classicliterature.it.com

ราคาทองคำฟื้นแรง! เงินก้อนใหญ่จาก ETF กลับมาซื้อสุทธิ หนุนมุมมองเทรนด์ “ขาขึ้น” อีกครั้ง

ราคาทองคำในตลาดโลกกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยล่าสุดขยับขึ้นมาซื้อขายแถวระดับ 4,265.47 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 3.17% ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ราคาทองคำเคยร่วงลงมาต่อเนื่องจากจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนมกราคม 2569 การกลับตัวครั้งนี้ เกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณเงินทุนที่เริ่มไหลกลับเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำอีกครั้ง

หาคำตอบไปพร้อมกันว่า นี่เป็นจุดเริ่มต้นของขาขึ้นรอบใหม่ หรือจริงๆ แล้วเป็นแค่การดีดตัวระยะสั้นในช่วงที่ตลาดยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

เกิดอะไรขึ้นกับราคาทองคำ?

หากย้อนดูภาพรวมทั้งปี 2569 ทองคำเคยทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ราว 5,598 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายเดือนมกราคม 2569 ก่อนจะปรับฐานลงมาแรงกว่า 28% แตะระดับต่ำสุดที่ราว 4,020 ดอลลาร์ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม

สาเหตุหลักมาจากท่าทีแข็งกร้าวของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ที่ยืนยันไม่ผ่อนปรนนโยบายการเงินแม้ตัวเลขเงินเฟ้อจะเริ่มชะลอตัว รวมถึงยังเปิดโอกาสให้มีการปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากจำเป็น ท่าทีดังกล่าวส่งผลให้กองทุน ETF ทองคำในสหรัฐเผชิญกับแรงไถ่ถอนต่อเนื่องในช่วงดังกล่าว

ขณะที่ก่อนหน้านี้ Goldman Sachs ก็ได้ปรับลดเป้าราคาทองคำปลายปี 2569 ลงจาก 5,400 ดอลลาร์ เหลือ 4,900 ดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าแรงซื้อจากกองทุน ETF เริ่มแผ่วลง และเฟดอาจเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไป

อย่างไรก็ตาม แรงหนุนล่าสุดที่ทำให้ราคาทองคำทะยานขึ้น มาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ออกมาต่ำกว่าคาด ส่งผลให้เงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง รวมถึงความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างสหรัฐกับอิหร่านเพื่อยุติความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือน ซึ่งมีส่วนช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง เป็นปัจจัยที่ลดโอกาสที่เฟดจะต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมเพื่อสกัดเงินเฟ้อเช่นกัน

เรื่องเหล่านี้เริ่มทำให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้น แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ การกลับมาของกระแสเงินทุนจากกองทุน ETF ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนกำลังฟื้นตัว

เงินไหลกลับ…เปลี่ยนเทรนด์เป็น “ขาขึ้น”

ศิริลักษณ์ ปโกฏิประภา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด ให้ความเห็นกับ Thairath Money ว่า สถานการณ์ราคาทองคำเริ่มส่งสัญญาณในทิศทางที่ดีขึ้น จากในเดือนที่ผ่านมาราคาทองคำเคลื่อนไหวในลักษณะแกว่งตัวในกรอบแคบระหว่าง 3,960-4,200 ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนที่ราคาจะสามารถทะลุผ่านกรอบแนวต้านด้านบนขึ้นมาได้ ซึ่งถือเป็น “สัญญาณซื้อ”

ปัจจัยสำคัญที่หนุนให้สัญญาณราคาดีขึ้นคือแรงเทขายที่เริ่มเบาบางลงและเริ่มมีแรงซื้อทยอยกลับเข้ามา หลังจากที่ก่อนหน้านี้กองทุน ETF ทองคำเผชิญแรงเทขายอย่างหนักหน่วง โดยเฉพาะในเดือนมีนาคมที่มีแรงขายออกไป 84 ตัน และในเดือนมิถุนายนอีก 74 ตัน

อย่างไรก็ดี ข้อมูลล่าสุดรายงานว่าเริ่มมีกระแสเงินทุนไหลเข้า (Inflow) กลับเข้ามาซื้อสุทธิใน ETF ทองคำจำนวน 23.5 ตันในเดือนที่ผ่านมา สะท้อนว่าแรงขายเริ่มลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มผู้ซื้อหลักที่กลับเข้ามาสะสมคือกลุ่มจากสหภาพยุโรป และจีนที่มีรายงานการเข้าซื้อติดต่อกันยาวนานถึง 14 วัน ซึ่งถือเป็นกำลังซื้อที่มีความสำคัญค่อนข้างมาก

เมื่อประเมินทิศทางว่าราคาทองคำกลับตัวเป็นแนวโน้มขาขึ้นแล้วหรือยัง ศิริลักษณ์ ชี้ว่าในระยะสั้นมีแนวโน้มที่จะกลับตัวเป็นขาขึ้นแล้ว ซึ่งส่งผลให้กรอบราคายกตัวสูงขึ้น โดยประเมินกรอบแนวรับด้านล่างยกระดับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 4,100-4,200 ดอลลาร์สหรัฐ และมีกรอบแนวต้านด้านบนขยับขึ้นไปอยู่ที่ 4,400 ถึง 4,500 ดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ดี ทิศทางในระยะยาวยังไม่ได้ยืนยันรอบขาขึ้นอย่างเต็มตัว โดยในทางเทคนิคจำเป็นต้องเห็นราคาปรับตัวขึ้นทะลุผ่านระดับประมาณ 4,500 ดอลลาร์สหรัฐให้ได้เสียก่อน

ทั้งนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องจับตา 3 ปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวผลักดันให้ทองคำกลับตัวเป็นขาขึ้นในระยะยาวอย่างแท้จริง ได้แก่

1.ประเด็นความขัดแย้งและสถานการณ์สงคราม โดยเฉพาะกรณีความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เกี่ยวกับอิหร่านและข้อขัดแย้งเรื่องการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งหากสงครามสามารถยุติลงได้อย่างเป็นทางการ คาดว่าจะมีแรงซื้อทองคำไหลกลับเข้ามาอย่างรุนแรงแน่นอน

2.ความชัดเจนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ โดยต้องจับตามองในช่วงเดือนกันยายนที่จะมีการเปิดเผยประมาณการอัตราดอกเบี้ย (Dot Plot) ของเฟด ว่าวัฏจักรการปรับขึ้นดอกเบี้ยจะสิ้นสุดลงจริงตามคาดการณ์หรือไม่

3.ปริมาณการเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกในระยะยาว ซึ่งในไตรมาสที่ 2 มีปริมาณการเข้าซื้อสูงถึง 289 ตัน สะท้อนให้เห็นว่าธนาคารกลางต่าง ๆ มักจะอาศัยช่วงที่ราคาทองคำปรับฐานลดลงในการเข้าซื้อสะสมเพิ่มขึ้น

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำกลุ่มนักลงทุนระยะสั้นที่เน้นเก็งกำไร (Trading) ให้รอจังหวะราคาย่อตัวลงมาแตะแนวรับที่ประมาณ 4,200 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อเข้าซื้อ และตั้งเป้าหมายไปขายทำกำไรในช่วงราคา 4,400-4,500 ดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนนักลงทุนระยะยาว ถือเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มทยอยสะสมทองคำเก็บไว้ โดยแนะนำให้ตั้งแนวรับแรกสำหรับเริ่มเก็บสะสมที่ระดับประมาณ 4,100 ดอลลาร์สหรัฐ และหากราคามีการปรับลดลงมาใกล้ระดับ 4,000 ดอลลาร์สหรัฐอีกครั้งในกรณีเลวร้ายที่สุด ก็ถือเป็นจุดรับที่น่าสนใจสำหรับการเข้าซื้อสะสมแบบเต็มที่

ด้านบทวิเคราะห์ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ จํากัด หรือ แม่ทองสุก ระบุว่า ในเชิงเทคนิค ภาพรวมระยะสั้นของราคาทองคำกลับมาเคลื่อนไหวในลักษณะแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) ได้อีกครั้ง หลังจากที่ราคาสามารถทะยานกลับขึ้นมายืนเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นและระยะกลางได้สำเร็จ

โดยตราบใดที่ราคาระหว่างวันยังสามารถประคองตัวและยืนเหนือระดับ 4,240 ดอลลาร์สหรัฐได้ ก็จะยังมีโอกาสลุ้นที่จะฟื้นตัวขึ้นไปทดสอบแนวต้านสำคัญที่บริเวณ 4,300 ดอลลาร์สหรัฐ

ซึ่งหากราคาสามารถทะลุผ่านและยืนเหนือระดับดังกล่าวได้ จะเป็นสัญญาณยืนยันโมเมนตัมเชิงบวกที่มีโอกาสหนุนให้ราคาปรับตัวขึ้นต่อได้สูง

แต่หากราคาไม่สามารถวิ่งทะลุผ่านแนวต้านดังกล่าวได้ ก็มีโอกาสที่จะเผชิญกับแรงขายทำกำไรกดดันให้ราคาไหลกลับลงมาแกว่งตัวในกรอบ Sideways ระหว่าง 4,200-4,300 ดอลลาร์สหรัฐอีกรอบ

โดยประเมินกรอบแนวรับ Gold Spot ระยะสั้นไว้ที่ระดับ 4,200 และ 4,150 ดอลลาร์สหรัฐ และประเมินแนวต้านไว้ที่ 4,300 และ 4,350 ดอลลาร์สหรัฐ

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

Update: 2026-08-07
Tags: