DELTA ‘กำไรโต...แต่ทำไมหุ้นร่วง’

มีปุจฉา หรือคำถามหนึ่งที่นักลงทุนรุ่นใหม่ถามกันบ่อยมากครับ
หุ้นมีกำไรเพิ่มขึ้น ยอดขายเติบโต ธุรกิจกำลังอยู่ในเมกะเทรนด์ของโลก
แล้วทำไมราคาหุ้นถึงลง?
คำถามนี้เกิดขึ้นอีกครั้งกับหุ้น DELTA เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมา จากราคาหุ้นเปิดที่ 294 บาท ก่อนถูกแรงขายไล่ลงมาปิดที่ 285 บาท ลดลงกว่า 7% ทั้งที่เพิ่งประกาศกำไรไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นกว่า 31% จากปีก่อน
ถ้ามองเผิน ๆ เหมือนตลาดใจร้ายมากครับ
แต่ถ้ามองลึกลงไป ตลาดกำลังบอกอะไรบางอย่าง
ในตลาดหุ้น คำว่า “กำไรโต” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
สิ่งที่สำคัญกว่า คือ “โตตามที่ทุกคนคาดหรือไม่” เพราะราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนผลประกอบการของวันนี้ แต่สะท้อนความหวังของวันพรุ่งนี้
เมื่อทุกคนเชื่อว่า DELTA คือพระเอกของยุค AI
ความคาดหวังก็ถูกยกขึ้นไปสูงมาก สูงเสียจนการทำได้ “ดี” อาจไม่เพียงพอ
ต้องทำได้ “ดีกว่าที่คิด”!!!
งบไตรมาส 2 นี้จึงเป็นภาพสะท้อนของบริษัทที่กำลังวิ่งเร็ว แต่เริ่มเหนื่อย จากยอดขายโตถึง 46% แรงส่งมาจากธุรกิจ AI Power และ Data Center เต็มตัว ลูกค้ายังสั่งของต่อเนื่อง คำสั่งซื้อล่วงหน้ายังแน่น
ทว่า ในอีกด้านหนึ่ง คือ
1.เซมิคอนดักเตอร์กลับขาดตลาด
2.ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น
- ค่าขนส่งแพงขึ้น
และ 4.ค่าลิขสิทธิ์เทคโนโลยีที่ต้องจ่ายให้บริษัทแม่ในไต้หวันเพิ่มขึ้น
นี่ยังไม่นับการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง และภาษี Pillar Two อีกกว่าพันล้านบาท
รายได้โต แต่กำไรโตไม่ทันความคาดหวัง
และนี่ก็คือเหตุผลที่ตลาดตอบสนองทันที
หรือหากจะให้ผมนึกถึงร้านอาหารร้านหนึ่งนะครับ
ลูกค้าแน่นทุกโต๊ะ หน้าร้านมีคิวรอเต็ม ใครผ่านไปก็คิดว่าร้านนี้ต้องกำไรมหาศาล
แต่คนในครัวกลับรู้ดีว่า วัตถุดิบเริ่มขาด ของบางอย่างต้องซื้อแพงขึ้น พ่อครัวต้องทำงานหนักกว่าเดิม
สรุป ลูกค้าเยอะก็จริง แต่กำไรต่อจานกลับลดลง
DELTA วันนี้ก็คล้ายกัน AI กำลังสร้างโอกาสมหาศาล แต่ก็สร้างแรงกดดันมหาศาลเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองข้ามผลประกอบการเพียงไตรมาสเดียว บริษัทกำลังวางหมากที่น่าสนใจ จากการลงทุนสร้างโรงงานใหม่มูลค่า 3,200 ล้านบาท
การเปลี่ยนโรงงานเดิมเป็น Smart Manufacturing รวมถึงการย้ายเครื่องจักรบางส่วนจากจีนมายังประเทศไทยไม่ใช่แค่การเพิ่มกำลังการผลิต
แต่เป็นการเตรียมรับโลกใบใหม่
โลกที่ AI จะใช้ไฟฟ้ามหาศาล
โลกที่ Data Center จะเกิดขึ้นอีกจำนวนมาก
และโลกที่ลูกค้าต้องการลดความเสี่ยงจากสงครามการค้า
ผู้บริหาร DELTA ยังยืนยันว่า รายได้ปีนี้ยังมีโอกาสเติบโตระดับเลขสองหลัก พร้อมเชื่อว่าปัญหาต้นทุนและวัตถุดิบจะค่อย ๆ คลี่คลายในช่วงครึ่งปีหลัง
แต่นักวิเคราะห์บางสำนักยังไม่รีบเชื่อ เช่น KGI เปิดหัวบทวิเคราะห์ด้วยคำแนะนำ “ขาย”
ไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี แต่เพราะราคาหุ้นสะท้อนความดีไปไกลแล้ว
ทำให้ราคาหุ้นไม่ตอบสนองหรือที่เราเรียกกันว่าเป็นโอกาส “พักฐาน” นั่นแหละ