HILITE: SMT พุ่งแรง 7.63% นำกลุ่ม โบรกชี้ PER ยังต่ำ AI ดันออเดอร์ Optical เป็น Growth Engine
เมื่อเวลา 10.43 น. ราคาหุ้น SMT พุ่ง 7.63% เพิ่มขึ้น 0.45 บาท มาที่ 6.35 บาท มูลค่าการซื้อขาย 284.40 ล้านบาท
KCE บวก 1.49% เพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 68.00 บาท มูลค่าการซื้อขาย 983.94 ล้านบาท
HANA บวก 1.47% เพิ่มขึ้น 0.75 บาท มาที่ 51.75 บาท มูลค่าการซื้อขาย 543.39 ล้านบาท
DELTA บวก 1.19% เพิ่มขึ้น 3.00 บาท มาที่ 255 บาท มูลค่าการซื้อขาย 1,832.65 ล้านบาท
CCET บวก 1.12% เพิ่มขึ้น 0.10 บาท มาที่ 9.05 บาท มูลค่าการซื้อขาย 271.23 ล้านบาท
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2569 ของ บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) [SMT] สะท้อนการฟื้นตัวชัดเจนทั้ง Revenue, Utilization และ Margin ขณะที่บริษัทคาดผลประกอบการใน ไตรมาส 3/69-ไตรมาส 4/69 ดีขึ้น QoQ อย่างมีนัยสำคัญ โดยมีคำสั่งซื้อล่วงหน้ารองรับการผลิตในช่วง 8-12 เดือนข้างหน้า
บริษัทให้ Guidance รายได้ปี 69 ไม่น้อยกว่า 2.6 พันล้านบาท และคาดปี 70 เติบโตมากกว่า 10% หรือมากกว่าระดับ 3 พันล้านบาท เราจึงมองว่าประมาณการปัจจุบันอาจยัง Conservative หากคำสั่งซื้อทยอยเปลี่ยนเป็นรายได้ได้เร็วกว่าคาด โดยข้อจำกัดสำคัญในระยะถัดไปอยู่ที่ Wafer Dicing ซึ่งยังมี Supply จำกัดในตลาด
Full Vertical Integration สร้างความเหนียวแน่นกับลูกค้า
SMT มีความสามารถตั้งแต่ Wafer Processing, IC Packaging, PCBA/Optical จนถึง Box Build พร้อม Design Support และ Co-design ทำให้บริษัทมีบทบาทมากกว่า Contract Manufacturer โดยสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้น Design และพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้า
กรณี Lumentum สะท้อนโมเดลนี้ได้ชัดเจน โดย SMT มีการลงทุนและขยายการผลิตไปพร้อมกับลูกค้า ช่วยเพิ่ม Switching Cost และเพิ่มโอกาสในการได้รับคำสั่งซื้อระยะยาว
Optical คือ Growth Engine ใหม่จาก AI
Optical และ OSAT เป็นธุรกิจที่ได้ประโยชน์โดยตรงจาก AI และมี Margin สูงกว่าธุรกิจดั้งเดิม โดยรายได้ที่เกี่ยวข้องกับ AI ของ SMT ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น หลังเริ่มผลิตให้ลูกค้า 23 รายใน ครึ่งหลังปี 2569 และคิดเป็นสัดส่วนต่ำกว่า 5% ของรายได้ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าสัดส่วนดังกล่าวมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 10% ในปีหน้าจากการเพิ่มการผลิตของลูกค้ารายหลัก
เรามอง Lumentum เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ Global Optical Supply Chain ขณะที่การได้ลูกค้าใหม่และการ Qualification ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ยังเป็น Upside ที่ยังไม่รวมเต็มที่ในประมาณการของเรา
Capacity Expansion จะเป็น Catalyst ถัดไป
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ลูกค้า Optical ระดับโลกไม่ได้ต้องการเพียง Capacity สำหรับคำสั่งซื้อปัจจุบัน แต่ต้องการ Capacity ระยะยาวเพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ SMT ยังสามารถรองรับคำสั่งซื้อปัจจุบันได้ ทำให้ Capacity ยังไม่เป็นข้อจำกัดในระยะสั้น แต่มีโอกาสกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในระยะถัดไป
เราคาดว่าบริษัทอาจพิจารณาขยายโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต โดยหากต้องการรองรับการเติบโตของรายได้มากกว่า 10% ต่อปี อาจต้องเพิ่ม Capex จากระดับปกติราว 100 ล้านบาท/ปี เป็น 450500 ล้านบาท/ปี ซึ่งด้วยฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง บริษัทมีความพร้อมรองรับการลงทุนดังกล่าว
หากบริษัทตัดสินใจขยายโรงงาน เรามองเป็น Catalyst สำคัญต่อราคาหุ้น เพราะจะสะท้อนว่าลูกค้า Optical ระดับโลกมีการ Commit Volume ระยะยาวในระดับที่มากพอให้ SMT ต้องลงทุนเพิ่ม Capacity รอบใหม่ ซึ่งจะเพิ่มความเชื่อมั่นต่อความต่อเนื่องของรายได้และกำไร มากกว่าการฟื้นตัวตามรอบอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว
Demand แข็งแกร่ง เปิดโอกาสยกระดับ Margin
ภายใต้ภาวะ Demand สูง แต่ Supply และ Capacity มีจำกัด บริษัทมีอำนาจในการคัดเลือกงานมากขึ้น โดยสามารถให้น้ำหนักกับงานที่มี Margin สูงและมาจากลูกค้าที่มีคำสั่งซื้อระยะยาวมากกว่าการเร่งเพิ่มปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีโอกาสช่วยให้ GPM ปรับตัวดีขึ้นได้เร็ว
ดังนั้น Upside ของ SMT ในรอบนี้ไม่ได้มาจากคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมาจากการจัดสรร Capacity ไปยังงานที่ให้ผลตอบแทนสูง และการลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับ Demand ระยะยาว เราคาดหวัง GPM ใน ครึ่งหลังปี 2569 ไม่รวมผลกระทบของค่าเงิน จะปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ HoH
Semiconductor Cycle รอบนี้มีโอกาสแข็งแกร่งกว่ารอบ COVID-19
เราไม่ได้มองการฟื้นตัวครั้งนี้เป็นเพียงการกลับเข้าสู่ Semiconductor Cycle ปกติ เนื่องจากแรงขับเคลื่อนของ Demand แตกต่างจากช่วง COVID-19 อย่างมีนัยสำคัญ โดย COVID-19 เป็นการเร่งซื้อสินค้า Electronics และดึง Demand จากอนาคตมาใช้ล่วงหน้า ก่อนเข้าสู่ช่วง Inventory Correction และ Downcycle ที่รุนแรง
ขณะที่รอบปัจจุบันมี AI เป็น Structural Demand ใหม่ ซึ่งต้องลงทุนต่อเนื่องใน Data Center, Computing และ Networking Infrastructure ทำให้เป็นการสร้าง Demand ใหม่มากกว่าการดึง Demand ในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า เราจึงมองว่า Cycle รอบนี้มีโอกาสยาวและแข็งแรงกว่าเดิม และเมื่อ AI Infrastructure ขยายตัว SMT ซึ่งเพิ่งเริ่มได้รับประโยชน์ยังมีโอกาสได้รับความต้องการเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของ Supply Chain
Valuation น่าสนใจ ยัง Laggard กลุ่ม
เราคงคาดกำไรปกติปี 2569 ที่ 150 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน 146 ล้านบาทในปี 2568 และเพิ่มเป็น 256 ล้านบาท (+70% YoY) ในปี 2570 คงราคาเหมาะสมหุ้น SMT ณ สิ้นปี 70 ที่ 7.60 บาทต่อหุ้น อิง PER 25 เท่า ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ PER ราว 19 เท่า ต่ำกว่ากลุ่มที่ 28-58 เท่าอย่างมีนัยสำคัญ มองว่าหากการฟื้นตัวของกำไรและ Optical Growth เกิดขึ้นต่อเนื่อง หุ้นมีโอกาสได้รับประโยชน์ทั้งจาก Earnings Growth และ Multiple Re-rating
โดย วรินทร ศิรินอก