เปิดข้อมูลรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน: HAND กับการสร้างระบบนิเวศการตรวจสอบอำนาจรัฐ
เมื่อประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การตรวจสอบอำนาจรัฐจึงเป็นกระบวนการจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อไม่ให้นักการเมืองหรือข้าราชการใช้อำนาจนั้นโดยมิชอบ การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐเพื่อนำไปสู่การตรวจสอบจะเป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชน เพราะหน้าที่การตรวจสอบทุจริตไม่อาจฝากไว้กับองค์กรใดองค์กรหนึ่งได้
ในแต่ละปี งบประมาณภาครัฐนับล้านล้านบาทถูกใช้ผ่านโครงการจำนวนมหาศาล การตรวจหาร่องรอยที่ส่อถึงการทุจริตจึงไม่เพียงต้องการข้อมูลที่มากพอจะเห็นความผิดปกติ แต่ยังต้องการเครื่องมือที่ช่วยวิเคราะห์เอกสารกองโตเหล่านั้นด้วย สิ่งสำคัญคือข้อมูลภาครัฐต้องถูกจัดเก็บอย่างมีมาตรฐานและเปิดให้เข้าถึงได้ทั้งจากภาคประชาชนและหน่วยงานตรวจสอบ
นอกจากนี้ กระบวนการยุติธรรมที่จะเอาผิดคดีทุจริตต้องทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ไม่เอนเอียง ไม่ล่าช้า เพื่อให้ผู้ที่ออกมาส่งเสียงถึงความผิดปกติไม่เผชิญความเสี่ยงเพียงลำพัง
วันโอวันสนทนากับ สุภอรรถ โบสุวรรณ และ รักษ์ป่า อู่สุวรรณ จากแฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม (HAND Social Enterprise) วิสาหกิจเพื่อสังคมที่มุ่งส่งเสริมด้านธรรมาภิบาลและการต่อต้านคอร์รัปชัน ผู้ร่วมพัฒนา ACT Ai แพลตฟอร์มฐานข้อมูลเปิดขนาดใหญ่ (open data platform) ที่รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
จากประสบการณ์ทำงานกับข้อมูลภาครัฐทำให้พวกเขามองเห็นความท้าทายของการทำให้ภาครัฐเปิดข้อมูล คำถามสำคัญคือทำอย่างไรจึงจะลดอุปสรรคในการเปิดข้อมูล สร้างแรงจูงใจให้เจ้าหน้าที่รัฐ และเสริมพลังการตรวจสอบในภาคประชาชน เพื่อสร้างความโปร่งใสอย่างยั่งยืน

จากงานที่ HAND ทำมามีตัวอย่างกรณีแบบไหนบ้างที่เมื่อภาครัฐเปิดข้อมูลแล้วสามารถเพิ่มพลังการตรวจสอบจากภาคประชาชนได้
รักษ์ป่า: มีหลายกรณี แต่เรื่องที่เราหยิบขึ้นมาพูดถึงบ่อยคือโครงการ ‘เสาไฟกินรี’ จากตอนแรกที่คนถ่ายรูปมาว่าทำไมมีเสาไฟตั้งอยู่ในพื้นที่รกร้าง ต่อมาก็พบว่ามีการจัดซื้อเสาไฟหลายร้อยต้นในหน่วยงานเดียว โดยวิธีจัดซื้อส่อผิดปกติ ทีโออาร์ผิดปกติ เสาไฟก็ส่อแพงเกินจริง จากข้อมูลเล็กๆ เหล่านี้ทำให้เกิดการตรวจสอบทุจริต
อีกตัวอย่างคือกรณีเครื่องออกกำลังกาย กทม. เริ่มจากมีคนเห็นว่ามีการจัดซื้อแพงเกินจริง เมื่อสามารถเข้าไปดูข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างได้ ประชาชนหรือภาคประชาสังคมก็วิเคราะห์ได้ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องซื้อแพงเกินจริง แต่หาสาเหตุได้ว่ามันแพงเพราะอะไร สเปกเครื่องที่จัดซื้อมีความจำเป็นจริงหรือไม่ สเปกนี้มีผู้นำเข้ากี่ราย ทำให้เห็นภาพรวมความสุ่มเสี่ยงที่จะส่อทุจริตมากขึ้นจากการมีข้อมูลเปิด
การมีข้อมูลเปิดทำให้ประชาชนเข้าไปตรวจสอบและตั้งข้อสังเกตได้ว่า ทำไมโครงการนี้จึงแพง โดยดูข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างหรือทีโออาร์ ทำให้เห็นว่าโครงการนั้นส่อที่จะกีดกันการแข่งขันอย่างเป็นธรรม หรือทำให้เห็นว่าโครงการนั้นไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อประชาชนจริงๆ
การชนะประมูลงานภาครัฐมีสองแบบคือเป็นผู้เสนอราคาต่ำที่สุดหรือเป็นผู้ได้คะแนนสูงสุดตามเกณฑ์ที่หน่วยงานของรัฐนั้นกำหนด การโกงในสมัยก่อนมักเกิดจากการทุ่มตัดราคาให้ต่ำที่สุดเพื่อคว้างานไป แต่ลองสังเกตดูว่าช่วงนี้หน่วยงานรัฐหันมาใช้เกณฑ์คะแนนเป็นหลักมากขึ้น นั่นหมายความว่าหน่วยงานรัฐมีดุลพินิจในการให้คะแนนและตัดสินมากขึ้นตามไปด้วย โดยที่ประชาชนไม่ทราบว่าหลักเกณฑ์การให้คะแนนนั้นเป็นอย่างไร
ภาครัฐมีมาตรฐานในการกำหนดเกณฑ์ให้คะแนนการจัดซื้อจัดจ้างไหมและเคยเจอกรณีไหนที่ตั้งเกณฑ์แปลกๆ
รักษ์ป่า: กรมบัญชีกลางมีหลักอยู่ว่า ถ้าคุณตั้งเกณฑ์ใหญ่ขึ้นมา คุณต้องบอกได้ว่าเกณฑ์นั้นวัดอะไร และต้องแตกเป็นเกณฑ์ย่อยลงไปอีก แต่บางทีหน่วยงานที่จัดซื้อก็ไม่ได้ทำตามนั้น
ผมมีโอกาสติดตามคุณสุภอรรถเข้าประชุม กมธ.ติดตามงบประมาณ เจอกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติจัดซื้อเครื่องมือรับส่งวิทยุที่เน้นการให้เกณฑ์คะแนนเป็นหลัก กรมบัญชีกลางถามว่าได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้หรือไม่ หน่วยงานก็ยืนยันว่าปฏิบัติตาม แต่รายละเอียดของเกณฑ์งงมาก คือวิทยุรับส่งมีเครื่องแม่กับเครื่องลูก หน่วยงานมีเครื่องแม่อยู่แล้ว อยากจัดซื้อเครื่องลูก จึงกำหนดว่าถ้าเครื่องลูกเชื่อมกับเครื่องแม่ได้เลยจะได้สองคะแนน แปลว่าถ้าเครื่องแม่เป็นยี่ห้อ A เครื่องลูกก็ต้องเป็นยี่ห้อ A ด้วย แล้วถ้าผู้แข่งขันรายอื่นมียี่ห้ออื่นแต่มีตัวกลางที่ทำให้เชื่อมกับเครื่องแม่ได้เขาก็ไม่ได้คะแนน โครงการนี้แพ้กันไปแค่ 1-2 คะแนน นี่เป็นการใช้ดุลพินิจ ล็อกคะแนนตั้งแต่ต้น ในยุคนี้มีการตั้งเกณฑ์แบบนี้มากขึ้น หน่วยงานควรเปิดเผยข้อมูลว่าหลักเกณฑ์แต่ละตัวชี้วัดอย่างไรและเพื่ออะไร ไม่ใช่แค่เปิดเผยเอกสารว่าฉันมีเกณฑ์แบบนี้ แล้วผู้เข้าประมูลแต่ละรายได้คะแนนเท่าไหร่
อย่างโครงการ TH-AI Passport ที่มีการกำหนดเรื่องจอโฆษณา ทางกระทรวง DE (กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) บอกว่ามันไม่ใช่ใจความสำคัญ แต่ที่จริงแล้วคนที่ทำตามเงื่อนไขนี้ได้ ต้องมีหรือเข้าถึงเครือข่ายจอขนาดใหญ่ ทำให้การแข่งขันน้อยลง
ปัจจุบันรัฐก็เปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างระดับหนึ่ง แล้วมีข้อมูลแบบไหนที่หากรัฐเปิดเผยมากขึ้นจะทำให้เห็นความเชื่อมโยงของการทุจริตหรือตรวจสอบได้ดีขึ้น
รักษ์ป่า: ปัจจุบันมีปัญหาเรื่องการฟอกเงินมากขึ้น มีคำที่เกี่ยวข้องสองคำคือผู้ที่มีสถานภาพทางการเมือง (politically exposed person – PEP) กับผู้ได้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (beneficial ownership – BO) คนที่เป็น PEP คือผู้มีอำนาจหรือเกี่ยวข้องรัฐบาล ซึ่งเขาอาจเป็นหนึ่งใน BO ที่ได้ผลประโยชน์จากการออกนโยบายหนึ่งๆ สมมติผมคุมกระทรวงที่ควบคุมราคาน้ำมัน ผมมีอำนาจกำหนดนโยบายที่ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นได้ บริษัทน้ำมันก็มีรายได้มากขึ้น แล้วผมถือหุ้นบริษัทที่นำเข้าน้ำมัน แต่ข้อมูลที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงแบบนี้ไม่ได้มาง่ายๆ ทุกวันนี้แต่ละหน่วยงานมีข้อมูล แต่มันกระจัดกระจายมาก บางข้อมูลก็ไม่เปิดเลย การตรวจสอบก็ทำได้ยาก
ตัวอย่างข้อมูลที่ไม่เปิดให้ประชาชนดูคือข้อมูลนิติบุคคลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขาบอกว่าไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลนิติบุคคลทั้งหมดให้ประชาชนรู้ได้ เพราะติดเรื่อง PDPA แต่ถ้าเราเข้าเว็บไซต์ Creden ซึ่งเป็นของเอกชน แล้วเราจ่ายเงินเพื่อเข้าถึงข้อมูล เราก็จะดูข้อมูลการถือหุ้นหรือกรรมการบริหารได้ ข้อมูลแบบนี้ภาครัฐควรเปิดเผยตั้งแต่แรก แต่เขาก็ไม่เปิดเผยสักที ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เชื่อมโยง PEP กับ BO ได้
ตัวอย่างเรื่อง TH-AI Passport บริษัทที่ชนะประมูลคือกิจการค้าร่วมทีเอช ประกอบด้วยบริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (TKC) กับบริษัท ฮิวแมน อินเทลลิเจนท์ จำกัด แม้ Plan B ผู้เป็นเจ้าของจอโฆษณาจะบอกว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับโครงการ แต่ที่ตั้งของฮิวแมนฯ อยู่ในตึก Plan B กรรมการบริษัทฮิวแมนฯ ก็เคยอยู่ Plan B มาก่อน แล้วยังมีประเด็นเรื่องผู้ถือหุ้นบริษัทฮิวแมนฯ ด้วย ถ้าเราเปิดข้อมูลเหล่านี้จะสร้างความเชื่อมโยงให้เห็นภาพได้เลยว่ามีอะไรที่ผิดสังเกตบ้าง นี่คือหนึ่งชุดข้อมูลจาก 25 ชุดข้อมูลในการต่อต้านคอร์รัปชัน

การทุจริตรูปแบบไหนที่ดูออกง่ายที่สุดว่าโครงการนี้มีการคอร์รัปชัน
รักษ์ป่า: เรื่องที่เกิดบ่อยคือ ดัมพ์ราคา ล็อกสเปก แต่ที่ดูออกง่ายที่สุดผมคิดว่าเป็นเรื่องจัดซื้อจัดจ้างแพงเกินจริง ซึ่งเจอบ่อยเช่นกัน เช่น สินค้าที่ราคาตลาดแค่ 500-600 บาท แต่ภาครัฐซื้อ 1,500-5,000 บาท แต่ปัญหาซื้อแพงเกินจริงเหมือนเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง HAND พยายามสนับสนุนให้คนไปดูข้างล่างภูเขาน้ำแข็งว่าอะไรบ้างที่ทำให้มันแพงเกินจริง เช่น มีข้อมูลอะไรบ้าง ดูทีโออาร์ได้ไหม ราคาตลาดเท่าไหร่ หรือซัพพลายเออร์เป็นใคร มีใครนำเข้าบ้าง เป็นข้อมูลที่ต้องดูควบคู่กับข้อสังเกตว่ามันแพงเกินจริง ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เราส่งให้หน่วยงานตรวจสอบดำเนินการต่อไปได้ เรากำลังพยายามสร้างระบบนิเวศการตรวจสอบแบบนี้อยู่
แม้สังคมจะมีการเปิดเผยข้อมูลทุจริตออกมาเรื่อยๆ บางกรณีได้รับความสนใจมาก อย่างเสาไฟกินรีที่กลายเป็นมีม แต่บางกรณีเปิดข้อมูลออกมาแล้วเงียบหาย อะไรคือความแตกต่างที่ทำให้เรื่องนั้นจุดติดหรือไม่
รักษ์ป่า: มันมีหลายส่วน สิ่งสำคัญคือข้อมูล บางกรณีเปิดข้อมูลออกมาแล้วเจอว่าเกิดขึ้นที่อื่นคล้ายกัน ประชาชนก็ช่วยกันขุดจนพลังของข้อมูลมีมากขึ้น ทำให้กรณีนั้นจุดติด ส่วนเรื่องที่เงียบหายไปอาจเป็นเพราะข้อมูลไม่สามารถสืบต่อได้หรือสื่อไม่กล้านำเสนอต่อ แม้ว่าสื่ออยากนำเสนอเรื่องแบบนี้ แต่ก็อาจมีนายทุนหรือผู้ซื้อโฆษณาที่เกี่ยวพันอยู่ กลายเป็นกลไกที่อาจจะทำให้สื่อไม่สามารถเปิดเผยได้เต็มที่ หรือเมื่อเปิดเผยไปแล้วก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้องปิดปาก
เหตุผลที่หลายกรณีส่อทุจริตแต่ยังไปไม่ถึงไหน อาจเป็นเพราะข้อมูลที่มีอยู่ไม่พอจะตรวจสอบต่อ แล้วยังมีเรื่องอำนาจเบื้องหลัง หรือเงื่อนไขอื่นๆ
มีกลโกงรูปแบบไหนที่เห็นข้อมูลแล้วรู้ว่าส่อทุจริต แต่สุดท้ายเอาผิดไม่ได้
รักษ์ป่า: มีกรณีการจัดซื้อจัดจ้างที่สงขลาซึ่งทีม HAND ทำร่วมกับเพจต้องแฉและสำนักข่าวในพื้นที่ จุดตั้งต้นคือเรื่องการฟอกเงินของลูกชายนักการเมืองในพื้นที่ แล้วเชื่อมโยงว่าแม่ของเขาเกี่ยวพันบริษัทผู้รับเหมาที่ได้งานก่อสร้างถนนแทบทั้งหมดในพื้นที่ พอไปดูคู่เทียบในการเสนอราคา ปรากฏว่าเป็นบริษัทเครือญาติของเขาทั้งหมด ทุกเจ้าแบ่งงานกันไปในละแวกนั้น แล้วทุกการเสนอราคาผิดปกติหมด ดูจากข้อมูลก็ส่อฮั้ว แต่สุดท้ายก็ยังเอาผิดอะไรไม่ได้
น่าเสียดายว่าเรามีทั้งข้อมูลโครงการ ข้อมูลรายละเอียด ข้อสังเกต ชื่อผู้เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน แต่พอส่งต่อไปที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็เงียบ ไม่มีการดำเนินการต่อ
ปัญหาคือเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามีเส้นทางการเงินไหนบ้างที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองหรือลูกนักการเมืองคนนั้น ข้อมูลประเภทนี้ไม่ถูกจัดเก็บ หรือข้อมูลไม่ถูกเปิดเผย หรือข้อมูลไม่เชื่อมโยงกัน ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมโยงไปหา PEP หรือ BO ได้ นี่คือช่องว่างของมัน
อุปสรรคของการเปิดข้อมูลภาครัฐมีอะไรบ้าง เริ่มจากที่เรื่องคุณภาพของข้อมูล
รักษ์ป่า: เรื่องคุณภาพของข้อมูลคือข้อมูลที่ปล่อยออกมาไม่สามารถเอาไปวิเคราะห์ต่อได้ เช่น เป็นไฟล์ PDF หรือไฟล์สแกนภาพ บางครั้งข้อมูลไม่ได้มาตรฐาน หน่วยงานไม่ได้อัปเดตอย่างต่อเนื่อง เช่น เว็บไซต์ที่อัปเดตเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง หน่วยงานไม่ได้อัปเดตว่าประกาศไปเมื่อไหร่ ผลการจัดซื้อจัดจ้างเป็นอย่างไร ทั้งคุณภาพและรูปแบบไม่สามารถเอื้ออำนวยต่อการนำไปวิเคราะห์ต่อได้ แม้แต่หน่วยงานตรวจสอบเองจะขอจากหน่วยงานรัฐก็ยาก
สุภอรรถ: อุปสรรคของการเปิดเผยข้อมูล เรื่องแรกสุดคือข้อมูลไม่พร้อมหรือไม่มีข้อมูล คนที่อยากได้ข้อมูลก็ต้องไปหาคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร (กวฉ.), สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPC), กฤษฎีกา หรือศาล เพราะแต่ละหน่วยงานจะบอกว่าเปิดข้อมูลไม่ได้ ติด PDPA ไม่อยู่ในหน้าที่ ประชาชนต้องไปฟ้องให้เปิดข้อมูล แล้วแต่ละหน่วยงานก็ทำงานนาน
เรื่องต่อมาคือตัวข้อมูลนั้นไม่มีการรวบรวมตั้งแต่ต้น สมมติผมไปที่กรมบัญชีกลางเพื่อขอข้อมูลงบประมาณร้อยกว่ากองทุนภายใต้หน่วยงานภาครัฐทั้งหมด เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะไม่เคยรวบรวมเลย
พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร มาตรา 15 ระบุว่าเจ้าหน้าที่มีสิทธิที่จะไม่เปิดเผยข้อมูล หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคง ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตหรือความปลอดภัยของบุคคล ดังนั้น หากคุณเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่อยากเปิดเผยข้อมูล เมื่อมีคนมาขอให้เปิดเผย คุณก็อ้างได้ว่าเป็นเรื่องความมั่นคงหรืออื่นๆ ถ้าอยากได้ข้อมูลต้องไปฟ้องศาลเอาเอง
นี่เป็นแนวทางที่ไม่ควรเกิดขึ้น ความจริงสํานักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) เคยให้แต่ละหน่วยงานทำบัญชีข้อมูล (data catalog) เพื่อระบุว่าในหน่วยงานมีข้อมูลอะไรอยู่ในสำนักไหนบ้าง การวิเคราะห์ว่าข้อมูลนี้ลับหรือไม่ลับไม่ควรเป็นสิทธิของคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเป็นความเห็นร่วม ปัญหาของ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการคือเปิดให้ใช้ดุลพินิจในการให้ข้อมูล ที่สุดแล้วเจ้าหน้าที่ก็ไม่ให้ข้อมูลหรอก


การทำงานของระบบราชการและวิธีคิดของเจ้าหน้าที่เป็นปัญหาแค่ไหนต่อการเปิดข้อมูล
สุภอรรถ: ส่วนใหญ่เจ้าหน้าที่มักจะกลัวซวย ทั้งในเรื่องที่ไม่มีอะไร จนถึงเรื่องที่มีอะไร นอกจากนี้คือไม่รู้หน้าที่ของตัวเอง คิดว่าไม่ใช่หน้าที่ คิดว่าตัวเองไม่ใช่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ที่ต้องให้ข้อมูล
เจ้าหน้าที่บางคนก็อยากเปิดข้อมูลนะ แต่เขาอธิบายว่าที่เปิดข้อมูลในรูปแบบไฟล์ PDF เพื่อไม่ให้คนปลอมแปลงเอกสาร ทั้งที่ความจริงแล้วก็มีโปรแกรมที่แก้ไฟล์ PDF ได้ ทางแก้ง่ายๆ ถ้าคุณอยากเปิดข้อมูลแบบ machine readable คุณก็แค่อัปโหลดไฟล์คู่กัน ใครจะปลอมแปลงได้ ถ้าคุณมีที่มาเอกสารอยู่ในเว็บไซต์
อย่างสำนักงบประมาณ ปีนี้เปิดงบเป็นแบบ Excel และ PDF ให้ประชาชนเข้าไปดูได้ แล้วใช้เอไอทำแดชบอร์ดได้เลย โดยหน้าแรกของเอกสารต้องเขียนว่าเป็นข้อมูลเกี่ยวกับอะไร จัดทำโดยใคร มีผู้รับผิดชอบชัดเจน และควรมีลิงก์ต้นทางอยู่ในนั้น เพื่อให้หาที่มาเจอ
สิ่งที่ไม่ควรทำเป็นไฟล์ DOCX แล้วเปิดให้ประชาชนมีอยู่อย่างเดียวคือเอกสารตราครุฑ เพราะคนจะเอาไปเปลี่ยนแปลงเนื้อหาแล้วปลอมเอกสารได้ แต่สิ่งที่เปิดได้ง่ายๆ เลยคือ รายงาน งบ ตัวเลข ตาราง ส่วนพวกหนังสือหรือบันทึกทำเป็น PDF ต่อไปได้
รักษ์ป่า: เรื่องวิธีคิด บางหน่วยงานก็จะบอกว่าข้อมูลเป็นความลับ เกี่ยวกับความมั่นคง ทำให้หน่วยงานเสียหาย แล้วก็งัด PDPA มาอ้าง บางหน่วยงานก็กลัวว่าให้ข้อมูลไปแล้วเขาจะผิดกฎหมายหรือเปล่า
นอกจากนี้คือขาดการบูรณาการข้อมูลร่วมกัน แต่ละหน่วยงานมีข้อมูลของตัวเอง แต่ไม่อยากเปิดเผยให้ประชาชน หรือบางครั้งก็ไม่อยากเปิดเผยระหว่างหน่วยงาน ทุกวันนี้เริ่มมีการสร้างความร่วมมือกันมากขึ้นระหว่างหน่วยงานตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่การขอข้อมูลต้องใช้เวลาและขอเป็นรายกรณี ไม่สามารถบูรณาการข้อมูลเพื่อให้เกิดการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพได้
อุปสรรคหลักของการเปิดข้อมูลภาครัฐคือเรายังไปไม่ถึงการสร้างระบบนิเวศการใช้ข้อมูล แม้หน่วยงานรัฐจะพยายามอย่างมากที่จะพัฒนาการเปิดเผยข้อมูลให้เป็นมาตรฐาน มีการของบหลายพันล้านบาทเพื่อจัดทำระบบคลาวด์กลางภาครัฐ ให้ข้อมูลรัฐทั้งหมดเป็นมาตรฐาน ไม่ซ้ำซ้อนกัน และเชื่อมโยงกันได้ แต่ยังไม่เห็นว่าจะเป็นอย่างนั้นได้จริง รัฐพยายามลงทุนกับข้อมูลมาก แต่ไม่เคยลงทุนกับผู้ใช้ข้อมูลเลย ข้อมูลที่เปิดเผยมา ถ้าเป็นข้อมูลที่ไม่มีคุณภาพก็จะไม่ถูกนำมาใช้ต่อ
ถ้าภาครัฐสร้างระบบนิเวศ จัดกิจกรรมหรือมีทุนสนับสนุนให้นักข่าว นักวิจัย ประชาชน หรือนักวิชาการนำข้อมูลไปพัฒนาต่อได้จริงจะยกระดับการเปิดข้อมูลได้
เราจะแก้ไขอุปสรรคในเชิงโครงสร้างได้อย่างไร โดยเฉพาะวิธีคิดภาครัฐที่ไม่อยากเปิดข้อมูล ถ้าแก้กฎหมายจะช่วยได้หรือไม่
รักษ์ป่า: เริ่มจากการให้ข้อมูลว่า ข้อมูลในระดับไหนที่หน่วยงานสามารถให้ได้หรือไม่ได้ เวลามีคนไปขอข้อมูล เจ้าหน้าที่บางคนก็อยากจะให้เลยนะ แต่สุดท้ายมีการเบรกกันเองข้างใน
อีกระดับหนึ่งคือการยกระดับกฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้นในการบังคับให้ข้อมูลถูกเปิด เพื่อให้หน่วยงานที่จะให้ข้อมูลมีกฎหมายมาหนุนว่า เขาจะปลอดภัยในการเปิดเผยข้อมูลหรือเชื่อมโยงข้อมูลต่อกันระหว่างหน่วยงาน
อย่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้าที่ไม่กล้าเปิดข้อมูลนิติบุคคลทั้งหมดให้หน่วยงานตรวจสอบ เพราะเขาบอกว่าตัวเองเป็นแค่หน่วยงานที่เก็บข้อมูล ไม่ได้เป็นหน่วยงานที่ต้องส่งต่อข้อมูลไปให้หน่วยงานตรวจสอบ ต้องขอเป็นรายกรณี ผมจึงคิดว่าต้องมีกฎหมายรองรับการส่งต่อข้อมูลของเขา
โดยแนวคิดแล้ว พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารและ PDPA ควรมาช่วยอำนวยความสะดวกการเปิดเผยข้อมูลและคุ้มครองข้อมูลส่วนตัวที่จำเป็น แต่ความจริงแล้วกฎหมายสองฉบับนี้กลายเป็นอุปสรรคในการเปิดเผยข้อมูลมากแค่ไหน
สุภอรรถ: เป็นอุปสรรคมาก ตัวกฎหมายไม่ได้มีปัญหา แต่มันเป็นข้ออ้างมากกว่า อย่าลืมว่าการเปิดข้อมูลคือการเปิดเผยข้อมูลของผู้มีอำนาจ แล้วคอร์รัปชันคือการโกงโดยใช้อำนาจ ทำโดยผู้มีอำนาจ แล้วคนที่มีอำนาจก็คือคนในรัฐบาลซึ่งเป็นคนออกกฎหมาย เมื่อผู้มีอำนาจเป็นพวกเดียวกัน เขาก็จะไม่เปิดข้อมูล หรือทำให้การเปิดไม่ใช่เรื่องง่าย หากจะมีการแก้กฎหมายเรื่องนี้ ร่างสุดท้ายที่ออกมาก็จะถูกทำให้ผิดฝาผิดตัวอยู่ดี
ความจริงแล้ว พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารของราชการควรจะช่วยในการเปิดข้อมูลได้ เราไม่ต้องแก้กฎหมายก็ได้ แต่ให้แต่ละหน่วยงานตั้งคณะกรรมการทำบัญชีข้อมูลของตัวเอง เพื่อแก้ปัญหามาตรา 15
ส่วน PDPA ที่มีไว้คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลถูกใช้เป็นข้ออ้างของคนที่ไม่อยากเปิดข้อมูล ในระเบียบ PDPA มีอยู่เจ็ดฐานที่ให้เปิดเผยข้อมูลได้โดยไม่ผิด ฐานหนึ่งคือภารกิจสาธารณะหรือการใช้อำนาจรัฐ อีกฐานคือการปฏิบัติตามกฎหมาย ถ้าระเบียบเขียนไว้แล้วว่าคุณมีหน้าที่ต้องเปิด มันก็ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว แต่คนมักเอาไปอ้างเพื่อจะไม่เปิดข้อมูล ที่สำคัญ PDPA มีไว้คุ้มครองบุคคลธรรมดา ไม่ใช่นิติบุคคล

ถ้ากฎหมายมีข้อกำหนดที่สมเหตุสมผลอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่การปรับใช้และตีความกฎหมายหรือเปล่า
สุภอรรถ: ถ้ามีคณะกรรมการที่ดูเรื่องบัญชีข้อมูลในหน่วยงานว่าข้อมูลประเภทไหนควรเป็นความลับแบบนี้จะง่ายขึ้น แล้วถ้ายังไม่ยอมเปิดข้อมูลโดยไม่มีเหตุผลก็ให้หัวหน้าหน่วยงานรับผิดชอบ แต่ปัจจุบันคนที่ไม่เปิดข้อมูลไม่ต้องรับผิดชอบ ส่วนคนที่เปิดข้อมูลนั้นนอกจากไม่ได้รับเงินเดือนเพิ่มแล้ว ถ้ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นก็ต้องรับผิดชอบเต็มๆ เราจึงต้องมีกลไกที่ไม่ทำให้คนเปิดข้อมูลซวย เช่น ถ้าจะมีกฎหมายก็ต้องบอกว่า ข้อมูลใดที่อยู่ในบัญชีข้อมูลของหน่วยงานให้ถือว่าเปิด แต่ถ้าไม่ยอมเปิดก็มีโทษ
หากเน้นบทลงโทษของการไม่เปิดข้อมูลจะทำให้การเปิดข้อมูลมีประสิทธิภาพขึ้นไหม
สุภอรรถ: ผมไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น ผมไม่อยากอยู่ในสังคมขัดแย้งหรือสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยการด่า ถ้าเลือกได้อยากให้เป็นแนวทางเชิงส่งเสริมมากกว่า เราอาจไม่ต้องออกกฎหมาย แต่คุยกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในการสร้างแรงจูงใจให้แต่ละหน่วยงานเปิดข้อมูล เช่น ได้เลื่อนขั้นหรืออื่นๆ ทำอย่างไรให้วิน-วิน เจ้าหน้าที่ได้ประโยชน์ ประชาชนก็ได้ประโยชน์
รักษ์ป่า: การบังคับอาจเป็นเรื่องท้ายๆ ที่ควรทำ หากเราอยากเปลี่ยนวิธีคิดใครสักคน ถ้าใช้วิธีการเชิงลบเขาจะยิ่งต่อต้าน การสร้างแรงจูงใจหรือการส่งเสริมน่าจะดีกว่า
ยกตัวอย่างว่า การเปิดเผยข้อมูลและการสร้างฐานข้อมูลควรเป็นมาตรฐาน มีการวัด KPI ด้านธรรมาภิบาล มีการให้คะแนนอย่างจริงจัง และมีการให้รางวัลเพื่อกระตุ้น แต่ไม่ใช่แบบการประเมินของ ITA (การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ) ที่ขึ้นหน้าเว็บไซต์ว่า no gift policy แล้วได้คะแนน เช่น หากเปิดไฟล์งบประมาณเป็น Excel จึงจะได้คะแนน ทุกหน่วยงานก็จะโปร่งใสมากขึ้น มีการเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น นี่คือการสร้างแรงจูงใจในเชิงบวก
หากหน่วยงานเปิดข้อมูลแล้วภาคประชาชนนำข้อมูลไปวิเคราะห์เพื่อสร้างระบบ แก้ปัญหาเดิม ให้หน่วยงานทำงานง่ายขึ้น ทำให้วางแผนได้ว่าต้องของบประมาณเพื่อพัฒนาข้อมูลต่ออย่างไร เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ต่อยอด อย่างนี้จะเป็นการส่งเสริมทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐ ดีกว่าที่เราไปเน้นย้ำว่าคุณต้องเปิดนะ ทำไมคุณถึงปิด คุณกลัวอะไร
สุภอรรถ: ตอนนี้ภาครัฐกับประชาชนไม่เหลือความเชื่อใจกันเลย ฝั่งหนึ่งเชื่อว่าเขาจะโกง อีกฝั่งหนึ่งก็เชื่อว่าเขาจะมาตรวจสอบ แล้วถ้าเจออะไร ฉันโดนหนักแน่ๆ โทษสูงสุดของคอร์รัปชันคือประหารชีวิต โทษทางวินัยก็คือตายจากความเป็นข้าราชการ การที่โทษไม่ได้สัดส่วนแบบนี้จะมีส่วนกำหนดวิธีคิดของคนในระบบ เพราะเวลาเจ้าหน้าที่ตัวเล็กตัวน้อยโดนคดีคอร์รัปชันมักโดนหนัก แต่ถ้าเป็น นายก อบต. หรือ นายกเทศบาล คอร์รัปชันมักรอลงอาญา เพราะท่านเป็นผู้มีคุณูปการ แล้วให้ชดใช้เงิน ซึ่งก็ชดใช้ไม่ครบ แบบนี้คนแจ้งทุจริตจ๋อยเลยนะ
อยากให้ลองคิดว่า หากคุณก่อคดีฉ้อโกงตั๋วเครื่องบินโดยมีผู้เสียหายร้อยคน คุณจะถูกดำเนินคดีหลายกรรมมาก บางคนโดนตัดสินเป็นพันปี แต่ถ้าเป็นข้าราชการท้องถิ่น อย่าง นายก อบจ. หรือ นายก อบต. ยักยอกงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งเป็นงบสำหรับคนในพื้นที่หนึ่งแสนคน สุดท้ายแล้วตัดสินออกมาโทษน้อยกว่าคดีฉ้อโกงทั่วไปหรือคดีปล้นธรรมดาอีก แล้วยังให้รอลงอาญาด้วย เพราะเขาเคยเป็นนายก อบต. เขาเป็นคนดี แล้วกรณีแบบนี้คิดเป็นกรรมเดียว ทั้งที่เขาโกงงบประมาณและคุณภาพชีวิตที่ดีของคนแสนคน
เช่นเดียวกับกรณีคนที่เปิดเผยข้อมูลแล้วทำให้รัฐเสียหาย โทษอาจจะเยอะกว่าขโมยของอีก กฎหมายไทยมีลักษณะปะผุ เราสร้างโทษขึ้นมาโดยไม่เทียบว่ามันยุติธรรมไหม
ถ้าเรามองถึงวัฒนธรรมและวิธีคิดของระบบราชการไทย การสร้างแรงจูงใจเชิงบวกจะได้ผลจริงหรือ เพราะที่สุดแล้วการเปิดเผยข้อมูลอาจจะทำให้เจ้าหน้าที่มีผลกระทบได้ แม้เขาไม่ใช่คนที่ทุจริตเอง
รักษ์ป่า: การสร้างแรงจูงใจอาจไม่ใช่เพียงแค่ขอความร่วมมือ เพราะธรรมาภิบาลดูเป็นเรื่องที่จับต้องยาก ดังนั้นจึงต้องมีตัวชี้วัดที่ส่งผลต่อหน่วยงานให้เขาต้องทำตามโดยที่เขาเองก็ได้ประโยชน์ แล้วต้องทำให้การเปิดข้อมูลเป็นแนวปฏิบัติของหน่วยงานนั้นๆ อย่างที่บอกว่าต้องมีการทำบัญชีข้อมูลว่าเปิดอะไรได้บ้าง แล้วจะทำให้เกิดคุณค่าอย่างไร โดยมีการวัดผลจริงๆ
อาจเป็นการสร้างหลักยึดให้ข้าราชการที่อยากทำสิ่งนี้อยุู่แล้ว?
รักษ์ป่า: ผมเชื่อว่ามีแน่นอน เราเคยคุยกับข้าราชการเรื่องทำบัญชีข้อมูล เขาก็อยากเปิดนะ แต่เขาไม่มีระเบียบเป็นหลังพิงว่าข้อมูลนี้เปิดได้ ถ้ามีกฎระเบียบจะลดความเสี่ยงให้คนทำงานระดับปฏิบัติการ สมมติว่ามีสิบหน่วยงาน แล้วมีเพียงสองหน่วยงานที่ไม่เปิดข้อมูลให้เป็นมาตรฐาน หัวหน้าหน่วยงานนั้นจะถูกตั้งคำถามว่าทำไมจึงไม่เปิด ถ้าตอบว่าเป็นเรื่องความมั่นคง แล้วความมั่นคงนั้นคืออะไร เหตุผลนั้นเป็นจริงไหม เป็นหลังพิงให้คนที่ปฏิบัติงานว่าเขาทำถูกต้องแล้ว
สุภอรรถ: นี่ก็เป็นหนึ่งในปัญหาของระบบราชการ คนที่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วยงานมักเป็นคนที่เหลืออายุงาน 2-3 ปีก่อนเกษียณ เขาก็อยากเกษียณแบบปลอดภัย ไม่ทำอะไรใหม่ ตัดริบบิ้นเปิดงานอย่างเดียว หากเราอยากสร้างระบบจูงใจคน ต้องทำที่การจัดผังองค์กรด้วย คนอายุมากอาจไปเป็นที่ปรึกษา แต่หัวหน้าหน่วยงานต้องเป็นดาวรุ่งที่คิดใหม่-ทำใหม่


ที่ผ่านมามีการใช้ ACT Ai มาหลายปี ในฐานะคนทำมองเห็นความโดดเด่นของมันอย่างไรและยังมีอะไรที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม
สุภอรรถ: จุดเด่นของ ACT Ai คือมันมีในสิ่งที่คนอื่นไม่มีในเรื่องข้อมูลและการเปรียบเทียบ มันเหมือนเป็น Google ของการจัดซื้อจัดจ้าง ทำให้เจ้าหน้าที่ใช้งานง่าย ผมเจอกับดีเอสไอ เขาก็ชมที่เราทำสิ่งนี้ ผมได้ยินมาว่าหน่วยงานตรวจสอบอื่นก็ใช้เหมือนกัน
ข้อดีของ ACT Ai คือมีข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างในมิติความลึก การวิเคราะห์ การขึ้นแจ้งเตือนแบบที่ยังไม่มีคนทำ แต่ต้องออกตัวก่อนว่ามันยังมีปัญหาอยู่ ยังช้า ระบบผิดพลาด และมีข้อจำกัดเยอะ ซึ่งข้อจำกัดส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากเรา แต่มาจากต้นทางข้อมูลที่ล่าช้า ไม่ครบถ้วน และการเข้าถึงที่ไม่ง่าย เราจึงกำลังพยายามพัฒนาให้มันรวดเร็วขึ้น แสดงข้อมูลไม่ผิดพลาด ใช้ง่ายขึ้น ตอนนี้มันเป็นเอไอแบบ rule-based คือกำหนดเกณฑ์ความเสี่ยงแล้วขึ้นแจ้งเตือน สิ่งที่เรากำลังพัฒนาอยู่คือทำให้มันเป็นเอไอจริงๆ ถ้าคุณถามอะไรเข้ามาเอไอก็จะดึงฐานข้อมูลที่เรามีมาคำนวณหรือแสดงผลตามที่สั่งได้ แทนที่จะเป็นการเสิร์ชอย่างทุกวันนี้ นี่คือแนวทางที่ ACT Ai กำลังพัฒนา ช่วงแรกผมตั้งใจให้เจ้าหน้าที่ที่ทำงานสืบสวนสอบสวนหรือสำนักข่าวใช้งานก่อน มันจะสะดวกขึ้น ส่วนประชาชนทั่วไปก็ใช้แบบเดิมไปก่อน
รักษ์ป่า: ACT Ai พยายามปิดช่องว่างเรื่องข้อมูลที่กระจัดกระจายของแต่ละหน่วยงาน มันเชื่อมข้อมูลให้อยู่ในหน้าเดียวกันได้ ในแต่ละโครงการมีรายละเอียดโครงการ งบประมาณ ราคากลาง หน่วยงานเจ้าของโครงการ ผู้รับจ้าง หน่วยงานตรวจสอบจึงมักเข้ามาใช้ข้อมูล
ในฐานะที่ผมเป็นผู้ใช้ ACT Ai เป็นหลัก อยากให้มันเป็นเหมือนผู้เชี่ยวชาญเรื่องการตรวจสอบและการจับความเสี่ยงทุจริตคอร์รัปชัน เหมือนที่คนใช้ ChatGPT มาช่วยคิดหรือสร้างสรรค์งาน ประชาชนหรือหน่วยงานรัฐก็คงอยากได้เอไอที่แสดงคำตอบหรือช่วยตอบข้อสังเกตของเขาได้ว่า โครงการแบบนี้ราคาสูงเกินจริงหรือไม่ เสี่ยงฮั้วจริงหรือไม่
สมมติว่าเราฝึกให้มันเรียนรู้กฎหมายสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และกฎหมายสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ช่วยทำข้อมูลหลักฐานต้นทางได้ดีระดับหนึ่ง ตั้งข้อสังเกตได้ มีการเชื่อมโยงข้อมูลได้ ช่วยวิเคราะห์ได้ว่าเข้าข่ายอำนาจขององค์กรตรวจสอบใด แบบนี้เสี่ยงเกณฑ์อะไร ต้องใช้มาตราอะไรในการตรวจสอบ เพราะในปัจจุบันนี้มีกรณีที่หน่วยงานไม่รับ เพราะเขาบอกว่าหลักฐานข้อมูลมันไปต่อไม่ได้
มีเรื่องอะไรที่ภาครัฐไทยสามารถทำได้เลยเพื่อยกระดับการเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ต้องรอแก้กฎหมาย
รักษ์ป่า: การเปิดเอกสารควบคู่ คือ Excel หรือ Word คู่กับ PDF แล้วอย่าทิ้งเรื่องมาตรฐานการเปิดข้อมูลด้วย อยากให้จัดลำดับความสำคัญของข้อมูลที่ต้องเปิดเผย ข้อมูลที่ต้องเปิดแน่ๆ คือ ข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง ข้อมูลงบประมาณ รวมถึงข้อมูลสิ่งแวดล้อม เช่นที่มีความพยายามผลักดันร่างกฎหมาย PRTR เพราะประชาชนในพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมไม่สามารถทราบได้เลยว่าโรงงานนี้เก็บสารเคมีอะไรบ้าง มีใบอนุญาตอะไรบ้าง แล้วกำจัดขยะอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้มีแค่หน่วยงานตรวจสอบกับโรงงานที่รู้ ข้อมูลบางอย่างที่มีอยู่ เพียงแค่จัดลำดับความสำคัญและเปิดให้ประชาชนเข้าถึง จะทำให้การตรวจสอบดีขึ้นได้
ผมอยากให้หน่วยงานรัฐลงทุนกับการนำข้อมูลไปใช้ด้วย เมื่อเปิดเผยให้ได้มาตรฐานแล้ว อย่าลืมสร้างคุณค่าให้ข้อมูลด้วย สนับสนุน civic tech อย่างเช่นที่ HAND เคยทำกับ ACT คือ ‘โครงการอาสาพา (PAR) กรอก’ เอาบัญชีทรัพย์สินหรืองบ อบจ. ที่เป็นไฟล์ PDF มารวบรวมอยู่ในรูปแบบไฟล์ที่เอาไปใช้ต่อง่าย
ถ้ามีหน่วยงานกลางที่รวบรวมข้อมูล พัฒนาหรือสร้างคุณค่าให้ข้อมูล จะเป็นการยกระดับการเปิดเผยข้อมูลที่ทำได้เลย เพราะเรามีข้อมูลอยู่แล้ว แต่รัฐยังไม่ทำหรือไม่สนใจ ผมเข้าใจว่าปีนี้หลายหน่วยงานรัฐใช้งบประมาณไปหลายพันล้านเพื่อพัฒนาข้อมูลของตัวเอง ซึ่งอาจเป็นการของบซ้ำซ้อน ไม่รู้ว่าในอนาคตจะสามารถรวมกันได้ไหม แล้วหลายหน่วยงานมักของบไปทำข้อมูลที่ไม่ได้มาตรฐาน
สุภอรรถ: เราควรดูว่ามีข้อมูลอะไรที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของคน อย่างข้อมูลสารมลพิษ ที่จริงข้อมูลแบบนี้สามารถเปิดให้เข้าถึงได้เลยด้วยวิธีคิดว่าอยากให้ประชาชนปลอดภัย ไม่ต้องรอให้มีกฎหมายก่อนด้วยซ้ำ ถ้าผมจะปลูกบ้านใกล้โรงงาน ผมควรจะรู้ว่ามันมีแคดเมียมหรือยูเรเนียมที่จะแผ่รังสีออกมาไหม คนไทยไม่มีสิทธิรู้เรื่องนี้ เมื่อเกิดอะไรขึ้นเราก็ไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร เรื่องแบบนี้ไม่ว่าคนที่มีอำนาจหรือคนที่ไม่มีอำนาจก็ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน
มีตัวอย่างหน่วยงานรัฐใดที่ให้ความร่วมมือเรื่องการเปิดเผยข้อมูลได้ดี
สุภอรรถ: กทม. ในยุคผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ซึ่งคนที่ดูอยู่คือรองฯ ศานนท์ หวังสร้างบุญ เขากำลังเปิดข้อมูลเมืองเยอะแยะไปหมด ที่จริงตอนนี้เขาก็เปิดข้อมูลมาเยอะแล้ว แต่คนยังไม่ได้เข้าไปใช้ข้อมูลมากนัก นอกจากนี้คือกรมบัญชีกลางในยุคคุณแพตริเซีย มงคลวนิช สองหน่วยงานนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

อะไรคือความแตกต่างระหว่างหน่วยงานที่เต็มใจเปิดข้อมูลกับหน่วยงานที่ขอให้เปิดอย่างไรก็ไม่ยอมเปิด
สุภอรรถ: อย่างแรกเลยคือข้ออ้าง ต่อให้คุณมีเหตุผลที่ดีแค่ไหนในการขอข้อมูล แต่ถ้าเขาจะไม่เปิด เขาก็จะมีข้ออ้างเสมอ ผมเคยเจอผู้บริหารหน่วยงานหนึ่งบอกว่าเปิดข้อมูลให้ไม่ได้ แล้วไล่ให้ผมไปศึกษาเรื่อง PDPA ทั้งที่ข้อมูลนั้นหากจ่ายเงินให้เอกชนแล้วจะสามารถเข้าถึงได้ มันไม่มีกฎข้อไหนที่บอกว่าจ่ายเงินแล้วสามารถงดเว้นความคุ้มครองได้นะ
ในอีกทางหนึ่งเวลาเราไปขอข้อมูลก็อย่าไปในท่าทีว่าจะเอาข้อมูลนี้มาทำลายเขา ต้องพูดคุยให้เข้าใจกันว่า เราจะเอาข้อมูลไปทำให้เป็นประโยชน์สาธารณะได้อย่างไร นี่คือสังคมที่ผมถวิลหา เกิดความไว้วางใจซึ่งกันและเกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ผมชื่นชมกรมบัญชีกลางหลายครั้งที่มีโอกาส เราเอาเรื่องมาตรฐานสากลไปคุยกับเขา แล้วเกิดความเชื่อใจซึ่งกันว่าการพัฒนานี้จะนำไปสู่ทางที่ดี แล้วเขาก็ปรับเว็บไซต์ให้รวดเร็ว มีมาตรฐาน ค้นเจอง่ายขึ้น
ภูมิทัศน์การเปิดข้อมูลภาครัฐไทยที่ต้องการเห็นเป็นแบบไหน
รักษ์ป่า: เปิดข้อมูลในส่วนที่ควรจะเปิด จัดลำดับความสำคัญข้อมูลและเปิดมัน แล้วก็สร้างความเชื่อมโยงของข้อมูลให้กับหน่วยงานตรวจสอบหรือประชาชนสามารถช่วยตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างหรือตรวจสอบข้อมูลได้ง่ายมากขึ้น
การทำข้อมูลให้เป็นมาตรฐานเหมือนการสร้างตลาดหนึ่งขึ้นมา เราอย่าลืมเรื่องการสร้างระบบนิเวศด้วย คือ ต้องมีผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ผลิต นายจ้างที่ดูแลข้อมูลให้เกิดคุณค่าและนำไปใช้งานได้จริง
สุภอรรถ: ภาครัฐมักถามว่าเปิดข้อมูลแล้วจะมีคนใช้หรือไม่ ทั้งที่มันควรเป็นหน้าที่ของเขา ในอนาคตผมหวังว่าเขาจะไม่ถามอีกว่าทำไมเขาต้องเปิด
หากมีการเปิดข้อมูลแล้วก็ต้องมีคนเอาไปใช้ ถ้าเปิดเฉยๆ ไม่มีคนเอาข้อมูลไปทำอะไร มันก็ไร้ประโยชน์
ถ้าเราเปิดข้อมูลแล้วมีคนใช้ข้อมูลเห็นกรณีผิดปกติ หน่วยงานให้คุณให้โทษหรือกระบวนการยุติธรรมก็ต้องรวดเร็ว หากมีหลักฐานทนโท่ แต่กระบวนการยุติธรรมช่วยอะไรไม่ได้ ใครจะอยากกลับไปดูข้อมูล เราต้องสร้างประสบการณ์การต้านโกงให้จบแบบแฮปปี้เอนดิ้ง ไม่อย่างนั้นจะเป็นฝันร้าย
อีกเรื่องหนึ่งคือวิธีคิดของเจ้าหน้าที่รัฐ เขามักคิดว่าข้อมูลเป็นเรื่องความลับของทางราชการ พรรคก้าวไกลเคยเสนอ ‘ร่าง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารสาธารณะ’ จากเดิมที่เป็นคำว่า ‘ข้อมูลข่าวสารของราชการ’ เพียงแค่การเปลี่ยนชื่อก็สามารถเปลี่ยนวิธีคิดได้ว่าข้อมูลนี้ไม่ใช่ของราชการ แต่เป็นของสาธารณะ ข้าราชการแค่มาดูแลข้อมูลแทนประชาชนและต้องเปิดเผยตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ผมยังหวังว่าหน่วยงานตรวจสอบที่ทำหน้าที่ต่อต้านการทุจริตโดยตรง อย่างเช่น ป.ป.ช. ควรมี KPI เรื่องการเปิดเผยข้อมูล เขามีแต่ KPI ว่าจับได้กี่คดี ทั้งที่การเปิดเผยข้อมูลหรือความโปร่งใสเป็นรากฐานของการต่อต้านคอร์รัปชัน เป็นเรื่องสำคัญของทุกประเทศทั่วโลก เมื่อไม่มี KPI หน่วยงานของเขาก็ยังเปิดเผยข้อมูลไม่ค่อยดีนัก สะท้อนว่าหน่วยงานหลักซึ่งมีหน้าที่ต่อต้านการทุจริต อย่างสำนักงาน ป.ป.ช. หรือ ป.ป.ท. ยังไม่ได้เป็นต้นแบบของการเปิดเผยข้อมูล
นอกจากนี้ผมอยากให้การอบรมข้าราชการเปลี่ยนไป ทุกวันนี้อบรมเรื่องประชาธิปไตยว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย แต่ไม่ได้บอกว่ามันเกี่ยวอะไรกับการเปิดเผยข้อมูล
เราทุกคนใช้อำนาจผ่านการเลือกตั้ง เลือกผู้แทนไปแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี เพื่อไปแต่งตั้งรัฐมนตรีอีกที อำนาจที่ข้าราชการมีอยู่วันนี้ ทั้งการออกใบอนุญาต ให้สัมปทาน ให้คุณให้โทษใคร รวมถึงการเปิดเผยข้อมูล ความจริงคืออำนาจของประชาชนทั้งนั้น ข้าราชการไม่ว่าตัวเล็กหรือตัวใหญ่จึงควรสำนึกว่าตัวเองเป็น ‘ตัวแทน’ ของประชาชน
ข้าราชการเป็นตัวแทนของพวกเราในการปฏิบัติราชการ ตำรวจเป็นตัวแทนของพวกเราในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย หน่วยงานท้องถิ่นเป็นตัวแทนของพวกเราในการดูแลความเป็นอยู่ในท้องถิ่น คมนาคมเป็นตัวแทนของพวกเราในการสร้างถนนและพัฒนาคมนาคม แล้วทำไมเราจึงจะรู้ข้อมูลในเรื่องที่เขาทำไม่ได้ ประชาชนทุกคนย่อมมีสิทธิในการรับรู้ข้อมูล ถ้าหน่วยงานภาครัฐอบรมข้าราชการเรื่องนี้ วิธีคิดของพวกเขาจะเปลี่ยนไป
การเป็นข้าราชการไม่ใช่การยกสถานะขึ้นมาเป็นขุนนาง ในระบอบประชาธิปไตยไม่มีศักดินา ข้าราชการเป็นตัวแทนของพวกเราในการจัดการเรื่องต่างๆ เรื่องนี้มีทฤษฎีสนับสนุนคือทฤษฎีตัวการ-ตัวแทน (principal-agent theory) เวลาเราจะจัดการสังคมให้ดี ตัวการ-ตัวแทนต้องเห็นไปทางเดียวกัน นายก อบจ. หรือผู้ว่าราชการจังหวัดก็อย่าคิดว่ามีศักดินาเหนือคนทั่วไป ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านการปกครองแล้วแต่วิธีคิดยังเป็นแบบเดิมอยู่
ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน) (TIJ) และ The101.world
ACT Ai HAND Social Enterprise Open Data Open Data Unlock Power TIJ การตรวจสอบภาครัฐ การเปิดข้อมูล ข้อมูลภาครัฐ ข้อมูลเปิด ความโปร่งใส คอร์รัปชัน ทุจริต รักษ์ป่า อู่สุวรรณ วจนา วรรลยางกูร สุภอรรถ โบสุวรรณ แฮนด์
ภาพถ่าย: ธีรพัฒน์ แก้วชำนาญ
จบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ชอบการถ่ายภาพบุคคล สนใจประเด็นทางสังคม วัฒนธรรม เป็นคนตัวเล็ก เล่นบาสได้หน่อย จุดมุ่งหมายอยากมีรูปถ่ายซักใบที่เห็นแล้วรู้สึกว้าว