Aston Martin Valen ผลิตจำกัด 150 คัน กับรถยนต์เครื่องวางหน้าที่แรงที่สุดของค่าย V12 เทอร์โบคู่ - HeadLight Magazine
19 สิงหาคม 2026 เวลา 23:39 น. | หมวดหมู่ New Cars : Worldwide, NEWS | โดย AE110 | อ่านไปแล้ว: 5 ครั้ง

Aston Martin Valen เปิดตัวแล้วที่สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 ในฐานะรถยนต์ Production เครื่องยนต์วางหน้าที่ทรงพลังที่สุดในประวัติศาสตร์ 113 ปีของค่าย และยังผลิตจำนวนจำกัดทั่วโลก 150 คัน โดยมีกำหนดการเริ่มส่งมอบในไตรมาสสองของปี 2027 ส่วนชื่อมีรากศัพท์มาจากคำว่า Valens ในภาษาละตินซึ่งแปลได้ว่า แข็งแกร่ง / ทรงพลัง ทำให้เหมาะกับการนำมาตั้งชื่อรุ่นนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากสะท้อนถึงการเป็นรถยนต์เครื่องยนต์วางหน้าที่แรงที่สุดของค่าย และยังเป็นการรักษาประเพนีตั้งชื่อรถขึ้นต้นด้วยตัว V ของค่าย
Aston Martin Valen สร้างขึ้นบนตัวถังคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมทางเลือกสีตัวถังแบบคาร์บอนเปลือย ส่วนคันในภาพเป็นสีพิเศษ Satin Andromeda Red ที่มีประกายทองด้วย ดีไซน์ไฟหน้าเป็นแบบเบ้าลึกลงไป ส่วนไฟท้ายเป็นแถบ LED ที่เล่นระดับกับฝาท้าย ท่อไอเสียประหลาดตากับท่อเดี่ยวออกสองฝั่งและมีสองชั้น ภายในมีให้เลือกทั้งเบาะ Sports Plus และคาร์บอนไฟเบอร์แบบไล่เบา ส่วนวัสดุตกแต่งและโทนสีสามารถเลือกสรรได้ตามใจชอบ และยังมีการนำเทคโนโลยี Printing 3D มาใช้กับหลายส่วนของห้องโดยสารอีกด้วย

Aston Martin Valen ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน แบบ V12 ขนาด 5.2 ลิตร เทอร์โบคู่ กำลังสูงสุด 850 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 1,000 นิวตันเมตร ที่ 2,500 รอบ/นาที จับคู่เกียร์อัตโนมัติ ZF 8 จังหวะ ขับเคลื่อนล้อคู่หลัง เร่ง 0 – 96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ใน 3.0 วินาที ความเร็วสูงสุดจำกัดไว้ที่ 344 กิโลเมตร/ชั่วโมง ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขับขี่ได้ทั้ง Sport, Sport+ และ Track ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปิดของลิ้นคันเร่ง ที่แตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบ
เครื่องยนต์ของ Aston Martin Valen ยังรีดน้ำหนักลงจากเครื่องยนต์ V12 แบบอื่นลง 110 กิโลกรัม ผ่านการใช้วัสดุน้ำหนักเบาหลายรูปแบบทั้งคาร์บอนไฟเบอร์ อะลูมิเนียม ไททาเนียม และ แมกนีเซียม เพิ่มความน่าเกรงขามด้วยท่อไอเสียไททาเนียมน้ำหนักเบา และสุ้มเสียงที่ปรับแต่งมาโดยเฉพาะ ทั้งยังมีส่วนประกอบช่วงล่างที่รีดน้ำหนักลงได้อีก 16.9 กิโลกรัม ยางที่ใช้เป็น Pirelli P Zero R ขนาด 21 นิ้ว ส่วนระบบเบรกเป็นคาร์บอนเซรามิค ขนาด 410 มิลลิเมตร ในด้านหน้า และ 360 มิลลิเมตร ในด้านหลัง

ที่มา: Aston Martin