classicliterature.it.com

บ้านกั้นแต่ไม่แยก แบบ Inside Out เพื่อให้ทุกคนยังมองเห็นกัน

Design Directory : สถาปนิก Undercloud Architects

ตัวบ้านดูคล้ายเป็นแฝดสองหลังเพราะสถาปนิกตั้งใจออกแบบเผื่อให้สามารถแยกฟังก์ชันเป็น 2 หลังได้เพื่อรองรับความต้องการที่อาจเปลี่ยนแปลงในอนาคต

เมื่อสมาชิกในครอบครัวค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ตามมาด้วยความต้องการใช้พื้นที่มากขึ้น บ้านเดิมที่เคยพอดีก็เริ่มขยายตัวตามวิถีชีวิตไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มพื้นที่สำหรับจอดรถ ขยายห้องทำงาน หรือที่สำหรับเก็บของเองก็ถูกต่อเติมขึ้นเรื่อยๆ ภายในเขตรั้วบ้านหลังเดิม จนเมื่อ คุณอิ๊ง-ศิรศา พันธุ์ทวี และคุณป้อม-ยุทธนา พงษ์ประดิษฐ์ เริ่มมองหาบ้านหลังใหม่สำหรับสร้างครอบครัวของตัวเอง แต่บ้านหลังนี้ไม่ได้มีโจทย์เพียงเพื่อรองรับการใช้พื้นที่สำหรับคนสองคนเท่านั้น เพราะยังช่วยต่อยอดความสัมพันธ์จากครอบครัวใหญ่ที่อยู่ห่างกันแค่ฝั่งตรงข้ามถนนเล็ก ๆ ในระยะที่เดินถึงกันได้ บนที่ดินขนาด 120 ตารางวา โดยมี คุณศิร เต็มใจ และคุณศศิวิมล สุยะนนท์ สถาปนิกจาก Undercloud Architects มาช่วยออกแบบให้ บ้านกั้นแต่ไม่แยก หลังนี้

เลย์เอาต์บ้านเป็นรูปตัวเอช (H) ล้อมคอร์ตต้นไม้ตรงกลาง โดยทำที่จอดรถไว้ใต้อาคารฝั่งซ้าย
พื้นที่สีเขียวและมุมนั่งเล่นเล็ก ๆ ก่อนเข้าบ้าน 

แก้ไขข้อจำกัดด้วยดีไซน์

ด้วยตำแหน่งของที่ดินนั้นอยู่บริเวณทางสามแพร่งพอดี เพื่อหลีกเลี่ยงความไม่สบายใจของผู้อยู่อาศัย  สถาปนิกจึงเลือกวางตัวอาคารให้ชิดไปอีกด้านหนึ่งของที่ดินแทนการวางอาคารแบบเต็มหน้ากว้างติดถนน ผลลัพธ์ที่ได้คือพื้นที่สีเขียวที่สามารถเป็นสวนด้านข้างให้บ้าน ทั้งเป็นพื้นที่ปลูกผักสวนครัวในอนาคตของคุณแม่ และเป็นแนวกั้นทางสายตาจากเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดข้อดีในเรื่องของความสงบเงียบและเป็นส่วนตัวเพิ่มขึ้นอีก

ส่วนถนนหน้าบ้านซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตกนั้น สถาปนิกแก้ไขด้วยการทำชายคาที่ยื่นยาวให้ตัวอาคาร แล้วผลักห้องนั่งเล่นส่วนกลางของบ้านให้หลบเข้าไปอยู่ด้านใน เพิ่มด้วยคอร์ตต้นไม้ไว้ช่วยกรองแสงแดดและพรางสายตาจากภายนอก ผังของบ้านจึงมีลักษณะคล้ายตัวเอช (H) ล้อมคอร์ตไว้ตรงกลาง โดยมีห้องครัวและห้องรับประทานอาหารอยู่ทางปีกขวา ห้องนอนชั้นล่างของผู้สูงวัยและที่จอดรถอยู่ทางปีกซ้าย และวางห้องนั่งเล่นให้เป็นจุดเชื่อมต่อตรงกลางซึ่งสามารถเปิดออกสู่ชานนั่งเล่นกว้าง ๆ เพื่อรับลมหมุนเวียนเข้าบ้านและช่วยคลายความร้อนได้มากขึ้น

การผลักห้องนั่งเล่นให้หลบเข้าไปอยู่ด้านในทำให้ตัวอาคารเกิดเป็น Shading ในตัวเอง เหมาะที่จะเปิดพื้นที่ของชานนั่งเล่นด้านนอกให้สามารถนั่งเล่นและมองเห็นบ้านตัวเองได้

แทนที่จะเปิดมุมมองในบ้านให้มองออกไปเห็นรั้วหรือถนนหน้าบ้าน ผมเลือกออกแบบให้คนในบ้านมีมุมที่นั่งมองออกมาเห็นบ้านตัวเองได้ ผ่านการผลักฟังก์ชันเข้าไปทำให้ตัวอาคารเป็น Shading สำหรับมุมนั่งเล่นพร้อมแบล็กกราวนด์ที่เป็นต้นไม้ เลยไม่จำเป็นต้องปิดผนังทั้งหมดให้ทึบ แต่ใช้ซอกหลืบอาคารช่วงพรางมุมมองให้เกิดความเป็นส่วนตัวไปด้วย

การจัดวางช่องเปิดให้มีขนาดจากเล็กไปใหญ่ช่วยดึงลมเข้าสู่ตัวบ้าน ขณะที่คอร์ตต้นไม้และระยะร่นของอาคารยังช่วยกรองแดดฝั่งตะวันตก ลดความร้อน และสร้างร่มเงาให้พื้นที่นั่งเล่นด้านใน

กั้นแต่ไม่แยก เพื่อให้ทุกคนยังมองเห็นกัน

ภายในพื้นที่ขนาด 360 ตารางเมตรนั้นไม่ได้เปิดโล่งแบบโอเพ่นแปลนทั้งหมด เพราะสถาปนิกตีความการเปิดโล่งใหม่ด้วยการกั้นแบ่งพื้นที่แต่ละห้องให้เป็นสัดส่วน ระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องรับประทานอาหาร กั้นแยกด้วยประตูบานเลื่อนเอื้อต่อการใช้งานที่แตกต่างกันของสมาชิกในครอบครัวแบบไม่รบกวนกัน แต่ก็สามารถเปิดบานเลื่อนออกเมื่อต้องการเชื่อมสเปซให้ต่อเนื่องกันจนกลายเป็นห้องขนาดใหญ่ที่ต่อออกไปได้ถึงชานภายนอก รองรับกิจกรรมร่วมของครอบครัวได้อย่างยืดหยุ่น หรือแม้จะแยกกิจกรรมกันแต่ก็ยังคงมองเห็นและส่งเสียงพูดคุยกันได้ ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งของบ้านเป็นห้องนอนชั้นล่างสำหรับผู้สูงวัยที่สามารถเข้ามาใช้งานได้สะดวกและเป็นส่วนตัว

ต้นไม้ประธานบริเวณคอร์ตหน้าบ้านเป็นต้นกันเกราฟอร์มสวยประกอบกับไม้พุ่มที่ช่วยเพิ่มความสดชื่นในระดับสายตา

“หลังจากออกแบบแล้ว ผมก็ได้เห็นสมาชิกในครอบครัวเข้ามาใช้งานมุมต่าง ๆ ของบ้าน มีคนนั่งดูทีวีอยู่ในห้องนั่งเล่น คุณอิ๊งนั่งทำงานที่โต๊ะในห้องกินข้าว ขณะที่อีกคนนอนพักผ่อนอยู่ในห้องนอนชั้นล่าง พอถึงช่วงเย็นก็มีการเปิดพื้นที่ใช้งานต่อเนื่องไปถึงชานด้านนอก ผมว่าเป็นภาพที่น่าประทับใจ อีกอย่างคือผมออกแบบบันไดไว้อยู่ในห้องนั่งเล่นส่วนกลางของบ้าน เพื่อให้สมาชิกทุกคนได้มีโอกาสพบเจอกันระหว่างวัน เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่สะท้อนแนวคิดกั้นแต่ไม่แยก เพราะสเปซที่เปิดทำให้ทุกคนยังมีปฏิสัมพันธ์กันได้ในพื้นที่ส่วนกลาง ก่อนจะขึ้นไปใช้ห้องนอนที่เป็นพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน”

ชานนั่งเล่นขนาดกว้างและยาวเชื่อมต่อระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องรับประทานอาหาร เมื่อเปิดบานเลื่อนทั้งหมดออกก็สามารถขยายสเปซให้กลายเป็นห้องขนาดใหญ่ในบรรยากาศแบบ Inside Out
การเลือกใช้วัสดุตกแต่งภายนอกให้มีมู้ดต่อเนื่องไปถึงภายใน นอกจากทำให้พื้นที่ดูกลมกลืนกันแล้วยังช่วยประหยัดงบประมาณในการตกแต่งภายในไปด้วย
ภายในห้องนั่งเล่นเป็นสเปซที่สูงโปร่งแบบ Double Volume และเปิดรับแสงจากทางด้านหน้าและด้านหลังของบ้าน ยิ่งเมื่อเปิดบานเลื่อนออกทั้งหมดก็จะได้สเปซของห้องที่ดูกว้างขึ้นอีก

วัสดุที่เชื่อมต่อข้างในและข้างนอก

ด้วยงบประมาณที่จำกัด คุณศิรยังคิดถึงเรื่องการออกแบบภายในให้ควบคู่ไปพร้อมกับงานสถาปัตยกรรมตั้งแต่ต้น เพื่อลดภาระการตกแต่งในภายหลัง ทำให้โทนสีหลักของบ้านดูกลมกลืนอยู่ในโทนสีเบจที่อบอุ่นซึ่งมาจากการผสมระหว่างเทาอมเหลืองและไม้สีอ่อน ช่วยให้บ้านดูสว่างและไม่มืดทึบเกินไป อีกทั้งยังเป็นโทนสีที่คุณอิ๊งและคุณป้อมชอบเพราะอยากให้บ้านดูสวยได้นานแบบไม่ตกยุค 

งานตกแต่งภายในที่ต่อเนื่องไปกับงานสถาปัตย์ไปเลย เช่น ผนังภายนอกที่พ่นสีเท็กซ์เจอร์และเซาะร่องแนวตั้งไว้เพื่อช่วยเพิ่มมิติและแสงเงาก็เป็นผนังแบบเดียวกับที่ใช้ตกแต่งบริเวณหลังทีวีในห้องนั่งเล่นด้วย ข้อดีคือทำให้บ้านเกิดบรรยากาศแบบ Inside Out ทำให้พื้นที่ข้างในและข้างนอกกลายเป็นพื้นที่เดียวกัน เพิ่มระยะการใช้งานได้กว้างและสบายตาขึ้นอีก แค่หาเฟอร์นิเจอร์ลอยตัวมาวางก็ใช้งานได้เลย รวมถึงกรอบประตูหน้าต่างก็ใช้สีแชมเปญให้กลืนไปกับผนังหลักของบ้าน ช่วยให้เส้นกรอบเหมือนกลืนหายไปจากสายตา  เป็นวิธีที่เรียบง่ายและช่วยประหยัดงบประมาณไปในตัว

ผนังตกแต่งเป็นงานพ่นสีเท็กซ์เจอร์และเซาะร่องเพิ่มมิติของแสงเงา อีกทั้งช่วยทำให้พื้นที่ดูสูงโปร่
สถาปนิกตั้งใจวางบันไดไว้ที่โถงนั่งเล่นกลางบ้าน โดยยอมเสียพื้นที่นั่งเล่นนิดหน่อยก็เพื่อให้สมาชิกทุกคนได้มีโอกาสพบเจอกันระหว่างวัน
ด้านหลังโซฟานั่งเล่น ยังมีโต๊ะทำงานเล็กๆ ในมุมมองที่เปิดโล่งออกไปสู่สวนคอร์ตหน้าบ้าน
แนวคิดการกั้นแต่ไม่แยกทำให้ระหว่างห้องนั่งเล่นกับห้องครัวมีประตูกั้นแยกเพื่อป้องกันปัญหากลิ่นควันจากการปรุงอาหาร แต่ก็ยังสามารถเปิดเพื่อเชื่อมต่อมุมมองได้เช่นกัน
พื้นที่ฝั่งนี้ของอาคารยกฟังก์ชันให้เป็นห้องครัวและส่วนรับประทานอาหารที่ต่อเนื่องกัน
มุมหนึ่งจากห้องครัวก็สามารถเชื่อมต่อเป็นพื้นที่เดียวกับสวนคอร์ตหน้าบ้านได้
โทนสีที่อบอุ่นจากวัสดุตกแต่งภายนอกเชื่อมโยงมาถึงงานตกแต่งภายในที่เน้นโทนสีเทาอมเหลืองและไม้สีอ่อนทำให้บ้านมีบรรยากาศที่ผ่อนคลายสบายตา
โต๊ะทำงานภายในห้องนอนชั้นล่างมีมุมมองที่เปิดออกสู่พื้นที่สวนส่วนตัวได้
ผนังส่วนปิดด้านหลังบ้านทำเป็นคอร์ตต้นไม้สำหรับห้องน้ำ และยังมีการจัดส่วนไม้พุ่มเล็กๆ มาเติมความสดชื่นให้ทางเดินด้วย
คอร์ต์สำหรับปลูกต้นไม้เพื่อเปิดพื้นที่ให้แสงธรรมชาติเข้าบ้านและเพิ่มมุมมองธรรมชาติไว้ในห้องน้ำชั้นล่าง
ใช้ประโยชน์จากการเปิดโถงสูงในห้องนั่งเล่นทำเป็นบันไดทางขึ้้นสู่ชั้น 2
ผนังทั้งสองข้างของทางเดินชั้นบนเน้นเป็นผนังกระจกเพื่อรับแสงธรรมชาติเข้าบ้าน
แม้แต่ห้องน้ำก็ได้รับการออกแบบให้มีคอร์ตส่วนตัว เปิดรับแสงธรรมชาติและมองเห็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ทุกพื้นที่ของบ้านยังคงเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

บ้านที่พร้อมปรับเปลี่ยนและเติบโต

นอกจากการออกแบบให้พื้นที่ภายในสามารถปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นตามการใช้งานของสมาชิกหลายคนในครอบครัวแล้ว คุณศิรบอกว่าหน้าตาภายนอกของบ้านที่ดูคล้ายเป็นบ้านแฝดสองหลังก็มาจากความตั้งใจนี้ด้วยเช่นกัน

“เราเริ่มต้นจากไอเดียแรกที่จะทำบ้านสำหรับสองคนแล้วก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นบ้านที่มีความอเนกประสงค์พอให้หลายคนมาใช้งานร่วมกันได้ และยังสามารถเผื่อไว้รองรับช่วงวัยที่มีลูกไปด้วย นั่นหมายความว่าบ้านจะต้องมีคน 3 เจนมาใช้งานร่วมกันในอนาคต ผมเลยออกแบบตัวอาคารให้สามารถแบ่งเป็นบ้านสองหลังได้ ไม่ว่าจะแบ่งสำหรับ 2 ครอบครัวก็ได้ เพราะเชื่อว่าถ้าเจ้าของบ้านตั้งใจอยู่บ้านหลังนี้ไปยาว ๆ ก็น่าจะมีการปรับไปตามช่วงวัยของสมาชิกในครอบครัวที่เติบโตไว้ด้วย”

เพราะท้ายที่สุด บ้านที่ดีอาจไม่ใช่บ้านที่สมบูรณ์ที่สุดในวันนี้ แต่คือบ้านที่ยังพร้อมเติบโต เปลี่ยนแปลง และรองรับชีวิตผู้คนได้ในระยะยาวเช่นเดียวกับบ้านหลังนี้

แม้แต่ห้องน้ำก็ได้รับการออกแบบให้มีคอร์ตส่วนตัว เปิดรับแสงธรรมชาติและมองเห็นพื้นที่สีเขียว เพื่อให้ทุกพื้นที่ของบ้านยังคงเชื่อมโยงกับธรรมชาติ
กระบะปลูกต้นไม้ใช้วัสดุทรายล้างตกแต่งผิวเพิ่มดีไซน์ให้อาคารไปในตัว

เจ้าของ : คุณศิรศา พันธุ์ทวี และคุณยุทธนา พงษ์ประดิษฐ์

สถาปนิก : Undercloud Architects โดยคุณศิร เต็มใจ และคุณศศิวิมล สุยะนนท์

เรื่่อง : ภัทรสิริ โชติพงศ์สันติ์

ภาพ : รุ่งกิจ เจริญวัฒน์


Verdure Villa บ้านในเมืองกลิ่นอายบ้านสวน

เรือนไทยร่วมสมัย พรางตาจากภายนอก รับลมสู่ภายใน

Update: 2026-07-21
Tags: