classicliterature.it.com

IMF เตือนฟองสบู่ AI ผ่าเงินหมุน 9.5 แสนล้านดอลลาร์ ผูกพันรายได้อนาคต


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นาย Athanasios Vamvakidis จากฝ่ายตลาดเงินและตลาดทุน พร้อมด้วยนาย Jason Wu ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และนาย Caio Ferreira รองหัวหน้าฝ่าย Monetary and Capital Markets Department ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยระหว่างการตอบข้อซักถามของสื่อมวลชนทั่วโลก ในงาน IMF–World Bank Group Annual Meetings 2026 หัวข้อ Press Briefing: Global Financial Stability Report ว่า กระแสการลงทุนในเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลกและผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน แต่ความเชื่อมโยงด้านเงินทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพตลาดการเงิน

IMF ระบุว่า แม้ราคาหุ้นกลุ่ม AI ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก แต่ระดับอัตราส่วนราคาต่อกำไร หรือ P/E Ratio ยังไม่ได้อยู่ในภาวะตึงตัวมากเกินไป เนื่องจากผลประกอบการของบริษัทที่เกี่ยวข้องยังออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การกระจุกตัวของการลงทุนและการถือครองสินทรัพย์สหรัฐฯ โดยเฉพาะหุ้นที่เชื่อมโยงกับ AI ซึ่งอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ หากผลตอบแทนจากการลงทุนต่ำกว่าคาด หรือบริษัทไม่สามารถสร้างรายได้จากเทคโนโลยีได้ทันกับเม็ดเงินที่ลงทุนไป อาจนำไปสู่การปรับตัวลงอย่างรวดเร็วของราคาหุ้น และส่งผลต่อความมั่งคั่ง การบริโภค และการลงทุนในภาคเศรษฐกิจจริง

ผลกระทบดังกล่าวอาจไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทเทคโนโลยีและนักลงทุนในหุ้น AI แต่สามารถส่งผ่านไปยังสินทรัพย์ประเภทอื่นผ่านผลกระทบด้านความมั่งคั่ง หรือ Wealth Effect และทำให้ภาวะการเงินโดยรวมตึงตัวขึ้น ทั้งในรูปต้นทุนการระดมทุนที่สูงขึ้น การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ลดลง และความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่อ่อนแอลง

IMF ระบุว่า หากแรงกระแทกรุนแรงเพียงพอ อาจส่งผลต่อการลงทุน การจ้างงาน และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม การปรับฐานของตลาด AI ไม่ได้หมายความว่าจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยโดยอัตโนมัติ เนื่องจากผลกระทบขึ้นอยู่กับขนาดของการปรับฐานและระดับการส่งผ่านไปยังภาคส่วนอื่น

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ IMF ให้ความสำคัญ คือข้อจำกัดด้านนโยบาย หรือ Policy Space ของรัฐบาลและธนาคารกลาง ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับวิกฤตในอดีต เนื่องจากหลายประเทศยังเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ขณะที่หนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการใช้มาตรการการคลังหรือการเงินเพื่อรองรับแรงกระแทกมีข้อจำกัดมากขึ้น

จับตา Circular Financing ผูกพันรายได้อนาคต 1.4 ล้านล้านดอลลาร์

IMF ยังเตือนถึงรูปแบบการระดมทุนในอุตสาหกรรม AI ที่มีลักษณะเป็นวงจร หรือ Circular Financing ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างผู้ลงทุน ผู้ให้เงินทุน และผู้ซื้อสินค้าหรือบริการในอนาคต ทำให้เงินทุนหมุนเวียนอยู่ภายในเครือข่ายธุรกิจเดียวกัน ขณะที่ความสามารถในการชำระหนี้และสร้างผลตอบแทนในท้ายที่สุดยังขึ้นอยู่กับรายได้ที่เกิดขึ้นจริงจากการนำ AI ไปใช้เชิงพาณิชย์

จากการสำรวจธุรกรรมที่เปิดเผยต่อสาธารณะจำนวน 14 รายการ IMF พบว่า มีการลงทุนผ่านตราสารทุน หรือ Equity ประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์ และผ่านตราสารหนี้ หรือ Debt ประมาณ 650,000 ล้านดอลลาร์ รวมเงินลงทุนราว 950,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 9.5 แสนล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน มีข้อผูกพันด้านรายได้ในอนาคตสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นถึงขนาดของความเชื่อมโยงทางการเงินรอบอุตสาหกรรม AI และความสำคัญของรายได้ในอนาคตต่อการรองรับทั้งเงินลงทุนและภาระผูกพันที่สะสมอยู่ในระบบ

IMF ระบุว่า หากการนำ AI ไปใช้ในเชิงพาณิชย์ไม่สามารถสร้างรายได้ได้ตามที่ตลาดคาด อาจเกิดผลกระทบพร้อมกัน 3 ด้าน หรือ “Triple Whammy” ได้แก่ มูลค่าตราสารทุนลดลง ความสามารถในการชำระหนี้อ่อนแอลงจากกระแสเงินสดที่ไม่เพียงพอ และรายได้ในอนาคตที่ถูกใช้เป็นพื้นฐานของข้อตกลงทางธุรกิจไม่เกิดขึ้นจริงตามประมาณการ

ดังนั้น ความเสี่ยงของ AI จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงคำถามว่าราคาหุ้นแพงเกินไปหรือไม่ แต่ยังอยู่ที่ความสามารถของธุรกิจในการเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนจำนวนมหาศาลให้เป็นกระแสเงินสดที่ยั่งยืน หากรายได้ไม่เกิดขึ้นตามเป้าหมาย ความเสียหายในตลาดหุ้นอาจเชื่อมโยงไปยังความเสี่ยงด้านเครดิตและการผิดนัดชำระหนี้ได้พร้อมกัน

ไซเบอร์ขึ้นแท่นความเสี่ยงระบบการเงิน

นอกเหนือจากความเสี่ยงด้านราคาสินทรัพย์ IMF ยังเตือนว่า ภัยคุกคามทางไซเบอร์กำลังมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพระบบการเงินมากขึ้น จากการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก หรือ Third-party Service Providers ที่มีการกระจุกตัว และการนำ AI มาใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพการโจมตีของผู้ไม่หวังดี

ความเสี่ยงดังกล่าวมีความสำคัญต่อระบบการเงิน เนื่องจากสถาบันการเงินและระบบชำระเงินพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและผู้ให้บริการเทคโนโลยีมากขึ้น หากผู้ให้บริการรายสำคัญเกิดปัญหาหรือถูกโจมตี อาจส่งผลกระทบต่อหลายองค์กรพร้อมกันและลุกลามไปสู่ระบบการเงินในวงกว้าง

ขณะเดียวกัน IMF ระบุว่า ทั่วโลกยังเผชิญภาวะขาดแคลนบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ โดยจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญอีกราว 40% เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ ขณะที่ประเทศตลาดเกิดใหม่มีความเปราะบางมากกว่า จากข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร และความสามารถในการรับมือเหตุการณ์

IMF จึงเสนอให้หน่วยงานกำกับดูแลเร่งยกระดับ Cyber Hygiene เพิ่มศักยภาพการกำกับดูแล ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ และตรวจสอบผู้ให้บริการระบบภายนอกที่มีความสำคัญต่อระบบการเงินอย่างใกล้ชิด

บอนด์ยีลด์สูงสะท้อน “วินัยตลาด” กลับมา

สำหรับตลาดพันธบัตรรัฐบาล IMF มองว่า การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หรือ Bond Yields ไม่จำเป็นต้องสะท้อนความผิดปกติของตลาด แต่ส่วนหนึ่งเป็นการกลับเข้าสู่ภาวะที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนวิกฤตการเงินโลก หลังตลาดอยู่ภายใต้ยุคดอกเบี้ยต่ำและมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ หรือ QE มาเป็นเวลานาน

ปัจจัยที่ผลักดันบอนด์ยีลด์สูงขึ้น ได้แก่ เงินเฟ้อที่ยังยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น และการลดขนาดงบดุลของธนาคารกลาง หรือ Quantitative Tightening (QT)

IMF มองว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังสะท้อนการกลับมาของ “วินัยตลาด” หรือ Market Discipline โดยนักลงทุนเริ่มให้ความสำคัญกับฐานะการคลังและความน่าเชื่อถือของนโยบายภาครัฐมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูงหรือฐานะการคลังอ่อนแออาจต้องเผชิญต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้น

จับตา Hedge Funds ใช้ Leverage สูง

IMF ยังจับตาบทบาทของกองทุน Hedge Funds ในตลาดพันธบัตร หลังพบการใช้ Leverage ในระดับสูงและมีสถานะการลงทุนกระจุกตัวในบางกลยุทธ์ หากตลาดเข้าสู่ภาวะตึงเครียด ราคาสินทรัพย์เคลื่อนไหวผิดจากที่คาด หรือแหล่งเงินทุนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว กองทุนอาจจำเป็นต้องลดสถานะเพื่อเพิ่มสภาพคล่องหรือควบคุมความเสี่ยง

หากนักลงทุนหลายรายลดสถานะพร้อมกัน อาจเร่งแรงขาย กดดันสภาพคล่อง และเพิ่มความผันผวนในตลาดพันธบัตร โดยเฉพาะในกรณีที่ใช้เงินกู้สนับสนุนการลงทุนในสัดส่วนสูง

เพื่อบรรเทาความเสี่ยงดังกล่าว IMF สนับสนุนให้ผลักดันธุรกรรมเข้าสู่ระบบ Central Counterparty (CCP) มากขึ้น เพื่อช่วยบริหารหลักประกัน ลดความเสี่ยงจากคู่สัญญา และสนับสนุนสภาพคล่องของตลาดในช่วงที่เกิดความตึงเครียด

ทั้งนี้ IMF ย้ำว่า รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลควรใช้ช่วงเวลาที่ระบบการเงินยังแข็งแกร่ง เร่งสร้างพื้นที่ทางนโยบายและกันชนทางการเงิน เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับแรงกระแทกในอนาคต ก่อนที่ความเสี่ยงจาก AI หนี้สูง ภัยไซเบอร์ และความผันผวนในตลาดพันธบัตรจะเกิดขึ้นพร้อมกัน

Update: 2026-10-13
Tags: