‘วีระยุทธ’ ชำแหละงบส่งเสริมลงทุน ชี้ ทุ่มอุดหนุนต่างชาติ-พัฒนาแรงงานไทยน้อย KPI ไม่ชัด - The Reporters
‘วีระยุทธ’ ชำแหละงบส่งเสริมลงทุน ชี้ ทุ่มอุดหนุนต่างชาติ-พัฒนาแรงงานไทยน้อย KPI ไม่ชัด หวั่นไทยไปไม่ถึงประเทศรายได้สูงใน 12 ปี
วันนี้ (7 ก.ย. 69) ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเป็นพิเศษ วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ในมาตรา 7 งบประมาณสำนักนายกรัฐมนตรี
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายวิพากษ์วิจารณ์การจัดสรรงบประมาณด้านยุทธศาสตร์ส่งเสริมการลงทุนของประเทศ โดยชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งระหว่างวิสัยทัศน์ของรัฐบาลกับการจัดสรรงบประมาณจริง ซึ่งอาจส่งผลให้ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงได้ตามที่ตั้งไว้
นายวีระยุทธ อภิปรายถึงเป้าหมายของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศว่าจะนำประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายใน 12 ปี ซึ่งปัจจุบันรายได้เฉลี่ยของคนไทยอยู่ที่ 7,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปี คิดเป็น 50% ของเกณฑ์ประเทศรายได้สูงที่ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ การจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว ประเทศไทยต้องมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ย 5.4% ต่อปีอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของรัฐบาลปัจจุบันกลับมีอัตราการเติบโตเพียง 2.5%, 2.8% และล่าสุด 1.9% ซึ่งไม่ถึงครึ่งของเป้าหมาย
นายวีระยุทธ ระบุอีกว่า รายงานล่าสุดของธนาคารโลก (World Bank) ระบุว่า หากประเทศไทยยังคงเติบโตด้วยอัตราประมาณ 2% ต่อปีตามปกติ จะก้าวเข้าสู่กลุ่มประเทศรายได้สูงในพุทธศตวรรษหน้า หรือประมาณปี พ.ศ. 2600 แต่หากต้องการบรรลุเป้าหมายภายใน 12 ปี ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างอุตสาหกรรมใหม่ด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมเดิมเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ซึ่งธนาคารโลกได้เสนอไว้ 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ ยานยนต์อนาคต อิเล็กทรอนิกส์ยุคใหม่ ดิจิทัล เกษตรคุณภาพสูง และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
นายวีระยุทธ ตั้งข้อสังเกตว่า การจัดสรรงบประมาณและการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ของรัฐบาลกลับไม่สอดคล้องกับเป้าหมายดังกล่าว โดยมุ่งประเด็นไปที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมใหม่
ในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งมีความสำคัญคิดเป็นกว่า 10% ของ GDP และมีการจ้างงานกว่า 600,000 คน รัฐบาลจัดสรรงบประมาณภายใต้ “แผนแม่บทอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต” รวม 4,600 ล้านบาท แต่ 76% ของงบประมาณจำนวนนี้ (3,500 ล้านบาท) ถูกนำไปใช้ในการอุดหนุนค่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งเมื่อรวมกับงบประมาณปีก่อนหน้าคิดเป็นมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณสำหรับการยกระดับทักษะแรงงานไทยกลับได้รับจัดสรรเพียงน้อยนิด เช่น กระทรวงอุตสาหกรรมได้รับ 6 ล้านบาท และกระทรวงแรงงานได้รับ 52 ล้านบาท ซึ่งนายวีระยุทธมองว่าสามารถใช้ฝึกอบรมแรงงานได้เพียงระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 5 วันต่อคนเท่านั้น
นอกจากนี้ ในประเด็นการสร้างห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมใหม่ภายใต้ “แผนแม่บทกลุ่มดิจิทัลข้อมูลและ AI” ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณ 213 ล้านบาท นายวีระยุทธพบว่าส่วนใหญ่ (122 ล้านบาท) ถูกใช้เพื่อการเดินทางไปชักชวนนักลงทุนต่างชาติของ BOI และเหลือเพียง 4 ล้านบาทสำหรับการพัฒนาผู้ประกอบการไทย
ขณะเดียวกัน KPI ของ BOI ในช่วง 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570) ที่ใช้งบประมาณรวม 750 ล้านบาท กลับตั้งเป้าดึงดูดนักลงทุนเพียง 30 ราย โดยไม่ระบุรายละเอียดมูลค่าหรือประเภทอุตสาหกรรม และ KPI ด้านการเชื่อมโยงวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) กับบริษัทใหญ่ก็ไม่ได้ระบุเป้าหมายจำนวนรายที่ชัดเจน
นายวีระยุทธ ย้ำว่า “การสร้างอุตสาหกรรมใหม่เป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทย แต่การจัดสรรงบประมาณที่เน้นอุดหนุนกิจการต่างชาติมากกว่าการพัฒนาทักษะแรงงานไทย รวมถึงการตั้ง KPI ที่ไม่มีความชัดเจน จะไม่สามารถพาประเทศไทยหลุดพ้นจากการเติบโตที่เชื่องช้าในระดับ 2% ได้ และจะทำให้เป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงต้องล่าช้าไปอีกนาน”