สูตรลับนอกตำรา! ถอดบทเรียน 3 องค์กร "มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง-ttb-ซีพี แอ็กซ์ตร้า" ฝ่า "พายุซ้อนพายุ" พยุงธุรกิจและโลกรอดไปด้วยกัน - Brand Buffet
แชร์ :

โลกธุรกิจยุคนี้ บอกเลยว่าหินกว่าเดิมหลายเท่า เพราะไม่ได้เจอแค่วิกฤตเดียว แต่โดน “พายุซ้อนพายุ” (Polycrisis) ซัดใส่รัวๆ ทั้งพิษเศรษฐกิจ ศึกการค้า วิกฤตพลังงาน และสิ่งแวดล้อมโถมเข้ามาพร้อมกันแบบไม่มีพัก บีบให้ธุรกิจต้องปรับตัวอย่างเข้มข้น เพื่อพยุงธุรกิจ สังคม และโลกใบนี้รอดไปด้วยกันให้ได้
ในงานสัมมนา ESGIVERSE 2026 : Real – World of Sustainability (POLYCRISIS PULSE) เซสชัน Polycrisis Adaptation Case Study เลยรวม 3 องค์กรชั้นนำอย่าง ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ttb, บมจ.ซีพี แอ็กตร้า และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมป์ มาเปิดมุมมองและแชร์กลยุทธ์การปรับตัวฝ่าคลื่นมรสุมรอบด้านไปสู่ความยั่งยืนแบบใช้งานได้จริง
เชื่อมป่า ชุมชน และธุรกิจไว้ด้วยกัน
เมื่อพูดถึงชื่อ “แม่ฟ้าหลวง” หลายคนมักจำสับสน บ้างก็นึกไปถึงมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง หรือไม่ก็เผลอนึกถึงน้ำมะเขือเทศดอยคำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด” ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมป์ บอกว่า สองสิ่งนี้ไม่ใช่ตัวตนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเลย DNA ของที่นี่ คือการขับเคลื่อนภารกิจเฉพาะตัว โดยมีพื้นที่ดอยตุงเป็นผลงานชิ้นเอก การทำงานของที่นี่จึงแตกต่างจากธุรกิจทั่วไป เพราะไม่ได้มองแค่ตัวธุรกิจ แต่ดูแลทั้งผืนป่า ชุมชนและชีวิตผู้คนบนดอยสูงไปพร้อมกัน
หากหมุนเวลากลับไปเมื่อ 38 ปีก่อน สภาพพื้นที่ดอยตุงเคยประสบปัญหาความยากจนและการทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก แต่วันนี้ภาพผืนป่าแห้งแล้งถูกพลิกฟื้นให้กลับมาเขียวชอุ่ม พร้อมๆ กับการสร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ให้คนในชุมชนสามารถยืนหยัดพึ่งพาตนเองได้

(ซ้ายสุด) ดร.สุภัชญา เตชะชูเชิด ผู้เชี่ยวชาญด้าน Nature-based Solutions (NbS) มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมป์
สำหรับการขับเคลื่อนงานของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในปัจจุบัน จะครอบคลุมใน 4 เสาหลัก ประกอบด้วย 1.Area-Based Development การพัฒนาพื้นที่แบบองค์รวม ทั้งบนดอยตุง จังหวัดเชียงราย และโครงการรักษ์ป่ารักษ์ไทย จังหวัดเชียงใหม่ ครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการศึกษา สุขภาพ ไปจนถึงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของคนในชุมชน 2.Social Enterprise การทำธุรกิจร่วมกับชุมชน ผ่านบริการหลากหลาย เช่น อะคาเดมี่ ร้านเสื้อผ้า ธุรกิจบริการ ตลอดจนแหล่งท่องเที่ยวบนดอยตุง 3.Business Solutions การติดอาวุธให้ชุมชนดูแลผืนป่าอย่างเข้มแข็ง พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ และ 4.Advisory Services การส่งต่อองค์ความรู้และให้คำปรึกษาด้านความยั่งยืนแก่ภาคเอกชนที่กำลังตื่นตัวเรื่อง ESG แต่มักติดปัญหาเรื่องการลงมือทำจริง
วิกฤตที่ดอยตุงต้องเจอ
แม้พื้นที่ดอยตุงวันนี้จะกลับมาเขียวชอุ่ม แต่ ดร.สุภัชญา ยอมรับว่า ในช่วงหลายปีมานี้ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Polycrisis ดาหน้าเข้ามาทุกช่วงฤดูกาล เริ่มจากฤดูหนาว ซึ่งเป็นช่วงท่องเที่ยว ก็เจอวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ทำให้นักท่องเที่ยวน้อยลง พอเข้าฤดูร้อน ก็เจอคลื่นความร้อนและพายุลูกเห็บ ทำให้ต้นแมคคาเดเมียหักโค่นเสียหายไปกว่า 45% พอฤดูฝน สถานการณ์ฝกตกอย่างหนัก ทำให้เกิดดินถล่มบนดอยสูงถึง 175 จุด จากปกติที่เคยเกิดขึ้นเพียง 10 กว่าจุดเท่านั้น จนเส้นทางสัญจรในพื้นที่ถูกตัดขาด
พอเจอภัยธรรมชาติซัดหนักขนาดนี้ มูลนิธิแม่ฟัาหลวงเลยต้องลุกขึ้นมาปรับตัว โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า ธุรกิจของเราพึ่งพาอะไรอยู่บ้าง เพราะวิธีนี้แหละจะช่วยส่องให้เห็นรากเหง้าของความเสี่ยงได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ลองนึกภาพกาแฟ 1 แก้วที่เราดื่มยามเช้า กว่าจะมาเป็นคาเฟอีนเติมพลัง เบื้องหลังต้องพึ่งพาทั้งพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์ และลมช่วยผสมเกสร ส่วนพืชผลอื่นๆ อย่างทุเรียน ต้องอาศัยค้างคาว ผึ้ง และผีเสื้อช่วยผสมเกสรให้เกิดผลผลิตอร่อยๆ
ดังนั้น เวลาพูดถึงความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เลยไม่ใช่แค่การคาดเดาว่าปีนี้ฝนจะตกหรือแล้งเท่านั้น ดร.สุภัชญา บอกว่า ต้องประเมิน 2 เรื่องหลักๆ ให้แม่น ทั้งการเผชิญความเสี่ยง (Exposure) โดยเช็กว่าธุรกิจอยู่ในจุดเสี่ยงภัยไหม? เช่น อยู่ในเขตน้ำท่วม หรือมีไรเดอร์ที่ต้องทำงานกลางแดดร้อนไหม? และความเปราะบาง (Vulnerability) สำรวจความพร้อมของครัวเรือนและชุมชน มีผู้สูงอายุติดเตียงหรือเด็กเล็กที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ยามเกิดภัยพิบัติไหม?
เพราะเมื่อรู้ทั้งความเสี่ยงและธุรกิจพึ่งพาธรรมชาติอะไรบ้าง เมื่อเจอวิกฤต ก็จะช่วยให้รับมือได้อย่างเท่าทันและแม่นยำ
เปลี่ยนความท้าทายเป็น DNA องค์กร
สำหรับการขับเคลื่อนความยั่งยืนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดร.สุภิชญา ขอเรียกว่าเป็น Best Effort เพราะสิ่งที่ทำเต็มไปด้วยความตั้งใจ โดยแบ่งการขับเคลื่อนออกเป็น 2 มิติคือ คนในองค์กร และสภาพแวดล้อมภายนอก ที่ต้องเจอ ซึ่งในช่วงแรกที่ทำนั้น ทุกคนในองค์กรต่างพากันส่ายหัว คิดว่าเป็นงานเพิ่ม จึงต้องใช้วิธีสร้างความเข้าใจกับพนักงานทุกระดับว่า ทำไมองค์กรต้องทำเรื่องเหล่านี้ และเป้าหมายคืออะไร แรกๆ คนก็เขิน กับการต้องหยิบจานอาหารในออฟฟิศไปซื้อข้าวข้างนอกเพื่อลดการใช้พลาสติก จนแม่ค้าแซวว่าพกกะลังมาซื้อ กระทั่งตอนนี้กลายเป็น DNA ขององค์กรไปแล้ว
ในมุมสภาพแวดล้อมภายนอก ในฐานะที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงทำธุรกิจเกษตรเป็นหลัก โดยเฉพาะกาแฟอราบิก้า ซึ่งเป็นพืชที่ชอบความเย็น ยิ่งอากาศเย็น กาแฟจะสุกช้า ได้กลิ่นหอมและรสชาติดี แต่พอฝนตกผิดฤดูกาล ทำให้ดอกร่วงและเมล็ดเน่า พออากาศร้อน เมล็ดก็สุกเร็วเกินไป ดังนั้น มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงจึงต้องแก้เกมด้วยการพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ ที่ทนทานต่อสภาพอากาศ พร้อมกับมอนิเตอร์คุณภาพไปเรื่อยๆ เพื่อให้ได้รสชาติและคุณภาพเท่าเดิมภายใต้สภาพอากาศที่แปรปรวน
พร้อมทั้งร่วมกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานชีวภาพ (องค์กรมหาชน) หรือ สพภ. (BEDO) ทำ Biodiversity Footprint เพื่อประเมินว่าผลิตภัณฑ์ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงสร้างผลกระทบต่อต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไร และเมื่อคำนวณได้แล้ว ก็จะหาทางลดผลกระทบนั้นลง
ขณะเดียวกันยังแก้ปัญหาโครงสร้างประชากรบนดอยตุง เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าเกษตรกรผู้เก็บกาแฟกำลังเข้าสู่ “สังคมสูงวัย” จึงเริ่มมีข้อจำกัดทางร่างกาย เช่น สายตาพร่ามัวจนมองไม่ชัด หรือปัญหาตาบอดสีจนไม่สามารถแยกแยะเมล็ดกาแฟสุกได้ ทางออกที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงเลือกใช้นั้น ไม่ใช่เทคโนโลยีราคาสูงลิ่ว แต่เป็นการหยิบภูมิปัญญาใกล้ตัวอย่าง “สีทาเล็บสีแดง” มาแต้มให้เทียบเท่ากับสีเมล็ดกาแฟสุกให้ดูเป็นตัวอย่าง เวลาคุณพ่อคุณแม่บนดอยไปเก็บกาแฟ ก็เอาเมล็ดมาเทียบกับสีเล็บตัวเอง ถ้าสีตรงกันเป๊ะ แปลว่าสุกเก็บได้
สำหรับองค์กรที่อยากทำธุรกิจควบคู่ไปกับความยั่งยืน โดยเฉพาะองค์กรขนาดเล็ก ดร.สุภัชญา แนะว่า ไม่จำเป็นต้อง ลุยเดี่ยว ทำเองทุกโครงการ การดึงพาร์ทเนอร์รายใหญ่ที่มีความพร้อมมาแจม จะช่วยติดสปีดให้โปรเจกต์รักษ์โลกทรงพลังได้อย่างก้าวกระโดดเช่นกัน เหมือนอย่างที่ผ่านมามูลนิธิแม่ฟ้าหลวงทำมาแล้วผ่านความร่วมมือกับหลายองค์กร เช่น จับมือกับ PTTEP ลุยสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพและประเมินมูลค่าเศรษฐกิจในป่าชายเลน เพื่อเติมเต็มฐานข้อมูลที่ประเทศไทยกำลังขาดแคลนและต่อยอดธุรกิจ หรือการผนึกกับ WHA Group พลิกโฉมนิคมอุตสาหกรรมให้มีพื้นที่สีเขียวที่มากกว่ากฎหมายขั้นต่ำ ด้วยการออกแบบระบบทำความเย็นธรรมชาติ (Cooling System) และที่กักเก็บน้ำรับมือภัยแล้ง (Water Stress)
พลังงานเดือด-เอลนีโญซัด วิกฤตใหญ่ค้าปลีก
ส่วนฝั่งค้าปลีกยักษ์ใหญ่อย่าง “คุณศิริพร เดชสิงห์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT) ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตที่ค้าปลีกต้องเจอเต็มๆ มี 2 เรื่องหลัก
วิกฤตแรกคือ พลังงานและสงคราม เพราะกิจการค้าปลีกต้องเปิดไฟและใช้พลังงานตลอด 24 ชั่วโมง แถมมีกองทัพรถขนส่งเดลิเวอรี่ที่ต้องใช้น้ำมันวิ่งทุกวัน รวมถึงบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ต้นทุนพุ่งสูงตามราคาน้ำมันและปิโตรเลียม ซึ่งเป็นสารตั้งต้นหลัก พลังงานจึงเป็นต้นทุนสำคัญของการดำเนินงานทันที
วิกฤตที่สองคือ สภาพภูมิอากาศ ปรากฏการณ์เอลนีโญและปัญหา PM 2.5 ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรเสียหายหนัก ซึ่งแม็คโครและโลตัส มีสัดส่วนสินค้ากลุ่มนี้ถึง 70-80% เมื่อสภาพอากาศแปรปรวน โจทย์ใหญ่คือ ทำอย่างไรให้สินค้าเหล่านี้ยังคงสดใหม่และมีคุณภาพไม่เปลี่ยนแปลงท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน

(คนกลาง) “คุณศิริพร เดชสิงห์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.ซีพี แอ็กซ์ตร้า (CPAXT)
ในฐานะคนตรงกลางที่เชื่อมระหว่าง “ผู้ผลิตและผู้ขนส่ง” กับ “ผู้บริโภค” คุณศิริพร บอกว่า ธุรกิจจึงต้องปรับตัวขนานใหญ่ ด้วยการแปลงวิกฤตให้เป็นความยั่งยืน โดยเริ่มจากการทำงานกับเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ ด้วยการร่วมวางแผนตั้งแต่ขั้นตอนเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก เพื่อคุมคุณภาพและขนาดของผลผลิตบนเชลฟ์ให้สดใหม่ท่ามกลางสภาพอากาศที่แปรปรวน ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนหลังคาทุกสาขาให้เป็นโซล่าเซลล์ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและบรรเทาค่าไฟ รวมถึงการบริหารจัดการ Waste อย่างจริงจัง เพราะมองว่า ขยะคือ ต้นทุนที่ต้องจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
“ถ้าเราจัดการขยะได้ดี นอกจากจะไม่เป็นภาระสิ่งแวดล้อม ยังสร้างประโยชน์ต่อได้ แต่การจัดการเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ ไม่ง่าย”
พลิกขยะให้เป็นคุณค่า
คุณศิริพร จึงเดินหน้าบริหารจัดการขยะแบบครบวงจร ทั้งแปรรูปขยะหลังร้าน โดยนำพลาสติกแร็พและบรรจุภัณฑ์เหลือใช้จากหลังร้านมารีไซเคิลเป็นถุงขยะหรือกล่องสินค้าได้มากกว่า 59,000 ตัน เพื่อนำกลับมาวางขายอีกครั้ง รวมถึงต่อยอด Food Waste เป็นโปรตีนให้กับชุมชน โดยนำอาหารสดและผักผลไม้ที่เริ่มเหี่ยวแต่ยังไม่หมดอายุ มาคัดแยก และร่วมกับ สวทช. นำชุดทดสอบคุณภาพมาตรวจสอบความปลอดภัย ก่อนส่งต่อให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงแมลงโปรตีน BSF (Black Soldier Fly) เพื่อเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นโปรตีนคุณภาพสูงสำหรับใช้เป็นอาหารปลาดุกและอาหารไก่ ซึ่งช่วยแก้ปัญหาปากท้องและสร้างรายได้ให้ชุมชนรากหญ้า
ขณะเดียวกัน ยังปั้นโครงการ “กินได้ไม่ทิ้งกัน” เพราะมองว่าวิธีจัดการขยะที่ดีสุดคือ ป้องกันไม่ให้เกิดขยะ โดยสาขาต่างๆ จะคัดแยกวัตถุดิบที่ใกล้หมดอายุแต่ยังบริโภคได้ จากนั้นชุมชนและโรงครัวของ กทม.จะเข้ามาดูข้อมูลผ่าน LINE Application และนัดรับในสาขาที่ใกล้ เพื่อนำไปปรุงเป็นอาหารมื้อเย็นแจกจ่ายให้แก่ผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่
“เราลองผิดลองถูกมาเยอะ สมัยก่อนเราบริจาคให้บ้านเรือน เขาก็นำไปเข้าตู้เย็น พอกินไม่ทัน ก็กลายเป็นขยะอีก แต่วิธีนี้ช่วยแก้ปัญหาได้จริง ทั้งช่วยลดปริมาณขยะอาหาร ซึ่งปัจจุบันสามารถจัดการขยะไปกว่า 16,000 ตัน แถมยังลดภาระงบประมาณเทศบาล และช่วยเพื่อนมนุษย์ในภาวะเศรษฐกิจฝืดเคือง”
เลิกแยกธุรกิจกับความยั่งยืนคนละมุม
คุณศิริพร ย้ำชัดเลยว่า การขับเคลื่อนธุรกิจคู่กับความยั่งยืนจะเดินไปคนเดียวไม่ได้เด็ดขาด เพราะถ้าจะรอด ต้องจับมือกันไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยผู้ผลิต องค์กร และผู้บริโภคต้องร่วมแก้ปัญหาไปด้วยกัน ในส่วนซัพพลายเออร์ และผู้ประกอบการตัวเล็ก ตอนนี้หลายรายอาจยังไม่รู้ว่ากติกาโลกกำลังจะเปลี่ยน โดยเฉพาะ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่เตรียมจ่อคิวบังคับใช้ปีหน้า ถ้าไม่ยอมปรับตัว บอกเลยว่า ต้นทุนทางกฎหมายจะย้อนกลับมาทุบกระเป๋าตังค์จนกระทบถึงผู้บริโภคปลายทางแน่นอน หน้าที่ของผู้ประกอบการค้าปลีกจึงต้องช่วยสร้างความตระหนักรู้ พร้อมปั้นศักยภาพไปพร้อมกัน

ในฝั่งบริษัทเองก็เดินหน้าลุยติด Solar Rooftop ให้ครบทุกสาขาใหญ่ สาขาไหนติดบนหลังคาตึกไม่ได้ ก็แก้เกมไปติดบนหลังคาที่จอดรถแทน ติดแค่เรื่องแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานกลางคืนที่ราคายังสูงอยู่ ส่วนโลจิสติกส์ก็จะปรับมาใช้ระบบ Direct-to-Store ส่งตรงสินค้าเกษตรและผลไม้สดสู่สาขาใกล้เคียง ลดทั้งระยะทางวิ่งรถ แก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจก และต้นทุนขนส่ง รวมถึงลุยจัดการขยะให้เป็นศูนย์ตั้งแต่ต้นทาง
ส่วนปลายน้ำอย่างผู้บริโภค ต้องเข้าถึงสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ง่าย ควบคู่ไปกับการรณรงค์เรื่องพลาสติกและการรีไซเคิลที่ต้องใช้งานได้จริง จนเกิดเป็นสเกลที่สร้างแรงกระเพื่อมได้ทั่วประเทศ
คุณศิริพร ย้ำท้ายว่า วันนี้องค์กรต่างๆ ต้องเลิกมองเรื่องความยั่งยืนแยกออกจากการทำธุรกิจแล้ว เพราะมันเป็นหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจที่ต้องคิด ทำ และขับเคลื่อนหลอมรวมไปเป็นเนื้อเดียวกันกับธุรกิจ หากใครยังแยกความยั่งยืนไว้คนละกระเป๋า บอกได้เลยว่าอาจไม่มีที่ยืนในตลาดวันพรุ่งนี้แน่นอน
มรสุมวิกฤตที่ภาคการเงินต้องเผชิญ
มาดูฝั่งการเงินกันบ้าง “คุณฐากร ปิยะพันธุ์” ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) ฉายภาพให้เห็นว่า ตอนนี้เรากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติอย่างแท้จริง เพราะไม่ได้เผชิญกับวิกฤตแบบเดี่ยวๆ แต่กำลังติดหล่มอยู่ในมรสุม “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ที่เข้ามาพร้อมกัน
เริ่มจากสภาพอากาศที่รวนหนักสุดเท่าที่เคยมีมา แต่เรายังไม่มีเครื่องมือรับมือที่ดีพอ ตามด้วยการเมืองโลกสุดปั่นป่วนที่ผู้นำโลกเปลี่ยนนโยบายไปมา จนคนทำธุรกิจวางแผนแทบไม่ทัน ยังไม่พอไทยยังเข้าสู่ “สังคมสูงวัยขั้นสุด” โดยอีกไม่กี่ปี 30% ของประชากรจะเป็นผู้สูงวัยที่มีภาระหนี้สิน ขณะที่เด็กเกิดใหม่น้อยลงเรื่อยๆ และส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มที่เข้าถึงทรัพยากรน้อยนิด ทำให้ศักยภาพในการปั้มเศรษฐกิจอาจไม่มี

(ขวา) “คุณฐากร ปิยะพันธุ์” ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ ttb
แถมยังเจอวิกฤตหนี้ครัวเรือน โดยวัยทำงานไทย 65% มีหนี้เฉลี่ยคนละ 3 บัญชี คนมีรายได้ 50,000 บาทแต่แบกหนี้ 200,000 บาท อีกทั้งความเหลื่อมล้ำก็สูงขึ้น ถ้าย้อนดูสถิติ 30 ปีที่ผ่านมา รายได้เด็กจบใหม่โตเฉลี่ยแค่ 5% แต่กราฟค่ารักษาพยาบาล ค่าการศึกษา และค่าครองชีพพุ่งทะยานแซงหน้าไปไกล คนรวยก็รวยเอา ส่วนคนข้างล่างก็จนลงเรื่อยๆ
รุกสองแกนฝ่ามรสุม
เมื่อต้องเจอมรสุมวิกฤตที่ถาโถมเข้าใส่ คุณฐากร บอกว่า ttb ก็ต้องลุกขึ้นมาขยับตัวครั้งใหญ่ผ่านการทำใน 2 แกนหลัก นั่นคือ การผลักดันธุรกิจให้รอดจากกฎเกณฑ์โลกใหม่ โดยใช้ความเชี่ยวชาญและเงินทุนมาหนุนผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และ SME ให้ปรับตัวทันโลก ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนสินเชื่อสีเขียวอย่าง ESG Loan Solution โดยนำไปติดโซลาร์รูฟ หรือการออก Green Bond ไปจนถึงสินเชื่อโรงแรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเติมทุนให้อุตสาหกรรมรถยนต์ EV และโรงงานแบตเตอรี่
อีกหนึ่งแกนสำคัญคือ การดูแลชีวิตทางการเงินของคนไทยให้ดีขึ้น โดยเฉพาะปัญหาเรื่องหนี้สินที่ธนาคารต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงระบบเดิมๆ ในอดีต อย่างเช่นการอนุมัติและกำหนดดอกเบี้ยการให้สินเชื่อใหม่ โดยที่ผ่านมาแบงก์มักมองที่ “รายได้” เป็นหลัก คนรายได้น้อยจะถูกมองว่าเสี่ยงสูง เลยต้องแบกรับดอกเบี้ยแพง ส่วนคนรายได้สูงมักได้ดอกเบี้ยถูก โดยไม่สนพฤติกรรมการผ่อนชำระจริง วันนี้ ttb เลยพลิกเกมใหม่ ใช้ข้อมูลจากเครดิตบูโรมาเป็นตัวตั้ง
ไม่ว่าจะมีรายได้หลักหมื่นหรือหลักแสน หากมีวินัยทางการเงินและประวัติเครดิตที่ดี (เครดิตสีเขียว) ก็จะได้รับสิทธิพิเศษดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลเหลือเพียง 13.99% (จากเดิมที่อาจสูงถึง 24%) ในทางกลับกัน หากพฤติกรรมการชำระไม่ดี ต่อให้รายได้สูงก็ต้องรับอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงไปเต็มๆ เช่นเดียวกับสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ ที่ยกเลิกการเอาปีรถมาเป็นตัวตั้งแล้วหันมาใช้พฤติกรรมความผ่อนชำระของลูกค้าเป็นเกณฑ์ตัดสิน เพื่อให้คนประวัติดีได้ดอกเบี้ยที่เป็นธรรม
พลิกชีวิตลูกหนี้ ด้วยโค้ชปลดหนี้
ไม่หมดแค่นั้น ttb ยังปั้นโครงการ “โค้ชปลดหนี้” เนื่องจากพบว่า หลายคนมักเครียดเพราะเลือกเก็บปัญหาไว้คนเดียวโดยไม่ยอมบอกแม้กระทั่งคนในครอบครัว โดยดึงพนักงานประจำและพนักงานที่กำลังจะเกษียณที่มีจิตสาธารณะ มาฝึกอบรมเข้มข้นนาน 4 เดือน เพื่อทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาการเงินส่วนตัวให้กับลูกหนี้ ปัจจุบันโครงการนี้ช่วยเหลือลูกหนี้ไปแล้วกว่า 600 เคส คุณฐากร บอกว่า แม้จะช่วยไม่ได้ทั้งหมด แต่มีราว 30% ที่สามารถพลิกฟื้นสถานะจาก “ติดลบ” กลับมาเป็น “บวก” ได้สำเร็จ เพราะแค่มีคนมาช่วยชี้จุด จัดลำดับการปิดหนี้ หรือหาช่องทางเพิ่มรายได้ จากที่เคยไม่เห็นทางออก ก็ปลดล็อกให้หลายคนกลับมาตั้งหลักชีวิตใหม่ได้

คุณฐากร บอกว่า การขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตไปกับสังคม และชุมชน เป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่อง ก้าวต่อไปของ ttb จึงมุ่งขับเคลื่อนสิ่งเหล่านี้ต่อและเข้มข้นขึ้น แต่หัวใจสำคัญคือ ธนาคารต้องสร้างความแข็งแกร่งจากภายในให้แน่นก่อน เพราะถ้าธนาคาร Survive ไม่ได้ ก็ Sustain ไม่ได้ แต่เมื่อธนาคารแข็งแรง ก็สามารถส่งต่อแรงกระเพื่อมและความแข็งแกร่งให้ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจทั้งหมดเติบโตไปด้วยกันได้อย่างยั่งยืน
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE
แชร์ :