ไทยปักธง “ฟู้ดซีเคียวริตี้” บุกตะวันออกกลาง ดันบาห์เรนประตูเข้า GCC-ชูอาหารฮาลาล
“สุริยะ” วางยุทธศาสตร์ใช้จุดแข็งไทยฐานผลิตอาหาร ดันสินค้าเกษตรมาตรฐานสูง-อาหารฮาลาล เจาะตลาดบาห์เรน รองรับความต้องการด้าน Food Security พร้อมใช้บาห์เรนเป็นประตูเชื่อมการค้าและการลงทุนเข้าสู่กลุ่มประเทศ GCC และตะวันออกกลาง ขณะที่ไทยเสนอตัวเป็น Gateway to ASEAN เชื่อมบาห์เรนเข้าสู่ตลาดอาเซียน ด้านความร่วมมือ FAO เดินหน้าวิทยาศาสตร์-นวัตกรรม-AI รับมือ Climate Change ส่วนไทย-ญี่ปุ่นจับมือ Smart Agriculture แก้โจทย์เกษตรสูงวัยและบริหารจัดการน้ำ
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังหารือกับนายเคาะลีล ยะอ์กูบ อัลคัยยาฏ เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรบาห์เรนประจำประเทศไทย ว่า ไทยและบาห์เรนมีโอกาสยกระดับความร่วมมือด้านการเกษตรและอาหาร โดยเฉพาะในปี 2569 ซึ่งครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ
ประเด็นสำคัญคือการขยายความร่วมมือด้านสินค้าเกษตรคุณภาพและอาหารฮาลาล โดยไทยพร้อมทำหน้าที่เป็นแหล่งผลิตและส่งออกอาหารที่มีคุณภาพและเชื่อถือได้ เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาหาร หรือ Food Security ของบาห์เรน
ทั้งนี้ ภาคเกษตรถือเป็นภาคเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ของไทย ทั้งด้านการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจ้างงาน ความมั่นคงทางอาหาร และรายได้จากการค้าระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลมีแนวทางยกระดับไทยในฐานะ “ครัวของโลก” และพร้อมส่งออกสินค้าเกษตรมาตรฐานสูง สินค้าเกษตรนวัตกรรม และอาหารฮาลาลคุณภาพเข้าสู่ตลาดบาห์เรนอย่างต่อเนื่อง

ใช้บาห์เรนเจาะตลาด GCC
ด้านบาห์เรนเสนอขยายความร่วมมือด้านการเกษตรกับไทยในหลายสาขา ครอบคลุมพืช ปศุสัตว์ สุขอนามัยสัตว์ และด้านอื่น ๆ เนื่องจากมองว่าไทยมีประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีทางการเกษตร โดยฝ่ายไทยพร้อมพิจารณาโครงการภายใต้กลไกความร่วมมือด้านการเกษตรที่ทั้งสองประเทศลงนามไว้ตั้งแต่ปี 2560
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นโอกาสต่อยอดความร่วมมือไปสู่การค้าและการลงทุนในตลาดที่กว้างขึ้น โดยบาห์เรนสามารถทำหน้าที่เป็นประตูเชื่อมสินค้าและการลงทุนของไทยเข้าสู่กลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ หรือ GCC และภูมิภาคตะวันออกกลาง ขณะที่ไทยพร้อมเป็น Gateway to ASEAN สำหรับบาห์เรน
ทิศทางดังกล่าวจะทำให้ความร่วมมือด้านเกษตรไทย-บาห์เรนไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการซื้อขายระหว่างสองประเทศ แต่สามารถต่อยอดไปสู่การเชื่อมตลาดอาหารและสินค้าเกษตรระหว่างอาเซียนกับตะวันออกกลางได้
ดึง FAO หนุนวิทยาศาสตร์-AI
นายสุริยะยังได้หารือกับนายฉู ตง หยู ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เพื่อขยายความร่วมมือด้านการพัฒนาภาคเกษตรและระบบอาหารอย่างยั่งยืน โดยไทยต้องการใช้ความร่วมมือด้านองค์ความรู้ วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเพิ่มขีดความสามารถของภาคเกษตร

แนวทางสำคัญครอบคลุมการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบริหารจัดการดินและน้ำอย่างรับผิดชอบ และการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเพิ่มผลิตภาพ เพิ่มความยืดหยุ่นของภาคเกษตร และยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร
พร้อมกันนี้ ไทยยังผลักดันการจัดตั้ง “ทศวรรษแห่งสุขภาพดินแห่งสหประชาชาติ พ.ศ. 2574-2583” (United Nations Decade of Soil Health 2031-2040) เพื่อยกระดับประเด็นสุขภาพดินเป็นวาระระดับโลก และเชื่อมโยงกับการสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการรับมือปัญหาสิ่งแวดล้อมและ Climate Change
ไทย-ญี่ปุ่นดัน Smart Agriculture
ขณะเดียวกัน นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้หารือกับนายฟูจิอิ ฮิซายูกิ ประธานคณะกรรมาธิการด้านการเกษตร ป่าไม้ และประมง สภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของภาคเกษตร ก่อนที่ปี 2570 จะครบรอบ 140 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-ญี่ปุ่น

ไทยให้ความสำคัญกับการเพิ่มสินค้าเกษตรที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ทั้งสินค้าอินทรีย์และมาตรฐาน GAP ควบคู่กับการผลักดัน “เกษตรอัจฉริยะ” หรือ Smart Agriculture เพื่อเพิ่มผลิตภาพและรับมือปัญหาสังคมเกษตรสูงวัย
โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมของญี่ปุ่นเข้ามาประยุกต์ใช้กับภาคเกษตรไทย ทั้งการบริหารจัดการน้ำ เทคโนโลยีการผลิต และการรับมือ Climate Change ขณะที่ญี่ปุ่นเสนอแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้าน Smart Agriculture รวมถึงการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรสูงวัย
กระทรวงเกษตรฯ ระบุว่า จะใช้แนวทาง “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ผลักดันเกษตรกรจากผู้ผลิตไปสู่ผู้ประกอบการธุรกิจเกษตร พร้อมนำเทคโนโลยีมาช่วยลดข้อจำกัดด้านแรงงานและเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม