตรเคมีที่เผชิญกำลังการผลิตส่วนเกินจากจีน และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่แข่งขันกับสินค้านำเข้าได้ยาก จึงยังคงกดทับภาพรวมเศรษฐกิจไทย

ดร.พิพัฒน์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ดัชนีเศรษฐกิจแบบเดิมอาจเริ่มตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไปไม่ทัน โดยเฉพาะการวัดผลผลิตเป็น ‘จำนวนหน่วย’ เช่น ฮาร์ดดิสก์ 1 ลูกในปัจจุบันสามารถเก็บข้อมูลได้มากกว่าในอดีตมหาศาล หากวัดเฉพาะจำนวนชิ้น อุตสาหกรรมนี้อาจดูเหมือนไม่เติบโต ทั้งที่ศักยภาพของผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ขณะเดียวกัน ‘ไส้ใน’ ของมูลค่าเพิ่มก็เปลี่ยนไป เช่น การผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) แม้จำนวนรถที่ผลิตได้จะเพิ่มขึ้น แต่มีสัดส่วนชิ้นส่วนนำเข้าสูงกว่ารถกระบะแบบเดิม ซึ่งมีห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศลึกกว่า ส่งผลให้มูลค่าเพิ่มที่ตกอยู่กับเศรษฐกิจและแรงงานไทยอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนรถที่ผลิต

สถานการณ์เดียวกันยังเกิดขึ้นกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งต้องนำเข้าเซิร์ฟเวอร์และอุปกรณ์จำนวนมากจากต่างประเทศ จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ทำให้ไตรมาส 2 แม้การส่งออกและการลงทุนขยายตัวแรง แต่ GDP กลับเติบโตในระดับต่ำ เพราะกิจกรรมใหม่เหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าสูง และยังสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้ไม่เต็มที่

ดร.พิพัฒน์สรุปว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งเป็นทิศทางที่จำเป็นต้องเดินหน้า แต่โจทย์สำคัญคือการเพิ่มมูลค่าที่ตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย พร้อมยอมให้ทรัพยากรทั้งแรงงาน เงินทุน และที่ดิน เคลื่อนย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่แข่งขันไม่ได้ ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ที่มีโอกาสมากกว่า เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเดินหน้าได้อย่างถูกทิศทาง

Update: 2026-08-22
Tags: