classicliterature.it.com

จากกัปตันซึบาสะถึง J-Dream : ฝันระดับโลกของเยาวชน สู่ลีกอาชีพ และการเหินทะยานในบอลโลก

ความทรงจำเกี่ยวกับโศกนาฏกรรมที่โดฮา กาตาร์ เมื่อปี 1993 คือความผิดพลาดเสี้ยววินาทีในการแข่งขันระหว่างทีมชาติญี่ปุ่นและอิรักในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทำให้ญี่ปุ่นพลาดไปบอลโลกที่สหรัฐอเมริกา ทั้งที่หากไม่เสียลูกนั้น ญี่ปุ่นก็จะคว้าตั๋วใบแรกที่พวกเขารอคอยมาอย่างยาวนานไปแล้ว

ปี 2026 บอลโลกเวียนมาจัดที่ทวีปอเมริกาอีกครั้ง ครั้งนี้ญี่ปุ่นผ่านเข้ารอบคัดเลือกได้แบบไม่ยากเย็น ทั้งยังมีผลงานอุ่นเครื่องอย่างดีเยี่ยม และสร้างผลงานในรอบสุดท้ายได้ดีไม่แพ้ทีมใหญ่ๆ ในยุโรป เห็นได้จากการยันเสมอเนเธอร์แลนด์ 2-2, ชนะตูนิเซีย 4-0, เสมอสวีเดน 1-1 และแม้จะแพ้บราซิล 1-2 อย่างน่าเจ็บใจในนาทีบาป แต่ก็แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีมาตรฐานที่สูงทัดเทียมกับทีมระดับโลกไปแล้ว

ก่อนหน้านั้น เพียงแค่การร่วมแข่งฟุตบอลโลกในรอบสุดท้ายยังเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อม ประเทศที่ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาสลักสำคัญอะไร หากไม่นับซูโม่ เบสบอลอาจจะเรียกได้ว่าเป็นกีฬาประจำชาติด้วยซ้ำ ไม่ว่าจากความนิยมในลีกอาชีพ หรือการแข่งขันของนักเรียนในชื่อรายการโคชิเอ็ง ฟุตบอลจึงเป็นกีฬาของคนส่วนน้อย แม้จะมีการแข่งขัน ก็ยังไม่ใช่ลีกอาชีพอย่างเต็มตัว

ความนิยมในกีฬาฟุตบอลถูกจุดประกายอย่างกล้าหาญในมังงะต้นทศวรรษ 1980 อย่างกัปตันซึบาสะ ที่เขียนโดย โยอิจิ ทาคาฮาชิ แต่ที่ควรถูกพูดถึงไม่แพ้กัน ก็คือมังงะอีกเรื่องหนึ่งที่ชื่อ J-Dream ฝันสู่ระดับชาติ โดย นัตสึโกะ เฮอุชิ เรื่องเล่าของผู้เขียนไม่เพียงพูดถึงฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกสายเอเชีย แต่ยังชี้ให้เห็นถึงจุดเริ่มต้นของฟุตบอลอาชีพในนามเจลีก อันกลายเป็นพื้นฐานระบบสร้างนักบอลที่ป้อนเข้าสู่วงการฟุตบอล และการสร้างฐานแฟนคลับซึ่งปูทางไปสู่ฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในที่สุด


กัปตันซึบาสะสร้างฝันด้วยความเป็นเลิศแบบบราซิล

กัปตันซึบาสะ ตีพิมพ์ในนิตยสารโชเนนจัมพ์ตั้งแต่ปี 1981 หากนับนิ้วดูในช่วงนั้น ประเทศที่ได้แชมป์โลกมากที่สุดคือบราซิล กล่าวคือสามครั้ง (ปี 1958, 1962 และ 1970) ทัวร์นาเมนท์ดังกล่าวทำให้ดาวเด่นคนสำคัญอย่าง เปเล่ จุติลงมา เขาเป็นนักเตะมหัศจรรย์ผู้มีส่วนร่วมในแชมป์โลกทั้งสามครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้เขียนจะหยิบฟุตบอลสไตล์บราซิลมาเป็นหัวใจในการเดินเรื่อง ไม่เพียงเท่านั้น ตัวละครอย่าง โรแบร์โต้ ฮอนโก ผู้สร้างแรงบันดาลใจให้ซึบาสะ ยังเป็นชาวบราซิลเชื้อสายญี่ปุ่นที่เป็นนักฟุตบอลระดับทีมชาติบราซิล สิ่งนี้สะท้อนถึงความผูกพันในเชิงผู้คนและวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ

หลายคนไม่รู้ว่ามีคนญี่ปุ่นประมาณกว่าสองล้านคนในบราซิล เหตุที่มีมากถึงเพียงนั้น เป็นผลพวงจากการอพยพของคลื่นแรงงานญี่ปุ่นช่วงปี 1908-1960 ด้วยสาเหตุที่ว่าผู้อพยพทั้งหลายนั้นมาจากชนบทที่ยากจน การเดินทางไปบราซิลก็เพื่อไปเป็นแรงงานในไร่กาแฟแถบรัฐเซาเปาโล สอดคล้องกับนโยบายเลิกทาสในปี 1850 ทำให้แรงงานราคาถูกเป็นที่ต้องการอย่างมาก

ปี 1907 รัฐบาลบราซิลและญี่ปุ่นได้ลงนามสนธิสัญญาให้คนญี่ปุ่นอพยพไปบราซิลได้ โดยจำนวนพีกที่สุดอยู่ในช่วงปี 1931-1935 คือ 72,661 คน หรือช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน และหากนับยอดรวมระหว่างปี 1908-1973 มีมากถึง 242,171 คน คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า Nikkei ส่วนในภาษาโปรตุเกสจะถูกเรียกว่า Nipo-brasileiros[1] โรแบร์โต้ ฮอนโก ก็น่าจะเป็นหนึ่งใน Nikkei เหล่านั้น

ไม่เพียงเท่านั้น ตำนานนักเตะญี่ปุ่นบางคนก็ถูกเทียบเคียงกับชีวิตของซึบาสะ นั่นคือ มุซาชิ มิสุชิมะ ความเก่งกาจในวัยเด็กของเขาทำให้ถูกส่งไปบราซิลด้วยวัยเพียง 10 ปี ขณะนั้นตรงกับปี 1975 ความเป็นไปได้ดังกล่าวสัมพันธ์กับชุมชนญี่ปุ่นในบราซิลที่ใหญ่โตมากพอด้วย มิสุชิมะได้โอกาสเป็นหนึ่งในทีมเยาวชนของเซา เปาโล และพักอาศัยกับชาวบราซิลเชื้อสายญี่ปุ่น เล่นตำแหน่งกองกลางตัวรุกและกองหน้าจนคว้ารางวัลดาวซัลโวและผู้เล่นยอดเยี่ยม เขาได้รับสัญญาอาชีพเมื่อปี 1984 หลังจากที่แสดงความสามารถเป็นเวลาเก้าปี[2] ต่างจากซึบาสะตรงที่กว่าจะได้ไปบราซิลก็หลังจบการศึกษาระดับมัธยมต้น

กัปตันซึบาสะได้รับการตีพิมพ์ในนิตยสารจนจบในปี 1988[3] รวมระยะเวลาตีพิมพ์กว่าเจ็ดปี ส่วนอนิเมะแพร่ภาพระหว่างปี 1983-1986[4] ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันในด้านการเมืองระหว่างประเทศและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เกิดสิ่งที่เรียกว่าข้อตกลงพลาซ่า (Plaza Accord) เมื่อปี 1985 ทำให้เงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสินค้าที่ผลิตในประเทศราคาแพงขึ้น จึงต้องย้ายฐานการผลิตออกไป โดยมีประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นฐาน ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น ว่ากันว่าในปี 1985-1990 มีเงินลงทุนจากญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นกว่า 25 เท่า[5] สอดคล้องกับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา มังงะและอนิเมะของญี่ปุ่นจึงกลายเป็นสินค้าสำคัญที่เข้ามาตีตลาดสิ่งพิมพ์ในไทย

มังงะกัปตันซึบาสะเข้ามาในไทย ช่วงที่ยังไม่เข้มงวดด้านลิขสิทธิ์มีการตีพิมพ์แบบไพเรทอย่างแพร่หลาย ทั้งในนิตยสารรายสัปดาห์และรวมเล่ม ส่วนสื่อที่น่าจะทำให้ซึบาสะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก็คือการแพร่ภาพในโทรทัศน์ช่อง 5 วันเสาร์ เวลา 16.30 น. ตั้งแต่ปี 1987[6] ผู้เขียนยังจำได้ว่าหลังดูจบ เด็กๆ ก็จะพากันย้ายตัวเองจากหน้าจอลงไปเตะบอลแถบลานบ้านของเพื่อนบ้านกันอย่างสนุกสนาน

ช่องทางการพูดคุยกันของแฟนคลับซึบาสะในยามที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ก็คือนิตยสารการ์ตูนที่ชื่อว่าเจ้าหนูสิงห์นักเตะ มีลักษณะคล้ายกับบูมหรื ซีคิดส์ ที่รวบรวมมังงะหลายเรื่องที่ตีพิมพ์ในรายสัปดาห์ ความพิเศษก็คือ ในเล่มจะมีคอลัมน์ตอบจดหมาย คอลัมน์แฟนคลับซึบาสะที่เด็กๆ ส่งรูปพร้อมชื่อและที่อยู่เข้ามา เช่นเดียวกับภาพนักฟุตบอลหรือทีมฟุตบอลระดับโลกในท้ายเล่ม บางฉบับก็มีกิจกรรมวาดรูประบายสีให้เด็กๆ ทางบ้านส่งเข้าไปร่วมสนุก[7] หน้านิตยสารรายสัปดาห์จึงมีลักษณะเป็นชุมชนของผู้นิยมมังงะเรื่องนี้ในช่วงแรกๆ ของสังคมไทยไปด้วย

กลับมาที่เนื้อเรื่อง ภาคแรกนั้น เล่าถึงการแข่งขันฟุตบอลตั้งแต่ระดับชิงแชมป์ประถมศึกษา, มัธยมศึกษาตอนต้น และกระโดดไปสู่การชิงแชมป์ฟุตบอลเยาวชนโลกรุ่นอายุไม่เกิน 16 ปี (U-16) แน่นอนว่าทุกรายการซึบาสะเป็นผู้นำทีมคว้าแชมป์อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางความยากลำบากที่พวกเขาที่ต้องฝ่าฟันตามสไตล์ของการ์ตูนเด็กผู้ชาย การเป็นแชมป์โลกแม้จะรุ่นเยาวชนนั้นแทบจะเรียกได้ว่าไม่ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเลย

แต่ภายในภาพใหญ่นี้ เรายังพบประเด็นที่น่าสนใจหลายประการผ่านชีวิตตัวละครและปรากฏการณ์ต่างๆ เริ่มต้นด้วยชนชั้นและพื้นเพของตัวละครที่หลากหลาย โอซาระ ซึบาสะ เป็นตัวแทนของครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อมีอาชีพเป็นกัปตันเรือ แม่เป็นแม่บ้าน ขณะที่ วากาบายาชิ เกนโซ และ มิสุงิ จุน เป็นตัวแทนครอบครัวผู้ดีและผู้มั่งมี ส่วน เฮียวงะ โคจิโร่ เป็นตัวแทนของครอบครัวชนชั้นแรงงานที่เป็นครอบครัวแม่เลี้ยงเดี่ยวและมีน้องๆ อีกสามคน ยกเว้นเฮียวงะ ครอบครัวที่เหลือใช้ชีวิตไม่ลำบาก เด็กๆ สามารถโฟกัสฟุตบอลที่ตนเองสนใจได้เต็มที่ ครอบครัวที่พอมีเงินระดับนั้นจึงไม่ยากที่จะส่งพวกเขาไปยังต่างแดนเพื่อเรียนรู้โลกที่กว้างขวางของฟุตบอล ไม่ว่าจะในยุโรปหรืออเมริกาใต้ 

ผู้เขียนชี้ว่าอารมณ์ที่รุนแรงและเห็นแก่ตัวของเฮียวงะ มาจากพื้นเพของการเป็นคนสู้ชีวิต ต้องทำงานพิเศษเพื่อช่วยเหลือครอบครัว แบ่งเบาภาระของแม่ ทั้งส่งหนังสือพิมพ์ ทำงานพิเศษในร้านอาหาร ทำให้เป้าหมายการเล่นฟุตบอลของเขาในเมื่อเริ่มแรกไม่ใช่ความสนุกเหมือนคนอื่น ไม่ใช่การเล่นเป็นทีม แต่เป็นการทำอะไรก็ได้เพื่อบรรลุจุดหมายนั่นคือชัยชนะ ชีวิตของเฮียวงะจึงมีสีสันแตกต่างจากชีวิตจืดๆ ของครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไปในเรื่อง และยังพ้องกับแรงงานอพยพญี่ปุ่นที่ย้ายถิ่นฐานไปบราซิลอย่างพอดิบพอดี

ผู้เขียนใช้ซึบาสะและเฮียวงะเป็นตัวละครคู่ตรงข้ามที่สะท้อนความสว่างและความมืด การขับเคี่ยวเพื่อเอาชนะในระดับประถม และมัธยมต้น เฮียวงะพ่ายแพ้เกือบทั้งหมด ยกเว้นนัดแรกที่เจอกันสมัยประถม และนัดสุดท้ายที่เป็นแชมป์ร่วมกัน ความสว่างของซึบาสะที่เล่นฟุตบอลอย่างขาวสะอาด มองโลกในแง่ดีจะค่อยๆ เปลี่ยนเฮียวงะให้เป็นตัวละครที่เป็น ‘มนุษย์ที่ดี’ มีน้ำใจนักกีฬา ไม่ว่าจะเป็นการเล่นอย่างสนุกสนาน หรือการให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมทีม

นอกจากชีวิตตัวละครต่างๆ แล้ว ความน่าสนใจก็คือการให้ความสำคัญในระดับพื้นที่ ผู้เขียนไม่ได้เลือกเมืองหลวงเป็นตัวดำเนินเรื่อง ทั้งยังให้ความสำคัญกับโรงเรียนในเมืองต่างๆ เช่น เมืองสมมติอย่างนันคาสึ ตั้งอยู่ในจังหวัดชิซึโอกะ ที่ห่างจากโตเกียวไปทางทิศตะวันตกประมาณ 180 กิโลเมตร โรงเรียนฟูราโนะ แถบฮอกไกโดที่ต้องฝึกซ้อมท่ามกลางหิมะ

กรณีนันคาสึ โรงเรียนประถมของซึบาสะ ซึ่งเป็นโรงเรียนของรัฐ และชูเท็ตสึของวากาบายาชิ ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนคู่แข่ง ในการแข่งขันระดับประเทศก็มีการคัดเลือกเป็นตัวแทนจังหวัดเพื่อไปชิงแชมป์ ตัวแทนของจังหวัดต่างๆ จึงสะท้อนการให้ความสำคัญกับพื้นที่เป็นอย่างดี ทั้งในโครงสร้างการแข่งขันฟุตบอลของประเทศ และการเน้นย้ำความภาคภูมิใจของท้องถิ่นด้วยอารมณ์ของมังงะ

ผู้เขียนได้ตอกย้ำจินตนาการถึงระดับโลกครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยตัวละครต่างๆ ให้เป็นผู้พูดถึงดินแดนที่พวกเขายากจะไปถึง นั่นคือการขึ้นไปยืนบนแท่นแชมป์ฟุตบอลโลก ซึ่งในตอนนั้น ใครๆ ก็คิดว่าคนเขียนนั้นเพ้อฝันเกินไปมาก เพราะแค่เข้าไปถึงรอบคัดเลือกพวกเขายังทำไม่ได้เลย

อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้เห็นความทะเยอทะยาน คือการแยกย้ายกันไปฝึกฝนและสร้างความเป็นเลิศในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลกของเหล่านักฟุตบอลรุ่นเล็ก ที่ไม่ใช่แค่ซึบาสะ เราเห็นวากาบายาชิพยายามยึดตำแหน่งผู้รักษาประตูตัวจริงในทีมเยาวชนของสโมสรฮัมบูร์กแห่งบุนเดสลีกา เยอรมนี หรือกระทั่งมิซากิที่ต้องติดตามพ่อผู้เป็นศิลปินที่สัญจรไปทั่ว จนมีวันหนึ่งได้ไปมีโอกาสเล่าเรียนและเล่นฟุตบอลถึงฝรั่งเศส การพัฒนาตัวเองให้แข่งขันกับระดับโลกได้ ด้านหนึ่งก็ไม่ต่างกับอุตสาหกรรมหนักที่ญี่ปุ่นได้สร้างแบรนด์สินค้ามากมายออกไปตีตลาดโลก 

กัปตันซึบาสะภาคแรกจบลงในปี 1988 ทากาฮาชิทิ้งระยะไว้อีกหลายปีจนกว่าจะกลับมาเขียนภาคต่อ แต่เขาได้เพาะพันธุ์ความนิยมฟุตบอลในญี่ปุ่นไว้พร้อมกับความมุ่งมั่นและทะเยอทะยานที่ส่งต่อไปอย่างกว้างขวางจากพื้นฐานของนักเรียนประถมและมัธยมที่เป็นกลุ่มเป้าหมายนับแต่นั้น


‘เจดรีม’ ความฝันบนรากฐานของความจริง


นัตสึโกะ เฮอุชิ เจ้าของผลงานเจดรีมฯ เป็นนักเขียนหญิง เธอเคยเขียนมังงะฟุตบอลมาก่อนในเรื่อง ออฟไซต์(1987-1992)[8] เรื่องดังกล่าวเล่าถึงฟุตบอลนักเรียน จะเห็นว่าเป็นช่วงรอยต่อก่อนที่ซึบาสะภาคแรกจะจบ ความนิยมที่มีมากพอสมควรจึงถูกนำไปสร้างอนิเมชั่นขนาดสั้นในปี 1993[9] และทั้งหมด 39 ตอนในปี 2001-2002[10] ดังนั้น เจดรีมฯ จึงมิใช่มังงะฟุตบอลเรื่องแรกของเธอ 

เจดรีมฯ เริ่มตีพิมพ์เมื่อปลายปี 1992 ในรายสัปดาห์ในโชเนนวีคลี่แมกกาซีน คู่แข่งของโชเนนจั๊มพ์ที่ตีพิมพ์กัปตันซึบาสะ ก่อนจะตีพิมพ์รวมเล่มในเวลาต่อมา (1993-1995)[11] ความสำเร็จของมังงะเรื่องนี้ทำให้เจดรีมฯ ขยายไปถึงสามภาคด้วยกัน นั่นคือเจดรีมฝันสู่ระดับชาติ, เจดรีมทะยานสู่ฝัน (1996-1997)[12], และเจดรีมเมื่อฝันถึงจุดหมาย (1998-1999)[13]

ในภาคภาษาไทย เจดรีมฯ เป็นมังงะที่อยู่ในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคลิขสิทธิ์ สำนักพิมพ์วิบูลย์กิจเป็นผู้ซื้อลิขสิทธิ์มาแปลและตีพิมพ์ในปี 1994 เข้าใจว่าการตีพิมพ์ที่มีปกแจ็คเก็ต หุ้มตัวเล่มจะเป็นรูปแบบจากญี่ปุ่น กระนั้นการตีพิมพ์ต้นฉบับก็ยังยึดการอ่านแบบไทย อ่านจากซ้ายไปขวาตามความเคยชินของคนไทย ไม่ใช่แบบญี่ปุ่นที่นิยมอ่านจากขวาไปซ้าย[14] ซึ่งในรุ่นหลังๆ จะปรับไปยึดความนิยมแบบญี่ปุ่น

ความน่าสนใจของเจดรีมฯ ในภาคแรก คือการเขียนบนเส้นเรื่องที่คู่ขนานไปกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะการเปิดตัวเจลีก และการแข่งขันฟุตบอลโลก ในช่วงแรกนัตสึโกะพยายามใส่ตัวละครที่เป็นนักฟุตบอลเจลีกเข้าไปด้วยซ้ำ หากซึบาสะคือ จินตนาการของโลกฟุตบอลที่คนญี่ปุ่นยังไม่คุ้นเคย เจดรีมฯ ถือว่าเป็นยุคที่คนญี่ปุ่นเริ่มรู้จักมันผ่านระบบลีกอาชีพเต็มรูปแบบแล้ว มันคือโลกฟุตบอลของมืออาชีพ ถ้อยคำและความรู้สึกนี้ถูกตอกย้ำตลอดเวลา เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกว่าเจลีกได้เปลี่ยนโฉมฟุตบอลของญี่ปุ่นไปแล้ว 

เจลีกที่เริ่มต้นในปี 1992 ยกระดับมาจากฟุตบอลกึ่งอาชีพ JSL (Japan Soccer League) ในอดีตนั้น นักฟุตบอลทั้งหลายเป็นพนักงานของบริษัทที่เป็นเจ้าของสโมสร คล้ายกับสมัยที่รายการแข่งขันฟุตบอลในไทยยังไม่เป็นฟุตบอลอาชีพ เหล่านักฟุตบอลก็มักจะเป็นเจ้าหน้าที่ขององค์กรหรือบริษัทต่างๆ ภายใต้ทัวร์นาเมนท์ต่างๆ ที่พวกเขาได้แสดงฝีมือ

มีนักฟุตบอลไทยที่แสดงผลงานเข้าตาแมวมอง จนได้โอกาสไปแสดงฝีเท้าที่ JSL เช่นกัน นั่นก็คือ วิทยา เลาหกุล เขาเคยไปเล่นให้กับสโมสรยันมาร์ดีเซล (ปัจจุบันคือเซเรโซ โอซาก้า) ในช่วงปี 1977 ก่อนที่เขาจะไปค้าแข้งที่เยอรมนี และกลับมาเล่นที่ญี่ปุ่นในทีมมัตซึชิตะ (กัมบะ โอซาก้าในปัจจุบัน) เมื่อปี 1986[15] สำหรับเจลีกยุคบุกเบิกนั้น ยังไม่มีนักฟุตบอลไทย และคนไทยเองก็ยังไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากขณะนั้น ฟุตบอลยุโรปโดยเฉพาะลีกอังกฤษครองบัลลังก์แห่งความชื่นชอบในบ้านเรา

การแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกในปี 1993 นั้น ญี่ปุ่นอยู่ในสาย F ก่อนที่จะเข้ามาสู่การแข่งขันแบบพบกันหมดที่กาตาร์ในรอบสุดท้าย ผลการแข่งขันต่างๆ มีความใกล้เคียงกัน ที่แตกต่างกันคือผู้ทำประตูและผู้เล่นที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง และที่โดฮานั้นเองคือโศกนาฏกรรมอันน่าสะเทือนใจอย่างยิ่งของแฟนบอลญี่ปุ่น

ในทางตรงกันข้าม ตัวเอกของเรื่องอย่างอาคาโบชิ ทากะ (อายุ 16 ปี) ผู้เขียนได้ใส่เลข 0 ไว้ข้างหลังเสื้อ ทำให้เห็นชัดๆ เลยว่าเป็นตัวละครสมมติขึ้นมา ทากะเป็นตัวละครลึกลับที่เปี่ยมความสามารถ มังงะค่อยๆ เผยให้เห็นว่าความสามารถและบุคลิกของเขานั้น มาจากพื้นฐานของครอบครัวนั่นเอง เขาได้ลูกฟุตบอลจากแม่ ในวันที่แม่แยกทางจากพ่อเพื่อไปรักษาตัว ด้วยความที่พ่อเป็นช่างก่อสร้างมากฝีมือทำให้เขาต้องไปตระเวนอยู่ในไซต์ก่อสร้างกับพ่ออยู่เสมอ การได้ทำงานในไซต์ก่อสร้างทำให้ทากะทรงตัวได้ดีและมีร่างกายที่ยืดหยุ่น แต่เขามักถูกทิ้งให้อยู่คนเดียวที่โรงเรียนเสมอ

หากซึบาสะเป็นจอมทัพของทีมที่เป็นเสมือนบุคคลในอุดมคติ ทากะกลับมีความพร่องไม่สมบูรณ์ เจ้าเล่ห์ ถ้าเทียบแล้วเขามีลักษณะไปทางเฮียวงะมากกว่า คือมีพื้นเพมาจากชนชั้นแรงงาน แต่ในทางตรงกันข้าม เขาอยู่กับพ่อเลี้ยงเดี่ยวที่แม่ตายจากไป และเขายังเป็นลูกคนเดียว ทากะจึงไม่ต้องแบกรับผิดชอบครอบครัวและพี่น้อง กระทั่งกับพ่อของเขา

ทากะไม่ได้มีความมุ่งหมายที่จะไปบอลโลกตั้งแต่ต้น แต่เพราะครูอันเป็นที่รักของเขาส่งเสริม ทำให้เขามีจุดมุ่งหมายในชีวิตเป็นครั้งแรก ด้านหนึ่งก็สะท้อนว่าในชีวิตของชนชั้นแรงงานที่ไม่ได้รับการเลี้ยงดูตามมาตรฐานชนชั้นกลางอาจไม่จำเป็นต้องมีฝัน แต่เป้าหมายการอยู่รอดในชีวิตจริงเป็นสิ่งสำคัญกว่า

ความไม่สมบูรณ์ของตัวละครแต่ละตัว เป็นไปในเนื้อเดียวกับผลงานของทีมญี่ปุ่น เราอาจพูดไม่ได้ว่าในแต่ละเกมความสมจริงและความเป็นไปได้ของการใช้ทักษะฟุตบอลมันเข้มข้นเพียงใด แต่เจดรีมฯ ได้ขุดลึกไปถึงปมในใจตัวละคร และโลกที่พวกเขาเกี่ยวข้องด้วย 

ทากะเป็นตัวเดินเรื่องที่นำไปพบกับนักฟุตบอลดีกรีทีมชาติญี่ปุ่นทั้งหลาย ตั้งแต่เปิดเรื่องมาพบกับ โมโตฮาชิ โจจิ ที่อายุ 32 ปีแล้ว เขาเคยมีประสบการณ์แข่งโอลิมปิก ตามท้องเรื่อง เขาอยู่ในช่วงท้ายของชีวิตการค้าแข้งแล้ว เขาเป็นตัวแทนของนักฟุตบอลรุ่นเก่า ยังไม่มีสโมสรฟุตบอลอาชีพ จึงเห็นว่าการได้ไปโอลิมปิกและบอลโลกยังเป็นแค่ความฝัน ซึ่งตรงข้ามกับความทะเยอะทะยานของซึบาสะและผองเพื่อน เจดรีมฯ จึงเป็นมังงะที่สะท้อนความจริงจังบนพื้นฐานทางประวัติศาสตร์ผ่านชีวิตของผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็กนักเรียนอย่างที่ซึบาสะเป็น

ตรงกันข้ามกับนักฟุตบอลหน้าใหม่อย่าง คิตะมูระ ไดจิ (อายุ 22 ปี) ที่ถูกมองว่าหิวเงิน เนื่องจากที่บ้านเต็มไปด้วยหนี้สินก้อนโตจากกรณีไฟไหม้กิจการเลี้ยงหมูของครอบครัวที่ไม่ได้ทำประกันภัยไว้ รวมไปถึงการถูกโกงจนครอบครัวล้มละลาย เขาไม่มีเงินจะขึ้นรถไปเมล์ไปโรงเรียน กินแต่ปลาซาดีนแห้งหรือไม่ก็เศษปลาแห้ง แถมหน้าหนาวก็ยังไม่มีเสื้อกันหนาวใส่ ครอบครัวในชนบทที่มีด้วยกันเจ็ดชีวิต ที่เคยอยู่กันอย่างสบายก็กลับเปลี่ยนแปรไปสู่ความยากลำบาก

นอกจากนั้นยังมี โคบายาชิ ฮิโรชิ (อายุ 31 ปี) ตัวละครนักกายภาพบำบัดและฝังเข็ม สะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับอาการบาดเจ็บ โดยมีเขาเป็นผู้วินิจฉัย ประเมิน และทำการรักษา นั่นยิ่งทำให้อาการเจ็บในเรื่องดูสมจริง และหลายครั้งส่งผลต่อชีวิตการค้าแข้งของแต่ละคนไปด้วย นักฟุตบอลจึงเป็นอาชีพที่มีความเปราะบางสูง แม้จะมีรายได้ไม่น้อยก็ตาม

เจดรีมฯ เล่มแรกเปิดหน้ามาก็แสดงให้เห็นถึงแผนที่ญี่ปุ่นและที่ตั้งของสโมสรทั้ง 10 แห่ง (เป็นจำนวนสโมสรในฤดูกาลแรก จะปรับเป็น 12 ในฤดูกาลที่ 2 และ 14 ในฤดูกาลที่ 3) ว่าอยู่ที่เมืองอะไร จังหวัดอะไร หากไล่จากเหนือลงใต้ จะเป็นดังนี้ คาชิม่าแอนท์เลอร์ เอฟซี (เมืองคาชิม่า จ.อิบารากิ), ฮิงาชินิปปอน JR ฟุรุคาว่า หรือเจฟยูไนเต็ด (เมืองอิชิฮาระ จ.จิบะ), อูราวะเรดไดมอนส์ (เมืองอูราวะ จ.ไซตามะ), โยมิอุรินิปปอน หรือเวอร์ดี้คาวาซากิ (เมืองคาวาซากิ จ.คานางาว่า), นิสสันเอฟซีโยโกฮามามารินอส (เมืองโยโกฮาม่า จ.คานางาว่า), ชิมิซึเอฟซี เอสพัลซ์ (เมืองชิมิซึ จ.ชิซึโอกะ), นาโงย่าแกรนพาสเอส (เมืองนาโงย่า จ.ไอจิ), พานาโซนิค กัมบะโอซาก้า (เมืองซุยตะ จ.โอซาก้า), ซานเฟรชฮิโรชิม่า เอฟซี (เมืองฮิโรชิม่า จ.ฮิโรชิม่า) และเซนนิคโคซาโต้โคเงียว หรือโยโกฮาม่าฟลูเกลส์ (เมืองโยโกฮาม่า จ.คานางาว่า, เกาะคิวชู)

จะเห็นว่าชื่อสโมสรสัมพันธ์กับชื่อบริษัทอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย แต่เดิมสมัย JSL ศูนย์กลางของสโมสรจะอยู่ที่บริษัทและมีความเป็นองค์กรเอกชน แต่เจลีกจะปรับเปลี่ยนอัตลักษณ์ของสโมสรจะอยู่ฐานแฟนบอลท้องถิ่น การพัฒนาอาคาเดมี่เยาวชน ที่สำคัญคือ เพื่อดึงดูดผู้ชมและยกระดับเทคนิคการเล่นบอลจึงมีการจ้างนักฟุตบอลต่างชาติเข้ามามากขึ้น รวมไปถึงความเป็นไปได้ในการตลาดสำหรับการถ่ายทอดสด[16]

ทากะสังกัดอยู่ที่สโมสรอูราวะ เรดไดมอนด์ ซึ่งเจ้าของคือบริษัทมิตซูบิชิเฮฟวี่อินดัสทรี่ เรดไดมอนด์หรือเพชรสีแดง ก็คือชื่อที่นำมาจากตราสัญลักษณ์ของกลุ่มมิตซูบิชิ สนามเหย้าของอูราวะเรดไดมอนอยู่แถบไซตามะ ชานเมืองตอนเหนือโตเกียว อารมณ์ย่านปริมณฑลของกรุงเทพฯ แถบรังสิต

การแสดงออกถึงตัวเลขค่าตัวนักฟุตบอลในมังงะ สื่อได้ทั้งความเป็นมืออาชีพที่มีเงินเดือนประจำและมีความแน่นอน รวมไปถึงต้นทุนของการสร้างสโมสรขึ้นมา อย่างโมโตฮาชิได้รับข้อเสนอสูงถึง 41 ล้านเยน ขณะที่คิตะมูระได้ไป 30 ล้านเยน สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจและผลประกอบการในช่วงเศรษฐกิจที่ขยายตัวในทศวรรษ 1990

ขณะเดียวกัน ในห้วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตนี้ เหล่าผู้ประกอบการก็อยู่บนความเสี่ยงสูง และต้องแบกรับความเสี่ยงเอง ครอบครัวของคิตะมูระที่ไม่ได้ทำประกันภัยและถูกโกง คือตัวอย่างของผู้ที่รับผลลัพธ์ของความเสี่ยงนั้น และกลายเป็นผู้แพ้ในโลกทุนนิยม

ที่น่าสังเกตอย่างหนึ่ง คือเจดรีมฯ มักไม่ค่อยกล่าวถึงนักฟุตบอลต่างชาติ จะมีก็แต่นักฟุตบอลเกาหลีใต้ที่เป็นคู่ปรับของทากะ ทั้งที่มีข้อสังเกตว่าในช่วงแรกของการก่อตั้ง มีนักฟุตบอลจากบราซิลเข้ามาจำนวนมาก ซึ่งดาราที่รู้จักกันดีก็คือ ซิโก้[17] สะท้อนให้เห็นพลังความสัมพันธ์ทางการทูตและความเชื่อมโยงบางประการทางเศรษฐกิจและสังคมที่เราเห็นมาตั้งแต่สมัยซึบาสะ แต่ก็เป็นคำถามว่าเหตุใดจึงลดทอนนักเตะต่างชาตินี้ออกไป ทั้งที่ในทีมชาติ นักฟุตบอลชุดคัดเลือกบอลโลกปี 1993 นั้นมีนักเตะต่างชาติอย่าง รุย รามอส เข้าไปด้วย ซึ่งในมังงะก็ไม่ปรากฏประเด็นนี้เช่นกัน  

หรืออาจจะเป็นว่า ผู้เขียนตั้งใจจะสื่อสารถึงความมุ่งมั่นในการไปบอลโลก โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพานักเตะต่างชาติ ซึ่งขัดกับโครงเรื่องฟุตบอลสร้างชาติ ที่เราเห็นตั้งแต่ซึบาสะเป็นต้นมา 

เจดรีมฯ ในภาคสุดท้าย ได้ชี้ให้เห็นถึงการบรรลุถึงฝันเมื่อพวกเขาได้ตั๋วบอลโลกเมื่อปี 1998 ที่ฝรั่งเศส ซึ่งมีขุมกำลังจากคนรุ่นใหม่ที่วาดลวดลายไว้ในภาค 2 ที่พวกเขาสามารถคว้าแชมป์เยาวชนโลกไปได้

ในความจริงนั้น รากฐานสำคัญของนักเตะชุดนี้คือนักเตะจากเจลีก การได้แสดงฝีเท้าในบอลโลกทำให้นักเตะญี่ปุ่นหลายคนได้รับความสนใจและเซ็นสัญญากับสโมสรระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น ฮิเดโตชิ นากาต ะแห่งเปรูจา (ปี 1998, กัลโชซีรี่เอ อิตาลี[18], โชจิ โจ สโมสรเรียลบายาโดลิด (สัญญายืมตัว 1999, ลาลีกา สเปน)[19], ฮิโรชิ นานามิ สโมสรเวเนเซีย (สัญญายืมตัว 1999, กัลโชซีรี่เอ อิตาลี)[20]

จนมาถึงวันนี้ ญี่ปุ่นกำลังก้าวไปข้างหน้าเรื่อยๆ เราพอจะทราบกันแล้ว ว่าการเป็นทีมที่แข็งแรงแกร่งขึ้นในระดับโลกไม่ได้มาอย่างโชคช่วย แต่มาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นฐานเศรษกิจที่แข็งแกร่ง แรงส่งจากพลังทางวัฒนธรรมมังงะและอนิเมะ ระบบลีกอาชีพที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ตลอดจนการสร้างฐานแฟนบอล 

คงไม่ต้องเทียบกับประเทศไทยเราเลย ว่าพวกเราขยับและพัฒนาศักยภาพไปข้างหน้าสักแค่ไหน และที่เป็นอย่างนี้เพราะอะไร ปัญหาของวงการฟุตบอลไทย บางทีนั้นอาจเป็นเรื่องๆ เดียวกับการเมืองและเศรษฐกิจที่ย่ำแย่มาอย่างยาวนานก็เป็นได้

References
↑1 เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์. “ญี่ปุ่นโพ้นทะเล: เรื่องราวของชาวญี่ปุ่นในบราซิล (ตอนที่ 1)”. The 101.World. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.the101.world/japaneses-in-brazil-1/ (19 มกราคม 2568)
↑2 มฤคย์ ตันนิยม. “มุซาชิ มิสุชิมะ : นักเตะผู้ถูกเรียกว่าต้นแบบ “โอโซระ สึบาสะ””. Main Stand. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2569 จาก https://mainstand.co.th/th/features/2/article/1681 (28 มกราคม 2565)
↑3 กัปตันซึบาสะเล่ม 37 (กรุงเทพฯ : สยามอินเตอร์คอมมิคส์, ม.ป.ป.), หน้า 170
↑4 Anime NEWS Network. Captain Tsubasa (TV 1983). Retrieved on 25 July 2026 from https://www.animenewsnetwork.com/encyclopedia/anime.php?id=916
↑5 ประชาชาติธุรกิจ. “รู้จัก “พลาซา แอคคอร์ด” ที่ทำให้ญี่ปุ่นย้ายฐานผลิตมาอาเซียน และ “ไทย” ได้ประโยชน์สูงสุด”. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.prachachat.net/hilight-prachachat/news-1469894 (29 ธันวาคม 2566)
↑6 ทศพร กลิ่นหอม. “เบื้องหลังมังงะ กัปตันซึบาสะ และฟุตบอลโลกในมุมมองของ โยอิจิ ทากาฮาชิ”. Sarakadee Lite. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.sarakadeelite.com/lite/captain-tsubasa/
↑7 ดูตัวอย่างได้จาก DOHISO (นามแฝง). “ใครทันบ้าง? หนังสือการ์ตูนเก่า เจ้าหนูสิงห์นักเตะ คุยกับลิตเติ้ลพอน จิตรกรจิ๋วโชว์ฝีมือ กัปตันซึบาสะ”. Youtube. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.youtube.com/watch?v=XTO96PArGPA (13 ตุลาคม 2565)
↑8 My Anime List. “Offside”. Retrieved 25 July 2026 from https://myanimelist.net/manga/19635/Offside
↑9 My Anime List. “Offside”. Retrieved 25 July 2026 from https://myanimelist.net/anime/31575/Offside
↑10 My Anime List. “Offside (TV)”. Retrieved 25 July 2026 from https://myanimelist.net/anime/5200/Offside_TV
↑11 Nutsuko Heiuchi, J Dream (ฝันสู่ระดับชาติ) เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : วิบูลย์กิจ คอมมิค, 2538) และ My Anime List. “J-Dream”. Retrieved 25 July 2026 from https://myanimelist.net/manga/14640/J-Dream
↑12 My Anime List. “J-Dream: Hishouhen”. Retrieved 25 July 2026 from https://myanimelist.net/manga/14465/J-Dream__Hishouhen
↑13 My Anime List. “J-Dream: Kanzen Nenshouhen”. Retrieved 25 July 2026 from https://myanimelist.net/manga/27145/J-Dream__Kanzen_Nenshouhen
↑14 Nutsuko Heiuchi, J Dream (ฝันสู่ระดับชาติ) เล่ม 1 (พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : วิบูลย์กิจ คอมมิค, 2538)
↑15 ไทยพีบีเอส .”ย้อนรอยดูนักเตะไทยค้าแข้งในฟุตบอลลีกของญี่ปุ่น”. สืบค้นเมื่อ 25 กรกฎาคม 2569 จาก https://www.thaipbs.or.th/news/content/258880 (20 ธันวาคม 2559)
↑16 enHack.” The birth of the Japanese soccer league”. Note. Retrieved 25 July 2026 from https://note.com/enhack/n/nf14b5fb824df (19 February 2026)
↑17 Nippon.” Brazilian Players: A Long Association with Japanese Soccer”. Retrieved 25 July 2026 from https://www.nippon.com/en/features/h00051/#:~:text=The%20first%20Brazilian%20player%20in%20Japan%20was,amateur%20team%20composed%20entirely%20of%20Japanese%20Brazilians. (8 May 2014)
↑18 Paddy Agnew. “The Hidetoshi Nakata story in Serie A | Football”. The Guardian. Retrieved 25 July 2026 from https://www.theguardian.com/football/2001/jul/24/newsstory.sport1 (9 March 2016)
↑19 Javier Argudo. “Shoji Jo, the first Japanese debut in the Spanish Primera Division”. Futbolretro. Retrieved 25 July 2026 from https://futbolretro.es/en/shoji-jo-the-first-japanese/ (4 August 2023)
↑20 di Cristian Vitali. “Hiroshi Nanami. Assist-man dagli occhi a mandorla che annegò in laguna .”. Calciobidoni. Retrieved 25 July 2026 from https://www.calciobidoni.it/bidoni/nanami.html (12 March 2006)

J-Dream กัปตันซึบาสะ ญี่ปุ่น ทีมชาติญี่ปุ่น บราซิล ฟุตบอล ฟุตบอลโลก ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ มังงะ

เรื่อง: ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

อาจารย์สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ผู้สนใจด้านประวัติศาสตร์สังคม การศึกษา การกระจายอำนาจ พื้นที่เมือง-ชนบทและแรงงาน การศึกษาระดับปริญญาโทและเอกของเขาได้ประสบการณ์มาจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปลี่ยนสายมาจากการเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากรในสมัยปริญญาตรี คอลัมน์ของเขาเน้นไปที่การอ่านประวัติศาสตร์สังคมไทยผ่านวรรณกรรม ภาพยนตร์ โทรทัศน์ และสื่อประชานิยมทั้งหลาย

Update: 2026-08-07
Tags: