classicliterature.it.com

'สกลธี' ลุยปมพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ พบ รพ.เข้าข่ายพุ่งกว่า 20 แห่ง จ่อสาวเส้นเงิน

“สกลธี” เผยตรวจปมพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ จากเดือนก่อนพบโรงพยาบาลเอกชนเกี่ยวข้องราว 8 แห่ง ล่าสุดเพิ่มเป็นกว่า 20 แห่ง กทม.พบผู้มีแนวโน้มเป็น “พ่อทิพย์” กว่า 500 คน รอข้อมูลหน่วยงานยืนยัน ก่อนเรียกชี้แจงและส่งต่อ กมธ.ที่มีอำนาจตรวจเส้นเงิน พร้อมจับตา “หมอพร้อมทิพย์” หลังมีผู้ร้อง 200-300 ราย ชี้มีแนวโน้มไม่ใช่แค่คีย์ข้อมูลผิด

22 สิงหาคม 2569 - ที่รัฐสภา นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณี “พ่อทิพย์-แม่ทิพย์” สวมรอยรับรองบุตรผ่านโรงพยาบาลว่า ขณะนี้ข้อจำกัดของ กมธ. คือการรอเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากมีความกังวลเรื่องการเปิดเผยข้อมูล

นายสกลธี กล่าวว่า ได้ขอให้เปิดเผยรายชื่อโรงพยาบาลที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย และส่งข้อมูลมายัง กมธ. เพื่อเรียกโรงพยาบาลเหล่านั้นเข้ามาชี้แจง ขณะที่ในส่วนของกรุงเทพมหานคร กมธ. ได้ขอรายชื่อผู้ที่มีแนวโน้มเป็น “พ่อทิพย์” ซึ่งพบว่ามีประมาณ 500 กว่าคน แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างรอเอกสาร

จุดประสงค์ของ กมธ. คือต้องการหาผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้ เพราะไม่ใช่เพียงการจับ ปรับ แล้วจบและเงียบกันไป เนื่องจากการกระทำในลักษณะดังกล่าวมักทำกันเป็นขบวนการ จึงต้องการตรวจสอบให้ถึงที่สุด หากได้รับข้อมูลมาแล้ว จะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง และอาจส่งต่อไปยัง กมธ. อื่นที่มีอำนาจ เช่น กมธ.ที่เกี่ยวข้องกับ ปปง. เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินของขบวนการเหล่านี้ โดยมองว่าเป็นการขุดรากถอนโคนเงินเทาที่เข้ามาในทุกวงการ รวมถึงวงการสาธารณสุข

เมื่อถามถึงกรณีหน่วยงานไม่ให้ความร่วมมือ นายสกลธี กล่าวว่า กมธ. มีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คำสั่งเรียก แต่ไม่อยากให้ไปถึงจุดนั้น เพราะสิ่งที่ กมธ. ขอไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นความต้องการแก้ไขปัญหา โดยข้อมูลที่อยู่ในมือตนก็มี เพียงแต่ต้องการคำยืนยันอย่างชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

“ถ้าขอกันแบบปกติไม่ได้ คงต้องใช้ พ.ร.บ.อำนาจเรียก หรือเชิญหน่วยงานนั้นมาทุกสัปดาห์”

นายสกลธี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา พบโรงพยาบาลเอกชนประมาณ 8 แห่งที่เกี่ยวข้อง แต่ขณะนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20 แห่งแล้ว ขณะที่สัปดาห์หน้าซึ่งจะมีการประชุมสภาฯ ยังมีประเด็น “แอปพลิเคชันหมอพร้อมทิพย์” เข้ามาเพิ่มเติม

นายสกลธี ยืนยันว่า จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องพ่อทิพย์-แม่ทิพย์ให้ถึงที่สุด เพราะเห็นว่าทุนเทาเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการ แม้กระทั่งระบบสาธารณสุข และส่งผลกระทบต่องบประมาณของประชาชน

สำหรับกรณีแอปพลิเคชันหมอพร้อม นายสกลธี กล่าวว่า ได้รับฟังคำชี้แจงจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว แต่เห็นว่ายังไม่เพียงพอ เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนเข้ามาประมาณ 200-300 ราย จึงมีแนวโน้มว่าอาจไม่ใช่เพียงการคีย์ข้อมูลผิด ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่นั้น จะเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงอีกครั้ง

เรื่องดังกล่าวกระทบต่อความเชื่อมั่น โดยก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือเชิญปลัดกระทรวงสาธารณสุขมาชี้แจง ซึ่งจะส่งใครมาแทนตนไม่ติดใจ แต่ต้องเป็นบุคคลที่รู้เรื่องและสามารถให้ข้อมูลได้ พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับการทุจริต ไม่ใช่การคีย์ข้อมูลผิดทั้งหมด

เมื่อถามว่ามองว่าเป็นการทุจริตมากกว่าใช่หรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า มีบางคนพูดว่า หากตรวจสอบกันจริง ๆ แทบไม่มีโรงพยาบาลใดในประเทศไทยที่ทำถูกทั้งหมด แต่ไม่ว่าจะเกิดจากเหตุผลใด ตนเห็นว่าควรมีการ “สังคายนา” ระบบ หากปัญหาเกิดจากตัวชี้วัด หรือ KPI ของกระทรวงสาธารณสุข ก็จำเป็นต้องปรับแก้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก ไม่ใช่รีบสรุปว่าเป็นเพียงการคีย์ข้อมูลทิพย์แล้วจบเรื่อง

นายสกลธี ยังกล่าวถึงกรณีการลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศว่า กมธ. จะทำหนังสือไปยังกรมศุลกากรอีกครั้ง เพื่อขอข้อมูลว่ามีการลักลอบนำออกหรือจับกุมได้จำนวนเท่าใด เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้รายชื่อบุคคลที่นำตู้คอนเทนเนอร์ออกไปเป็นจำนวนมาก

จากข้อมูลที่ได้หารือกัน ส่วนใหญ่พบว่าเป็นชาวต่างชาติ แต่เชื่อว่าไม่น่าจะสามารถดำเนินการเพียงลำพังได้ เพราะเกิดขึ้นในประเทศไทย จึงอาจมีคนไทยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอรายชื่อเพื่อนำไปเชื่อมโยงและตรวจสอบเส้นทางการเงินต่อไป

นอกจากนี้ กมธ.การสาธารณสุขยังได้ตั้งคณะอนุกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมกัญชา โดยนำเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องแรก พร้อมนำกฎหมายในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลมาพิจารณาเพื่อปรับเพิ่มเติม คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในอีก 2 สัปดาห์ ก่อนรวบรวมเป็นร่างของ กมธ. และนำเสนอให้แต่ละพรรคการเมืองนำไปประกบกับร่างของรัฐบาล

ส่วนข้อกังวลว่าปัจจุบันการใช้กัญชาอาจไม่ได้เป็นไปเพื่อการแพทย์แล้ว นายสกลธี กล่าวว่า การปรับกฎหมายครั้งนี้จะทำให้เป็นการใช้เพื่อทางการแพทย์อย่างแท้จริง และเพิ่มความเข้มงวดในการครอบครอง โดยรับฟังความคิดเห็นอย่างหลากหลาย เพราะแม้จะมีกฎหมายที่ชัดเจนก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ทั้งหมด

กมธ. เห็นว่ากัญชาควรถูกใช้เพื่อทางการแพทย์เท่านั้น และกำลังพิจารณาข้อกำหนดต่าง ๆ เพื่อทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางในการส่งออกกัญชาน้อยลง

นายสกลธี กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันเยาวชนสามารถเข้าถึงกัญชาได้เป็นจำนวนมาก และมีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า หากเยาวชนได้รับกัญชาอาจส่งผลกระทบต่อสมองและพัฒนาการ รวมทั้งอาจทำให้เข้าถึงยาเสพติดชนิดอื่นได้ง่ายขึ้น จึงจำเป็นต้องเพิ่มมาตรการควบคุมให้เข้มงวดมากขึ้น.

Update: 2026-08-22
Tags: