อสูรกาย 710 แรงม้า! Singer DLS Turbo คัสตอม Porsche 911/964 ค่าตัว 100 ล้าน
สปอยเลอร์หลังสุดอลังการของ Porsche 911 ขันน็อตยึดติดกับตัวถังแบบงานแข่ง นี่คือรถขวัญใจเศรษฐีในอเมริกา Porsche 911 Singer DLS Turbo งานคัสตอมสร้างใหม่ที่เรียกได้ว่าหลุดโลกและต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาล เพื่อทำให้ 911 รุ่น Classic กลายเป็นรถยุคใหม่สไตล์เรโทร เป็นงานดัดแปลง 911 โบราณที่สวยสุดเท่าที่เคยมีใครทำกับ Porsche 911 ยุคเก่า เครื่องยนต์หกสูบนอน ทวินเทอร์โบ ปรับแต่งจนได้กำลัง 710 แรงม้า ยัดลงไปในเรือนร่างของ 964 อายุ 35 ปี แล้วปล่อยให้กำลังทั้งหมดส่งตรงไปที่ล้อหลังผ่านเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ย้อนกลับไปในอดีต Porsche 911 ติดเทอร์โบ มีแรงม้าแค่ครึ่งเดียวของคันนี้ และมันได้ฉายาว่ารถสร้างแม่มด หรือ Widowmaker
Porsche 911 Singer DLS Turbo คือจุดที่ทำให้ความเห็นแตกเป็นสองฝั่ง บางคนเห็นครั้งแรกก็ชอบมันเข้าขั้นคลั่งไคล้ ในขณะที่บางคนปักใจเชื่อว่านี่คือจุดที่ Singer เล่นใหญ่เกินไปจนพัง ถ้าเป็นสำนักเรสโตมอด (Restomod) เจ้าอื่นพยายามทำแบบนี้ มันอาจพังเร็วก็ได้ แต่ Singer คือปรมาจารย์ด้านการดัดแปลงและบูรณะรถอย่างมีรสนิยม เป็นมาตรฐานที่เจ้าอื่นต้องใช้ยึดถือ ช่างและวิศวกรของสำนักแต่ง 911 มีพรสวรรค์ประหลาดในการเดินอยู่บนเส้นแบ่งบางๆ ระหว่าง "งานศิลปะ" กับ "ความพินาศ" มันไม่ใช่แค่ทักษะการออกแบบรถที่มีอายุเกือบ 40 ปี ให้ดูทันสมัย แต่คือการขุดเรื่องราวในอดีตของ Porsche 911 ขึ้นมาปัดฝุ่น ชุบชีวิตใหม่ และให้เกียรติประวัติศาสตร์อย่างซื่อสัตย์ด้วยเรือนร่างที่สวนงามพร้อมพลังงานที่มากกว่าเดิม 3 เท่า!
Porsche 911 Singer DLS Turbo ถูกออกแบบให้กลายเป็นตัวแข่งในตำนานรุ่น 934/5 รถแข่งที่เคยคว้าชัยชนะถึง 6 จาก 8 สนาม ของ Group 4 เมื่อปี 1977 แน่นอนว่า 911 คันนั้นคือรถแข่งแท้ๆ ส่วนคันนี้คงไม่มีวันได้ไปวิ่งลงสนามจริงจังแบบนั้นเพราะแพงเหลือกำลังลาก แต่การเชิดชูมรดกตกทอดของ Porsche คือหัวใจสำคัญในงานของ Singer
ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ "มุมมอง" ของคนจ่ายเงิน DLS Turbo มีปีกหลังทรง "Loop" ซึ่งผิดกฎหมายการใช้งานบนถนนในหลายประเทศ (รวมถึงในยุโรป) เพราะความยาวของมันยื่นพ้นกันชนหลังออกมา แต่คุณไม่จำเป็นต้องติดมันไว้ตลอดเวลา Singer มีออปชันตูดเป็ดหรือ Ducktail มาให้เปลี่ยนเล่น และถ้าคุณเลือกใส่ตูดเป็ด คุณจะได้กันชนหน้าทรงเพรียวลงนิดหน่อยมาใส่คู่กันเพื่อความสมดุลทางสายตา
แต่ถ้าเกิดอยากได้ทั้งสองแบบเลยล่ะ ไม่มีปัญหาถ้ามีเงิน Singer จัดให้ได้ เพียงแค่จ่ายเพิ่มเบาๆ อีก 175,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 6 ล้านบาท คุณจะได้กล่องหีบเที่ยวบิน (Flight Case) สองใบ ข้างในบรรจุชิ้นส่วนชุดหน้าและชุดท้ายอีกทรงไว้ให้เปลี่ยน พร้อมกล่องใส่ออฟเซ็ตล้ออีกชุดถ้าเกิดอยากสลับสไตล์ ลูกค้าประมาณ 75% จากจำนวนการผลิตทั้งหมด 99 คัน เลือกเก็บออปชันเหมาสองทรงนี้ทั้งหมด การทำตัวถังสลับทรงได้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในโลกยานยนต์ แต่ Porsche 911 Singer DLS Turbo ใกล้เคียงคำว่าเอกลักษณ์เฉพาะตัว และทำให้เจ้าของได้รถที่มีลุคต่างกันสิ้นเชิงถึงสองสไตล์
นั่นคงทำให้การเลือกออปชันกลายเป็นฝันร้าย ค่าเฉลี่ยของเงินที่ลูกค้าจ่ายให้กับรถคันนี้อยู่ที่ประมาณ 2.9 ล้านดอลลาร์ หรือราวๆ 100 ล้านบาท Singer ไม่เคยตั้งราคาเริ่มต้น เพราะเศรษฐีที่สั่งจัดเต็มกับการสั่งรถแบบคัสตอมพิเศษ (Bespoke) โดยไร้ขีดจำกัดกันทั้งนั้น ลองทำการสลับส่วนหัวและส่วนท้าย ใช้เวลาร่วมๆ 2 ชั่วโมง เพราะต้องถอดซุ้มล้อหน้าและชิ้นส่วนจุกจิกอีกหลายจุด ทรงตูดเป็ดดูเจียมเนื้อเจียมตัวเกินไปหน่อย เมื่อต้องไปแทรกอยู่ระหว่างซุ้มโป่งโป่งยักษ์ด้านท้าย แถมไม่ได้ช่วยให้ทัศนวิสัยการมองหลังดีขึ้นเท่าไหร่ เพราะโดนโรลเคจกับกระจกมองข้างอันจิ๋วบดบังไปเกือบหมด
แชสซีส์โครงรถ 964 เดิมๆ มีค่าความต้านทานการบิดตัว Torsional Rigidity อยู่ที่ประมาณ 7,000 Nm ต่อองศา พอมาเป็นตัวแสบแสนแพงอย่าง DLS เครื่อง N/A การค้ำโครงและการเสริมความแข็งแรงช่วยดันตัวเลขขึ้นไปเป็น 15,000 Nm และพอมาถึง DLS-T ตัวเลขถูกปั่นขึ้นไปแตะระดับ 25,000 Nm! ซึ่งนี่คือตัวเลขระดับที่ซูเปอร์คาร์ยุคใหม่หลายคันเห็นแล้วยังต้องอิจฉา แล้วมันจำเป็นต้องแข็งแกร่งกว่า DLS รุ่นปกติ เพราะอะไรกันล่ะ
มันสร้างแรงบิดมหาศาลกว่ามาก (553 ปอนด์-ฟุต เทียบกับ 317 ปอนด์-ฟุต)
มันจิกถนนโหดกว่าเดิมมาก ด้วยยางหน้ากว้าง 265 และยางท้ายกว้างระดับถังน้ำมันที่ 345
แต่พอมองไปรอบๆ ตัวรถ คุณจะมองไม่เห็นหรอกว่า Singer ลงไม้ลงมืออะไรไปบ้าง เพราะถ้าสรุปรายการยาวเหยียดให้สั้นลง Singer ทำ 911 เวอร์ชั่นพิเศษขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่เบ้าโช้กอัปใหม่ ค้ำยันโครงหน้าแบบรังผึ้ง โครงโรลเคจที่ฝังกับเสาห้องโดยสาร งานเชื่อมเสริมจุดยึด และแขนรับแรงใต้ท้องรถ ทั้งหมดถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน มองด้วยสายตาก็รู้ทันทีว่า เป็นงานดัดแปลงที่เนี้ยบมาก
คนที่ไม่ชอบ มักจะปรามาสสำนักแต่ง Singer ว่าเน้นแต่เรื่องความงามภายนอก ส่วนเรื่องวิศวกรรมเอาไว้ทีหลัง ในระดับหนึ่งมันก็จริง เพราะงานดีไซน์เป็นตัวชี้นำงานวิศวกรรม แต่งานวิศวกรรมที่ตามมาหลังจากดีไซน์ลงตัวแล้วนั้นลึกซึ้งและครอบคลุมอย่างน่าทึ่ง เกือบทั้งหมดทำในสหราชอาณาจักร รถ DLS (ย่อมาจาก Dynamics and Lightweighting Study) Turbo ทุกคันก็ถูกประกอบขึ้นในอังกฤษ
DLS รุ่นปกติใช้เครื่องยนต์ 4.0 ลิตร ระบายความร้อนด้วยอากาศ พร้อมฝาสูบ 4 วาล์ว จุดเดียวที่เครื่องยนต์ของ DLS Turbo มีร่วมกับเครื่องตัวนั้นคือ เสื้อสูบเท่านั้น มีการลดความจุลงเหลือ 3.8 ลิตร ฝาสูบ ระบบระบายความร้อน ทุกอย่างทำใหม่หมด ยังคงมีกลิ่นอายของการระบายความร้อนด้วยอากาศอยู่ นั่นคือพัดลมไฟฟ้า ไม่ได้ใช้สายพานปั่นเพื่อไม่ให้แย่งแรงม้าเครื่องยนต์ ที่เป่าลมลงตรงๆ จากด้านบน แต่ด้วยแรงดันและความร้อนมหาศาลที่เกิดขึ้นในห้องเครื่องอันคับแคบของ 964 ตัว DLS Turbo จำเป็นต้องใช้ระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพมากกว่าปกติ
ผลลัพธ์คือ มีท่อลำเลียงวิ่งมาจากหม้อน้ำด้านหน้า รวมแล้ว DLS มีพัดลมระบายความร้อนถึง 5 ตัว ปั๊มน้ำอีก 3 ตัว และถังเก็บน้ำมันเครื่องขนาดมหึมา พร้อมครีบระบายความร้อนในตัว การยัดของทั้งหมดนี้ พร้อมทั้งอินเตอร์คูลเลอร์และตัวเทอร์โบ ทำให้ระบบส่วนเสริมทะลักออกมานอกห้องเครื่อง ที่เห็นชัดที่สุด คือ ตัวเทอร์โบที่ถูกติดตั้งไว้ด้านล่างใกล้กับส่วนท้ายของสเกิร์ตข้างทั้งสองฝั่ง แน่นอนว่าปลายท่อไอเสียต้องออกไปที่ด้านข้างตัวรถ! ท่อแต่ละฝั่งระบายไอเสียจากฝาสูบคนละฝั่ง (ฝั่งละ 3 สูบ) แต่สบายใจได้ มันไม่ส่งเสียงเหมือนเครื่อง 3 สูบใน Toyota GR Yaris แน่นอน เสียงของ DLS มันทุ้มต่ำและลึก เป็นเอนจิ้นซาว์ดที่มีเอกลักษณ์ของ Porsche อย่างชัดเจน แม้กระทั่งตอนเดินเบา เสียงยังดุดันทรงพลังกว่า 911/ 964 รุ่นปกติอย่างเห็นได้ชัด
งานดีไซน์ภายนอก ชัดเจนว่ากำลังและน้ำหนักเกือบทั้งหมดกดทับอยู่บนเพลาหลัง ซึ่ง... เมื่อเทียบกับ DLS รุ่นปกติ น้ำหนักของ DLS Turbo เพิ่มขึ้นและขยับไปทางด้านท้ายมากขึ้น รวมของเหลวแล้วอยู่ที่ 1,450 กก. โดยมีการกระจายน้ำหนัก หน้า 38 / หลัง 62 มันมีสัดส่วนการกระจายน้ำหนักเหมือน "ค้อนปอนด์" และมีศักยภาพที่จะทุบคุณได้แรงระดับนั้นได้เลย
สิ่งเดียวที่ช่วยบรรเทาความหวาดกลัวก็คือ ห้องโดยสาร DLS มีภายในที่เรียบง่าย ไม่มีหน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่มีระบบซับซ้อนให้คนขับสับสน กระจกปรับมือ คอนโทรลระบบแอร์ที่โคตรเบสิก พวงมาลัยปรับไม่ได้ และมีแป้นคันเร่ง-เบรก-คลัตช์ 3 แป้น พร้อมที่วางเท้า สิ่งเดียวที่เจ้าของ 964 เดิมๆ อาจจะรู้สึกแปลกตาคือ สวิตช์หมุนเลือกโหมด เป็นหลักฐานชิ้นเดียวที่บอกว่ามีระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเป็นผลงานการรวบรวมระบบควบคุมอันซับซ้อนของ Bosch มาไว้ในปุ่มหมุนปุ่มเดียวหลังคันเกียร์แบบเปิดร่อง (Open Gate)
อย่าไปคิดว่านี่คือซูเปอร์คาร์ยุคใหม่ที่คุณจะไปขับเล่นพิเรนทร์หรือล้ำเส้นได้ง่ายๆ มันยังคงความเป็นรถสปอร์ตยุคเก่า (Old School) อยู่เต็มขั้น คือ พร้อมจะแว้งกัดทันทีที่พลาด แต่ DLS มีบุคลิกที่ยิ่งใหญ่สมตัว เข้าคู่กับเทอร์โบลูกโต เป็นรถที่ทำให้เจ้าของหัวเราะเสียงแห้งๆ ด้วยความตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเทอร์โบเริ่มดูดอากาศและอัดแรงดันเข้ามา แต่ไม่นานก็จะเรียนรู้ว่าเครื่องยนต์ตัวนี้มันทำงานได้อย่างอัจฉริยะและแพรวพราวขนาดไหน
สิ่งที่ทำให้รู้สึกกลัว คือ สมรรถนะของ DLS ส่วนกิริยามารยาทและการตอบสนองของเครื่องยนต์ไร้ที่ติ ความฉับไวในการตอบสนองช่วงกลางโค้ง หรือตอนที่คนขับเติมและผ่อนคันเร่งเบาๆ DLS ตอบสนองไวมากตั้งแต่ก่อนที่คุณจะกดคันเร่งจมมิด Singer น่าจะแก้ปัญหาอาการแลคของเทอร์โบ ด้วยการอัดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปเลี้ยงอย่างเต็มที่ ซึ่งค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ทำไม่ได้เพราะติดเรื่องมาตรฐานการปล่อยมลพิษ ผลลัพธ์คือ รถมีการตอบสนองที่ยอดเยี่ยมและดึงบูสต์ออกมาได้อย่างนุ่มนวลชวนประทับใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่เศรษฐีผู้จ่ายคาดคิดไว้ว่าจะต้องได้มาแบบนั้นแหละ
อัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักดีกว่า Porsche 911 Turbo รุ่นล่าสุด พูดได้เต็มปากเลยว่า โคตรของโคตรเร็ว ยิ่งไปกว่านั้น DLS เป็นรถที่สร้างความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ให้ความรู้สึกเหมือนการตกจากที่สูงแบบดิ่งพสุธา มีเพียงเทอร์โบลูกโตบวกกับแรงม้ามหาศาลในเรือนร่างกะทัดรัดและน้ำหนักเบาเท่านั้นที่จะให้ฟิลลิ่งขั้นสุดได้ เศรษฐีที่ครอบครองจะได้ความรู้สึกสะใจสไตล์โอล์ดสคูล เป็นความรู้สึกที่ต้องค่อยๆ หยั่งเชิงควบคุมด้วยความระมัดระวัง เพราะหากขยี้ไม่ระวังล้อหลังจะสูญเสียการยึดเกาะเอาได้ง่ายๆ
มีเหตุผลให้ต้องยำเกรงก็คือ ฐานล้อของมันโคตรสั้น แต่ความกว้างช่วงล้อ (Track Width) นั้นบิ้กเบิ้มมาก การออกแบบให้สับเกียร์ได้อย่างไหลลื่นแม้จะเป็นเกียร์ธรรมดา DLS จะพุ่งทะยานอย่างบ้าคลั่ง จังหวะการสับเกียร์ทำได้ยอดเยี่ยม กระชับ แม่นยำ เบาสบายเท้า แน่นอนว่าระบบเกียร์ผลิตโดย Riccardo (ขณะที่ DLS ปกติใช้ของ Hewland) อัตราทดเกียร์ธรรมดานั้นใกล้เคียงของเดิม หมายความว่าเกียร์ค่อนข้างชิด
ไม่เคยมี 964 คันไหนในอดีตที่จะนิ่งแน่นได้ขนาดนี้มาก่อน แม้แต่รถคลาสสิกที่ Singer เคยทำ ก็ยังมีอาการบิด ตัวโครงรถยังมีความยืดหยุ่นยักแย่ยักยันให้เห็น แต่กับคันนี้... ไม่มีอาการแบบนั้นเลย! มันรู้สึกเหมือนถูกล็อคแน่นอยู่กับที่ ทำให้ระบบกันสะเทือนมีฐานที่แข็งแกร่งและมั่นคงในการทำงาน ระบบช่วงล่างหน้าแบบปีกนกคู่ (Double Wishbone) ดัดแปลงและขัดเกลามาจาก DLS ส่วนช่วงล่างหลังแบบเทรลลิ่งอาร์มเป็นการดีไซน์ใหม่หมดแต่ยังคงกลิ่นอายเดิมไว้
ถ้ายกคันเร่งพรวดพราดกลางโค้ง DLS Turbo จะมีอาการพยศและสะบัดทันที มันไม่ได้ไร้พิษสงขนาดนั้น และผมก็รู้สึกโชคดีมากที่มีระบบควบคุมเสถียรภาพของ Bosch คอยช่วยชีวิตเอาไว้ แถมยังทึ่งมากกับความเนียนและประณีตของระบบช่วยเหลือนี้ แม้จะยังไม่ถึงขั้นระบบ Skid Control ของ Ferrari หรือ McLaren แต่พัฒนาขึ้นมาจาก DLS รุ่นปกติไปอีกขั้นใหญ่ๆ แค่อย่าโลภมากกับความเร็วในจังหวะเข้าและออกโค้ง รถที่มี 700 แรงม้า ต้องเบรกลดความเร็วลงหนักกว่า แต่งหัวรถเข้าโค้งให้เสร็จก่อน ไม่เช่นนั้นมันจะเกิดอาการหน้าดื้อทันที หากพยายามแก้อาการหน้าดื้อด้วยการกดคันเร่ง อาจจะพารถผ่านไปได้ แต่มันจะหลุดเข้าไปอยู่ในโลกของอาการท้ายปัด (Oversteer) ที่รุนแรงและกะทันหัน!
เทคนิคที่ถูกต้องคือ เบรกลึกเข้าไปด้วยระบบเบรกอันยอดเยี่ยม เบรกคาร์บอนเซรามิกตัวท็อปจาก Brembo จัดทรงและตั้งลำหัวรถให้อยู่ในทิศทางที่ถูกต้อง จากนั้นค่อยๆ เดินคันเร่งส่งพลังลงไปแล้วประคองพวงมาลัยรถให้ตรง จากนั้นก็นั่งรอรับแรงส่งระดับจรวดพุ่งทะยาน DLS เป็น Porsche สไตล์โอล์ดสคูลที่มีพฤติกรรมแบบโอล์ดสคูล มีระดับความประณีตและความสามารถเชิงวิศวกรรมที่ไม่เคยมีอยู่ใน Porsche อายุ 35 ปีมาก่อน แ ไม่ได้ขับง่าย แต่เฉียบคม ให้อภัยเก่ง และเร็วแบบซูเปอร์คาร์ยุคใหม่อย่าง Ferrari 849 Testarossa. แต่ 911 คันนี้น่าค้นหาและดึงดูดใจมากกว่า
สไลด์ดิฟต์ พวงมาลัยมีมุมเลี้ยวที่กว้างพอ หลักๆ คือ แรงบิดของมันเข้าถึงได้ง่ายและมีจังหวะการส่งกำลังที่ต่อเนื่อง (Progressive) ประกอบกับช่วงล่างด้านหลังที่ย่นย่อรับน้ำหนักได้อย่างพอดี พูดง่ายๆ คือตัวรถทั้งคันถูกเซตมาสมบูรณ์แบบมาก ส่วนแรงกด (Downforce) Singe แคร์เรื่องการขับสไลด์สนุกๆ มากกว่าการทำเวลาต่อรอบ (Lap Time) นี่ไม่ใช่รถที่สร้างมาเพื่อทำทำลายสถิติสนาม และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอัตราเร่งมันเร็วแค่ไหน หรือความเร็วสูงสุดอยู่ที่เท่าไหร่ รู้แค่ว่าเกียร์ทดไว้รองรับความเร็ว 350 กม./ชม. และเคยลองทดสอบวิ่งทะลุ 200 ไมล์/ชม. มาแล้วสองสามครั้ง ไม่ได้มีการเคลมตัวเลขแรงกดมหาศาลอะไร แค่อยากให้ปีกหลังดูหล่อ เท่ และไม่ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการทรงตัว
มันเป็นรถที่แตกต่างกันสิ้นเชิง DLS รุ่นปกตินั้นเบา พริ้วไหว รอบเครื่องกวาดสนุก และมีเสน่ห์น่าหลงใหล ส่วนรุ่น Turbo คือ อัสนีบาต ให้ความรู้สึกหนักแน่นในมือ ดุดัน และเกรี้ยวกราดกว่า ต้องวางแผนการขับมากกว่า แต่มันก็มอบรางวัลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันนั่นคือความสนุก Singer ต้องการให้ทัศนะที่มีต่อคำว่า "Turbo" มีความระเบิดระเบ้อ โหดและรุนแรง เกรี้ยวกราดเหมือนกับ Ferrari F40 ในตำนาน จังหวะที่เทอร์โบทํางานดึงหน้าเชิด ความรู้สึกที่ว่าพละกำลังมันเกินกว่าที่แชสซีส์จะรับไหว ความตึงเครียดยามอยู่ใต้ภาระกำลังมหาศาล... ทั้งหมดนั้นมีอยู่ในคันนี้ครบถ้วน มันสามารถทำให้คุณขนหัวลุกและกลัวได้จริงๆ แต่มาในรูปแบบของวิศวกรรมยุคใหม่
สรุป Porsche 911 Singer DLS Turbo คือ อสูรกายที่ใจดีและเป็นมิตร
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail [email protected]
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/