ยกระดับกู้ชีพไทยสู่ยุค AI สว. ชูแผนปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินครั้งใหญ่
ยกระดับกู้ชีพไทยสู่ยุค AI สว. ชูแผนปฏิรูประบบการแพทย์ฉุกเฉินครั้งใหญ่ ดัน “NDEMS” เชื่อมข้อมูลผู้ป่วยทั้งประเทศ ลดสูญเสียในภาวะวิกฤต
วันที่ 1 ส.ค.2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาปฏิรูปการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉิน โดยเทคโนโลยีดิจิทัล ในคณะอนุกรรมาธิการ (อนุกมธ.) ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในคณะกมธ.การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา พร้อมคณะอนุกมธ. ได้ร่วมประชุมและศึกษาดูงานที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อาคารเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 84 พรรษา จ.นนทบุรี
โดยมี ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ในฐานะรองประธานคณะทำงานฯ และคณะผู้บริหาร สพฉ. ให้การต้อนรับ พร้อมทั้งเชิญหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ฉุกเฉินร่วมประชุม

นพ.เปรมศักดิ์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณากรอบแนวทางการปฏิบัติงานร่วมและการบูรณาการข้อมูลการแพทย์ฉุกเฉินแบบไร้รอยต่อ (End-to-End Emergency Medical Operations & Data Integration) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้ประสบเหตุฉุกเฉินให้รวดเร็ว ปลอดภัย ตรวจสอบได้ และสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์เชิงนโยบายได้อย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การศึกษาปฏิรูประบบการบริหารจัดการภาวะวิกฤตและการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
สาระสำคัญของการศึกษากำหนดให้การทำงานของหน่วยงานหลัก 3 ฝ่าย ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เชื่อมโยงการปฏิบัติงานเป็นระบบเดียว ตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การเข้าควบคุมพื้นที่ การค้นหาและกู้ภัย การปฐมพยาบาล การส่งต่อผู้ป่วย การเชื่อมโยงสิทธิการรักษา
ตลอดจนการฟื้นฟูและถอดบทเรียนหลังเกิดเหตุ โดยแบ่งกระบวนการปฏิบัติออกเป็น 8 ขั้นตอน ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในระบบดังกล่าว ตำรวจจะรับผิดชอบด้านการรักษาความปลอดภัย ควบคุมพื้นที่ อำนวยความสะดวกด้านการจราจร การสืบสวนสอบสวน และรักษาพยานหลักฐาน ขณะที่ ปภ. จะทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ จัดสรรทรัพยากร ค้นหา กู้ภัย บรรเทาทุกข์ และฟื้นฟูหลังเกิดเหตุ
ส่วน สพฉ. จะรับผิดชอบการรับแจ้งเหตุทางการแพทย์ การคัดแยกผู้ป่วย การสั่งการทีมกู้ชีพ การรักษาเบื้องต้น ณ จุดเกิดเหตุ การนำส่งโรงพยาบาล และกำกับมาตรฐานระบบการแพทย์ฉุกเฉินทั่วประเทศ
หัวใจสำคัญของแนวทางใหม่ คือ การยึดหลัก “การช่วยชีวิตมาก่อน” ควบคู่กับการสั่งการแบบเอกภาพ (Unity of Command) การคุ้มครองสิทธิผู้ประสบเหตุ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA และการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยตั้งแต่จุดเกิดเหตุไปจนถึงการรักษาและฟื้นฟู
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบแนวทางยกระดับบทบาทของ สพฉ. จากผู้ให้บริการระบบการแพทย์ฉุกเฉิน สู่การเป็น “System Integrator” หรือผู้บูรณาการระบบการแพทย์ฉุกเฉินของประเทศ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง NDEMS (National Digital Emergency Medical System) ซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุม สั่งการ ประสานงาน และติดตามการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ พร้อมกำหนดมาตรฐานข้อมูล เชื่อมโยงฐานข้อมูลทุกภาคส่วน และขับเคลื่อนระบบบริการตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง
โครงสร้างของ NDEMS จะเชื่อมโยงการทำงานผ่าน 6 ชั้นสำคัญ ได้แก่ การยืนยันตัวตนและสิทธิการรักษาของผู้ป่วย การเชื่อมโยงระบบปฏิบัติการของศูนย์สั่งการและทีมกู้ชีพ การบูรณาการฐานข้อมูลสุขภาพและ AI วิเคราะห์อาการ การเชื่อมระบบสื่อสารและระบุตำแหน่งผู้แจ้งเหตุอัตโนมัติ (AML) การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์และการคุ้มครองข้อมูลตาม PDPA
ตลอดจนการนำ Big Data มาวิเคราะห์เพื่อกำหนดนโยบายด้านสาธารณสุขและป้องกันเหตุฉุกเฉินในอนาคต

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบันระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 นับตั้งแต่เริ่มดำเนินการตามพระราชบัญญัติการแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ.2551 โดยมีศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการ 1669 ตลอด 24 ชั่วโมงกว่า 100 ศูนย์ หน่วยปฏิบัติการกว่า 10,000 หน่วย บุคลากรกว่า 100,000 คน และเครือข่ายสถานพยาบาลประมาณ 1,000 แห่ง ครอบคลุมการช่วยเหลือทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
สำหรับ แพลตฟอร์ม NDEMS จะเป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงข้อมูลตั้งแต่การรับแจ้งเหตุ การคัดกรองผู้ป่วย การนำทางรถกู้ชีพ การแพทย์ทางไกล (Telemedicine) การบันทึกข้อมูลดิจิทัล การรับรองสิทธิและการเบิกจ่ายอิเล็กทรอนิกส์ (UCEP) โดยเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข กสทช. กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สวทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ในด้านกฎหมาย คณะทำงานเห็นว่าประเทศไทยมีฐานกฎหมายรองรับการบูรณาการข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างเพียงพอ ทั้งพ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ร.บ.การบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล รวมถึงพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA)
พร้อมกำหนดมาตรฐานด้าน Cybersecurity ระบบควบคุมสิทธิการเข้าถึงข้อมูล และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า คณะทำงานยังได้กำหนดแผนขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม โดยระยะเร่งด่วนภายใน 180 วัน จะเร่งจัดตั้งกลไกกำกับร่วม กำหนดมาตรฐานข้อมูลและ API กลาง ยกระดับศูนย์สั่งการ และผลักดันโครงการเร่งด่วน
ขณะที่ภายในปี 2569 จะขยายการใช้ NDEMS ในภาคสนาม เพิ่มการบันทึกข้อมูลดิจิทัลโดยตรง และยกระดับศูนย์สั่งการเป้าหมาย 80 แห่ง ส่วนในช่วงปี 2570-2572 จะผลักดันการใช้ Telemedicine เต็มรูปแบบ นำ AI และระบบระบุตำแหน่งอัจฉริยะ (AML) มาใช้ทั่วประเทศ พร้อมพัฒนาการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างทุกหน่วยงานในระดับประเทศ
คณะทำงานมีข้อเสนอเชิงนโยบายเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีให้รับรองหลักการสำคัญ 6 ประการ ได้แก่ การประกาศให้ระบบการแพทย์ฉุกเฉินเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ รับรอง NDEMS เป็นแพลตฟอร์มกลางระดับชาติ มอบหมายหน่วยงานหลักเชื่อมโยงข้อมูลและการปฏิบัติงานร่วมกัน รับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลข้อมูลและความมั่นคงปลอดภัย สนับสนุนแผนดำเนินงานทั้งระยะ 180 วัน ระยะปี 2569 และระยะยาวถึงปี 2572
รวมทั้งจัดตั้งคณะกรรมการกำกับติดตามและรายงานผลต่อคณะรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับระบบการแพทย์ฉุกเฉินไทยให้ก้าวทันโลกดิจิทัลและสร้างความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชนในทุกสถานการณ์ฉุกเฉิน