Food Waste ทำลายโลก! SOS ชวนพลิก "อาหารส่วนเกิน" เป็นอาวุธเซฟโลก ปั้นแบรนด์มัดใจสายกรีน - Brand Buffet
แชร์ :

รู้ไหมว่ากะหล่ำปลี 1 หัวที่เราทิ้งลงถังขยะ ใช้เวลาเน่าเปื่อยนาน 7-20 ปี แถมยังปล่อยก๊าซมีเทนทำลายโลกรุนแรงกว่าควันรถหลายเท่าตัว แต่ที่น่าตกใจคือ คนไทยแต่ละคน “ทิ้งอาหาร” สูงถึง 86 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งตัวเลขนี้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกที่อยู่ 79 กิโลกรัม และถ้ารวมกันทั้งประเทศ ตัวเลขนี้จะพุ่งไปถึง 12,000 ล้านกิโลกรัมต่อปี เลยทีเดียว โดย 40% ในนั้นคือ อาหารดีๆ ที่ยังกินได้และปลอดภัย แต่กลับถูกมองว่าเป็นขยะอาหารไร้ค่า
ในมุมธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือ ต้นทุนที่จมหายไปทุกวัน ดังนั้น จะดีกว่าไหม ถ้าเราพลิกเกมจากการ “ทิ้ง” มาเป็นการ “ส่งต่อคุณค่า” เพราะวิธีนี้นอกจากจะเซฟโลกแล้ว ยังช่วยธุรกิจลดต้นทุนและมัดใจสายกรีนไปพร้อมกัน
เบื้องหลังการเปลี่ยน Food Waste ให้เป็นโอกาสธุรกิจที่ยั่งยืนนี้เป็นยังไง? ตามมาฟังคำตอบเรื่องนี้ชัดๆ จาก “คุณทวี อิ่มพูลทรัพย์” ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิโกลาร์ส ออฟ ซัสทีแนนซ์ (SOS) ในงานสัมมนา ESGNIVERSE 2026 : Real – World of Sustainability (POLYCRISIS PULSE) จัดโดยเว็บไซต์ Brand Buffet และ เว็บไซต์ SD Thailand กับหัวข้อ “พลิกวิกฤตขยะอาหาร สู่การพัฒนาองค์กรที่ยั่งยืน”
เศษอาหารไม่ใช่ขยะธรรมดา สร้างมลพิษระดับโลก
หลายคนอาจมองว่าเศษอาหารเหลือติดจาน หรือเศษผักชิ้นเล็กๆ ที่เรากินเหลือ เป็นเรื่องธรรมดาที่ย่อยสลายเองตามธรรมชาติได้ง่ายๆ แต่คุณทวี บอกว่า ความจริงแล้วมันสร้างมลพิษต่อโลกอย่างมหาศาล เริ่มตั้งแต่สร้างก๊าซมีเทน เพราะเมื่อเศษอาหารเหล่านี้ถูกนำไปทิ้งรวมกันในหลุมฝังกลบ และถูกทับถมจนอากาศเข้าไปไม่ได้เลย บรรดาจุลินทรีย์จะเปลี่ยนกระบวนการย่อยสลาย จนกลายร่างเป็น “ก๊าซมีเทน” ทำลายชั้นบรรยากาศร้ายแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์จากท่อไอเสียซะอีก

ไม่เพียงแค่นั้น การทิ้งขยะอาหารยังเกิดการสูญเสียทรัพยากรในการผลิตอาหารอย่างไร้ค่า เพราะกว่าอาหารสักจานจะออกมาเสิร์ฟถึงมือผู้บริโภค ต้องผ่านขั้นตอนการคัดสรรที่เข้มงวด ทั้งขนาด สีสัน ตั้งแต่ฟาร์ม มาจนถึงโรงแรม ร้านอาหาร บวกกับกระบวนการขนส่งที่ใช้น้ำ และพลังงานจำนวนมาก การทิ้งเศษอาหารจึงเท่ากับผลาญทรัพยากรเหล่านั้นทิ้งไปเปล่าๆ แถมยังกลายเป็นต้นทุนแฝงที่ผลักให้ราคาอาหารแพงขึ้น
รวมถึงต้องแบกรับต้นทุนการจัดการขยะที่หลุมฝังกลบ เพราะยิ่งเราทิ้งขยะอาหารมากเท่าไหร่ หลุมฝังกลมก็ยิ่งเต็มเร็ว ส่งผลให้กินพื้นที่ใช้สอยของเมืองจนเหลือน้อยลงเรื่อยๆ และสุดท้ายคือ สร้างความไม่มั่นคงทางอาหาร เมื่อโลกต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยขึ้น แทนที่จะมีเสบียงส่วนเกินไว้ใช้ กลับต้องเสียงบประมาณระดมทุนหาอาหารใหม่เพื่อส่งต่อให้ผู้ประสบภัย
ต้นทุนที่แบรนด์ต้องจ่ายแพงกว่าที่คิด
หันมาดูฝั่งผู้ประกอบการกันบ้าง คุณทวีสะท้อนให้เห็นชัดๆ เลยว่า เวลาอาหารในซูเปอร์มาร์เก็ตขายไม่ทัน จนใกล้หมดอายุ มันคือต้นทุนก้อนโตที่ผู้ประกอบการกำลังเผาทิ้ง ทั้งเวลา แรงงานพนักงาน ที่ต้องมาเสียเวลาคัดแยกและทำลาย รวมถึงค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสีย อย่างถุงดำ และสารเคมีกำจัดซาก
ในมุมของคนทำงาน โดยเฉพาะเชฟที่ตั้งใจรังสรรค์อาหารทุกจานด้วยใจ การต้องมาหยิบผลงานตัวเองทิ้งลงถังขยะซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถือเป็นการบั่นทอนจิตใจการทำงาน ส่วนแบรนด์เองก็เสียภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือ เพราะหากแบรนด์เพิกเฉย ปล่อยให้อาหารดีๆ ต้องถูกทิ้งอย่างไร้ค่าซ้ำๆ ไม่เพียงสะท้อนถึงความผิดพลาดในการบริหารจัดการสต็อก แต่ยังฟ้องชัดว่าแบรนด์ขาดความตระหนักรู้เรื่องความยั่งยืน ซึ่งเป็นคุณค่าที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นลำดับต้นๆ
เปลี่ยน “อาหารส่วนเกิน” ให้มีคุณค่า
คุณทวี ยอมรับว่า แม้ผู้ประกอบการพยายามจะคำนวณวัตถุดิบให้พอดี แต่ในความเป็นจริง ส่วนใหญ่ยังเน้นทำอาหารให้ “เกินไว้หน่อย” ดีกว่าปล่อยให้สินค้าหมด แล้วลูกค้าเดินไปซื้อร้านอื่น จึงทำให้เกิด “อาหารส่วนเกิน” ขึ้นได้เสมอ คำถามต่อมาคือ พอมีของเหลือเหล่านี้แล้ว เราจะจัดการอย่างไรล่ะ?
สำหรับในระดับโลกนั้น มีอยู่ด้วยกัน 5 วิธี ดังนี้ 1.การส่งต่อให้มนุษย์ ถ้าอาหารยังดีและปลอดภัย ก็ส่งต่อให้คนที่ต้องการ 2.แปรรูปเป็นอาหารสัตว์ หากมนุษย์กินไม่ได้ การส่งต่อไปยังฟาร์มหรือสัตว์เลี้ยง ก็ช่วยเปลี่ยนเป็นโปรตีนให้น้องๆ ต่อได้ 3.ทำปุ๋ยอินทรีย์ นำมาหมักทำปุ๋ยบำรุงดิน ปลูกพืชผักหมุนเวียนมาเป็นอาหารให้เราอีกครั้ง 4.แปลงเป็นพลังงาน ป้อนเข้าโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ ชุบชีวิตของเสียเป็นกระแสไฟฟ้า และ 5.ฝังกลบ
โดยวิธีที่หลายแบรนด์เลือกใช้และมีประสิทธิภาพสูงสุด คือการ “ป้องกัน” โดยนำเทคโนโลยี AI มาช่วยวิเคราะห์และคำนวณความต้องการล่วงหน้า เพื่อลดการเกิดส่วนเกินความจำเป็นตั้งแต่ต้นทาง ส่วนวิธีอื่นๆ อย่างการแปรรูปอาหารสัตว์ ก็มีหลายหน่วยงานมาดูแลพอสมควรแล้ว ขณะที่การฝังกลบ เป็นวิธีที่ทุกคนพยายามเลี่ยงมากที่สุด เพราะนอกจากจะสิ้นเปลืองทรัพยากรอย่างไร้ค่า ยังสร้างก๊าซเรือนกระจกออกมาทำโดยไม่จำเป็น
พลิกมุมมอง “ขยะอาหาร” สู่ “อาหารส่วนเกิน”
แม้การป้องกันเป็นวิธีที่ทรงพลัง แต่คุณทวี ชี้ว่า พอได้ยินคำว่า “อาหารส่วนเกิน” คนส่วนใหญ่มักเข้าใจงว่าคือ “ขยะอาหาร” ไปซะหมด ทั้งที่ความจริงแล้ว ของเหล่านี้ยังปลอดภัยและอร่อยเหมือนเดิม แค่หมดเวลาขายบนเชลฟ์เท่านั้น ดังนั้น เมื่อเรียกอาหารเหล่านี้ว่าขยะอาหาร จึงถูกตีตราให้ไร้ค่า และทำให้วิธีการจัดการก็แค่โยนทิ้งลงถังขยะ
แต่ถ้าเปลี่ยนมาเรียกว่า “อาหารส่วนเกิน” มุมมองและวิธีการจัดการจะพลิกเป็นอีกแบบทันที ความรู้สึกของผู้รับจากเดิมที่คิดว่ากำลัง “ได้ของเหลือ” จะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง เหมือนได้รับมาเป็น “การแบ่งปัน” จากแบรนด์ด้วยความที่ใส่ใจ

“ถ้าผู้ประกอบการเปลี่ยนวิธีเรียก ความคิดจะถูกเปลี่ยนตามไปด้วย สมองจะเริ่มคิดต่อทันทีว่า จะจัดการยังไงให้อาหารเหล่านี้ส่งต่อไปถึงคนที่ต้องการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
โดยวิธีส่งต่ออาหารส่วนเกินให้รอดพ้นจากกองขยะ คุณทวี บอกว่า แบรนด์ไม่จำเป็นต้องลุยเดี่ยวทำเอง สู้เอาเวลาไปโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจ ทำโปรโชั่น สร้างยอดขาย แล้วปล่อยให้ “องค์กรกลาง” หรือที่ทั่วโลกเรียกกันว่า “Food Bank” เข้ามาจัดการให้แบบครบวงจรดีกว่า เพราะถ้าลุยเอง ผู้ประกอบการคงกุมขมับกับสารพัดปัญหา ทั้งความปลอดภัยของอาหาร การป้องกันการแอบนำไปขาย และเอกสารรายงานยิบย่อยที่ต้องทำมากมาย
สำหรับในไทยนั้นมี Food Bank เช่นกัน นั่นคือ มูลนิธิ SOS ซึ่งนอกจากจะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยช่วยเช็คคุณภาพความปลอดภัยของอาหารให้ตั้งแต่ต้นทางแล้ว ยังช่วยปลดล็อกความกังวลใจเรื่องกฎหมาย เพราะแม้ไทยจะยังไม่มีกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคสำหรับการบริจาค แต่เมื่อทำตกลงร่วมกัน องค์กรกลางแห่งนี้ก็จะช่วยรับผิดชอบทางกฎหมายให้ทั้งหมด พร้อมระบบขนส่งด้วยรถตู้เย็นที่ได้มาตรฐาน และจัดการรายงานข้อมูลให้ครบถ้วน ตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดเวลา
ส่วนแบรนด์ไหนที่ลุกขึ้นมาส่งต่ออาหารส่วนเกินอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะลุยเดี่ยวหรือจับมือกับ Food Bank คุณทวี บอกเลยว่า ไม่ได้แค่ช่วยโลก แต่ยังช่วยธุรกิจแบบเต็มคาราเบล ทั้งลดค่าใช้จ่ายจุกจิก ต่อยอดเป็นกิจกรรม CSR ได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเงินจัดอีเวนต์แพงๆ รวมทั้งส่งเสริมภาพลักษณ์แบรนด์รักษ์โลกให้เข้าไปนั่งในใจลูกค้าสายกรีนได้แบบเต็มๆ และยังสามารถนำไปขอคาร์บอนเครดิตได้อีก
โอกาสใหม่ คาร์บอนเครดิตจากอาหารส่วนเกิน
การนำอาหารส่วนเกินไปขอคาร์บอนเครดิต อาจยังเป็นใหม่ในไทย แต่ คุณทวี บอกว่า ปัจจุบันองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. (TGO) ได้ประกาศรับรองอย่างเป็นทางการแล้ว และ SOS ได้จับมือ M-tech วางมาตรฐานความปลอดภัยแบบเข้มข้น เพื่อให้แบรนด์ที่เข้าร่วมสามารถต่อยอดเรื่องสิ่งแวดล้อมได้เป็นรูปธรรมสุดๆ ซึ่งในเฟสแรกจะประเดิมให้แบรนด์ที่ทำงานร่วมกับ SOS ก่อน โดยเริ่มเก็บข้อมูลและทดลองดำเนินการมาตั้งแต่มีนาคมที่ผ่านมา
และเพื่อให้เห็นภาพกันชัดๆ คุณทวีได้ยกเคส “สตาร์บัคส์” ที่ประสบความสำเร็จในการส่งต่ออาหารส่วนเกินมาเล่าให้ฟัง โดยสตาร์บัคส์จาก 290 สาขา ได้นำเบเกอรี่ไปส่งต่อให้เด็กๆ ในสถานพินิจ งานนี้นอกจากจะทำให้สตาร์บัคส์ไม่ต้องทิ้งเบเกอรี่ให้กลายเป็นอาหารส่วนเกินแล้ว น้องๆ ยังได้เปิดโลกความอร่อยที่ไม่เคยลอง แถมยังช่วยให้แบรนด์ได้ภาพลักษณ์ที่ดีไปด้วย ซึ่งปัจจุบันมีการส่งต่อเบเกอรี่ไปกว่า 100,000 กิโลกรัมแล้ว

“เคเอฟซี” แบรนด์ไก่ทอดขวัญใจมหาชน เป็นอีกแบรนด์ที่ทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ Harvest ที่ยกขบวนไก่คุณภาพจาก 280 สาขาทั่วไทย ส่งต่อให้ชุมชนต่างๆ ปัจจุบันส่งต่อไปกว่า 150,000 กิโลกรัมแล้ว ทั้งช่วยลดขยะอาหาร แถมยังได้ Brand Love จากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของกรณีศึกษาเท่านั้น คุณทวี บอกว่า ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสายไหน โรงแรม, ร้านอาหาร, ซูเปอร์มาร์เก็ต, โรงงานผลิต, ศูนย์กระจายสินค้า, ฟาร์มเกษตรกรที่ผลผลิตหลุดสเปก หรือแม้แต่ตลาดค้าส่ง ทุกที่ที่มี “อาหารส่วนเกิน” สามารถเปลี่ยนให้มีคุณค่า และต่อยอดสู่การพัฒนาองค์กรที่ได้ยั่งยืนไปด้วยกันได้ทั้งสิ้น
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE
แชร์ :