classicliterature.it.com

คนอเมริกันกว่าครึ่งใช้ AI แต่ 70% ไม่เอาดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนตัวเอง และกลายเป็นโจทย์การเมืองก่อนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ

คนอเมริกันจำนวนมากไม่ชอบดาต้าเซ็นเตอร์และไม่ไว้ใจบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ต้องพึ่งพามัน ด้วยเหตุผลว่าอาคารเหล่านี้หน้าตาไม่สวย, เสียงดัง, กินพื้นที่มหาศาล และดูดทั้งพลังงานกับน้ำ ทว่าในเวลาเดียวกันพวกเขาก็ชื่นชอบการใช้โมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำงานอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานเหล่านั้น

  • ทรัมป์เตือนชุมชนที่ต้านจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
  • นักวิชาการชี้ปัญหาอยู่ที่ต้นทุนจริง ไม่ใช่การสื่อสาร
  • ผู้ว่าฯ ทั้ง 2 พรรคกลับลำเพิ่มกฎคุมเข้ม
  • งานถาวรน้อยกว่าที่โฆษณาไว้มาก

ข้อมูลใหม่จาก Morning Consult ระบุว่าคนอเมริกันมากกว่าครึ่งใช้ AI แชตบอตในเดือนกรกฎาคม และไม่ใช่แค่ลองใช้เท่านั้น เพราะพวกเขาใช้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับหลายครั้งต่อสัปดาห์

ทว่าผลสำรวจของ Gallup เมื่อเดือนพฤษภาคมกลับพบว่าคนอเมริกัน 70% คัดค้านการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์สำหรับ AI ในชุมชนของตัวเอง

เรื่องดังกล่าวกำลังกลายเป็นหนึ่งในโจทย์การเมืองสำคัญที่สุดของกระแสบูม AI ซึ่งนักการเมืองจากทั้งสองพรรคต้องหาทางรับมือขณะที่การเลือกตั้งกลางเทอมใกล้เข้ามา โดยประเด็นนี้ปรากฏเป็นหัวข้อที่สร้างความแตกแยกในสนามเลือกตั้งหลายแห่งทั่วประเทศ

ทรัมป์เตือนชุมชนที่ต้านจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ประเด็นนี้เป็นเรื่องยากเป็นพิเศษสำหรับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่พยายามนำพรรคของตัวเองรักษาเสียงข้างมากเอาไว้ ท่ามกลางจุดยืนที่สนับสนุนดาต้าเซ็นเตอร์อย่างเต็มที่

เมื่อวันจันทร์ (31 ส.ค.) ทรัมป์โพสต์ผ่าน Truth Social ว่าเหตุผลเดียวที่ชุมชนทั่วสหรัฐฯ ไม่ควรอยากได้ดาต้าเซ็นเตอร์คือถ้าพวกเขาอยากจบลงด้วยความล้าหลังและยากจน พร้อมเสริมว่าหากฆ่าห่านที่ออกไข่เป็นทองคำ ก็ต้องโทษตัวเองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เดือนก่อนหน้านั้นทรัมป์เองก็ยอมรับว่าอุตสาหกรรมนี้อาจมีปัญหาด้านภาพลักษณ์ โดยระบุในงานที่ทำเนียบขาวว่าหากเขาเป็นนายกเทศมนตรีหรือผู้ว่าการรัฐ ก็จะต้องการดาต้าเซ็นเตอร์ในชุมชนตัวเองแน่นอนเพราะงานและรายได้ภาษี พร้อมทิ้งท้ายว่าบางทีอุตสาหกรรมนี้อาจต้องการความช่วยเหลือด้านประชาสัมพันธ์อยู่บ้าง

เบื้องหลังนั้น ทำเนียบขาวรู้ดีว่าดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้เป็นที่นิยมสำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกคน โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวซึ่งขอไม่เปิดเผยชื่อเพื่อให้พูดได้อย่างตรงไปตรงมา บอกกับ POLITICO ว่าทรัมป์ดูผลสำรวจและรับฟังสิ่งที่ผู้คนพูด

ทรัมป์วางกรอบเรื่องการเร่งพัฒนาดาต้าเซ็นเตอร์ว่าเป็นเรื่องความมั่นคงของชาติ เพื่อให้แน่ใจว่าสหรัฐฯ ยังนำหน้าจีน โดยรัฐบาลของเขาดำเนินการเพื่อเร่งการติดตั้ง แต่ก็ยอมรับว่าต้องไม่ให้คนอเมริกันแบกรับค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น

ขณะที่ทำเนียบขาวระบุในแถลงการณ์ว่าทรัมป์ชี้ชัดมาตลอดว่าต้องการให้ดาต้าเซ็นเตอร์ถูกสร้างเฉพาะในชุมชนที่ต้องการเท่านั้น พร้อมระบุว่าประธานาธิบดีกำลังบังคับให้ดาต้าเซ็นเตอร์จ่ายค่าไฟฟ้า, ค่าน้ำ และค่าสาธารณูปโภคอื่นด้วยตัวเอง

นักวิชาการชี้ปัญหาอยู่ที่ต้นทุนจริง ไม่ใช่การสื่อสาร

เบน กรีน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน ซึ่งศึกษาการเมืองและผลกระทบทางสังคมของเทคโนโลยี ไม่เชื่อว่าการสื่อสารที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียวจะเอาชนะความกังวลของคนอเมริกันได้

เขามองว่าคนที่ออกมาต่อต้านดาต้าเซ็นเตอร์กำลังตอบสนองต่อภาระที่ต้องแบกจริงและสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ โดยชี้ไปที่ความกังวลเรื่องค่าไฟฟ้า, การใช้น้ำ และจำนวนงานถาวรที่ค่อนข้างน้อยของโครงการบางแห่ง พร้อมระบุว่าอุตสาหกรรมนี้สัญญาไว้เกินกว่าที่ทำได้จริงมาก

ในทางกลับกัน ไมค์ มาดริด ที่ปรึกษาการเมืองสายรีพับลิกัน มองว่าไม่มีข้อเสียทางการเมืองเลยสำหรับนักการเมืองจากพรรคใดก็ตามที่ออกมาคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์

มาดริดอธิบายว่าความเข้มข้นของการต่อต้านครั้งนี้เกินกว่าการต่อสู้กับรัฐบาลท้องถิ่นตามปกติ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์กลายเป็นเป้าที่จับต้องได้ของความวิตกกังวลในภาพกว้าง ทั้งเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี, ความมั่งคั่งที่กระจุกตัว และอำนาจที่เพิ่มขึ้นของบริษัทในการเก็บข้อมูลคนอเมริกัน

ผู้ว่าฯ ทั้ง 2 พรรคกลับลำเพิ่มกฎคุมเข้ม

แรงต้านทำให้นักการเมืองที่เคยสนับสนุนต้องเปลี่ยนท่าที โดย จอช ชาปิโร ผู้ว่าการรัฐเพนซิลเวเนียจากพรรคเดโมแครต เคยดึงเม็ดเงินลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์หลายพันล้านดอลลาร์เข้ารัฐ

ทว่าเมื่อเดือนก่อนเขากลับออกมาตรการคุมเข้มดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ทั้งเรื่องความโปร่งใสและการต้องได้รับอนุมัติจากท้องถิ่น โดยระบุว่าตัดสินใจหลังรับฟังความกังวลของประชาชน

เช่นเดียวกับ เกร็ก แอบบอตต์ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งเคยชูการพัฒนาในรัฐของตัวเองมาก่อน ก็เปลี่ยนทิศทางท่ามกลางเสียงคัดค้าน ด้วยการออกคำสั่งเกี่ยวกับดาต้าเซ็นเตอร์ 2 ฉบับ และสั่งพักการพัฒนาชั่วคราวในรัฐ

ขณะที่รัฐบาลทรัมป์ยังเดินหน้ากฎที่เอื้อต่อการก่อสร้าง โดยเมื่อเดือนก่อน สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) เสนอให้ยกเลิกข้อกำหนดเรื่องการแจ้งและเปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะ สำหรับใบอนุญาตปล่อยมลพิษทางอากาศประเภทที่ถือว่าเล็กน้อย ซึ่งเป็นหมวดที่รวมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองที่ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีคำสั่งฝ่ายบริหารที่สร้างช่องทางพิเศษสำหรับการออกใบอนุญาต, การสั่งให้กระทรวงพลังงานหาพื้นที่ของรัฐบาลกลางที่ใช้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ได้ และการให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานกลาง (FERC) พิจารณากฎใหม่เรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายไฟฟ้า

งานถาวรน้อยกว่าที่โฆษณาไว้มาก

ความตึงเครียดรุนแรงเป็นพิเศษแม้ในพื้นที่ที่ทำเนียบขาวอาจคาดว่าจะต้อนรับโครงการ อย่าง Hood County รัฐเท็กซัส ซึ่งทรัมป์ชนะเลือกตั้งปี 2024 ด้วยคะแนนกว่า 80%

ทว่าชาวบ้านที่นั่นกลับแห่เข้าร่วมประชุมกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์ที่เสนอเข้ามา จากความกังวลเรื่องผลกระทบต่อน้ำ, โครงข่ายไฟฟ้า และภูมิทัศน์ชนบท

การคัดค้านดังกล่าวทำให้อย่างน้อย 1 โครงการต้องล้มไปแล้ว โดยเมื่อช่วงต้นฤดูร้อน คณะกรรมาธิการของ Hood County ลงมติ 3 ต่อ 2 เพิกถอนแผนโครงการที่เคยอนุมัติไว้แล้วสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ขนาด 862 เอเคอร์ หรือราว 2,180 ไร่

โครงการดังกล่าวซึ่งใช้ชื่อว่า Fort Spunky ขอใช้ไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์ และคาดว่าจะใช้น้ำสูงสุดวันละ 20,000 แกลลอน หรือราว 75,700 ลิตร

หนึ่งในข้อกังวลเรื่องการจ้างงานคือ ดาต้าเซ็นเตอร์แห่งหนึ่งที่เสนอเข้ามาใน Hood County คาดว่าจะใช้แรงงานก่อสร้างสูงสุด 2,000 คน แต่มีพนักงานประจำเพียง 200 คนเท่านั้น

สเตฟานี จัสติซ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารนโยบายของ Americans for Responsible Innovation มองว่าการที่คนอเมริกันใช้เครื่องมือ AI ไปพร้อมกับคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์ใกล้บ้าน ไม่ใช่เรื่องที่ขัดแย้งกันเสมอไป

เธออธิบายว่าการใช้ AI กับการอยากให้โครงสร้างพื้นฐานถูกสร้างอย่างรับผิดชอบและการอยากมีสิทธิ์มีเสียง ไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกัน เพราะ AI กำลังเกิดขึ้นแล้วและผู้คนจำเป็นต้องรู้วิธีใช้มันในอาชีพและชีวิตประจำวัน แต่ก็ควรมีสิทธิ์ออกความเห็นว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะถูกสร้างอย่างไรและที่ไหน

ด้านกรีนเตือนว่าอย่าตีความการใช้ AI อย่างแพร่หลายว่าเท่ากับการสนับสนุนเทคโนโลยีนี้ เพราะพนักงานจำนวนมากถูกกดดันให้ใช้ให้คล่อง และแม้เทคโนโลยีจะมีคุณค่าและคนใช้เพราะมันมีให้ใช้ แต่ก็ไม่คุ้มกับต้นทุนที่ดาต้าเซ็นเตอร์สร้างขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง โครงการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มแรงงานที่รวมตัวกัน โดยเฉพาะกลุ่มช่างก่อสร้างที่สมาชิกจะได้ประโยชน์จากงานก่อสร้าง ซึ่งกลายเป็นโจทย์ยากสำหรับพรรคเดโมแครตที่มองสหภาพแรงงานเป็นฐานเสียงหลัก

แดน ดิโอริโอ รองประธานบริหารฝ่ายนโยบายรัฐของกลุ่มการค้า Data Center Coalition ระบุว่าประโยชน์ทางเศรษฐกิจมีมากกว่างานก่อสร้างในช่วงแรก ทั้งรายได้ภาษีที่นำไปสนับสนุนโรงเรียน และการหนุนงานหลายล้านตำแหน่งในภาคก่อสร้าง, การผลิต, เทคโนโลยี และบริการท้องถิ่น

ส่วนมาดริดยังไม่เชื่อว่านักการเมืองที่ขัดขวางโครงการเหล่านี้ในวันนี้จะต้องจ่ายราคาในอีกหลายปีข้างหน้า โดยระบุว่าในการต่อสู้เรื่องการพัฒนาระดับท้องถิ่นนั้นไม่มีฐานเสียงในอนาคตให้ต้องกังวล

เขาเสริมว่าหากสหรัฐฯ เสียเปรียบจีนในการแข่งขันเพราะสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ไม่พอ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ยังไม่น่าจะโทษนักการเมืองท้องถิ่น เพราะจะไม่มีใครแพ้เลือกตั้งเพราะคัดค้านดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในช่วงเวลานี้

ภาพ : mark reinstein / Shutterstock

อ้างอิง :

Update: 2026-09-07
Tags: