classicliterature.it.com

"พริษฐ์" ค้านกู้ 4 แสนล้าน ซัดรัฐบาลมัดมือชกสภาฯ-ไร้แผนพลังงานชัดเจน

วันนี้ (26 ส.ค.2569) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 2 ซึ่งมีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธาน ที่ประชุมพิจารณาเรื่องด่วน พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน อภิปรายไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว โดยตั้งคำถามต่อเหตุผลและความจำเป็นของการออกกฎหมายกู้เงิน รวมถึงรายละเอียดการนำวงเงินไปใช้ในแต่ละส่วน

ตั้งคำถาม "เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส" เพื่อใคร

นายพริษฐ์ กล่าวว่า หลังรับฟังคำชี้แจงของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ประโยคที่สะดุดใจคือรัฐบาลต้องการใช้ พ.ร.ก.เงินกู้เพื่อ "เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส"

แต่จากการอภิปรายตลอดทั้งวัน กลับเกิดคำถามว่า รัฐบาลกำลังเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้านใด และเป็นโอกาสของใคร โดยเฉพาะเมื่อ พ.ร.ก.ฉบับนี้นำวงเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับมาตรการช่วยเหลือประชาชน มารวมไว้กับวงเงินอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

นายพริษฐ์ มองว่า การนำเงินทั้ง 2 ส่วนมารวมอยู่ในกฎหมายฉบับเดียว ทำให้รัฐสภาต้องพิจารณาและลงมติทั้ง 2 ก้อนพร้อมกัน ซึ่งพรรคประชาชนเห็นว่าเป็นลักษณะ "มัดมือชก" สภา

สำหรับเงินก้อนแรก 200,000 ล้านบาท นายพริษฐ์ระบุว่า พรรคประชาชนไม่ได้คัดค้านความจำเป็นในการเยียวยาหรือช่วยเหลือประชาชน แต่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับวิธีการที่รัฐบาลเลือกใช้

โดยเฉพาะกรณีรัฐบาลระบุว่า การกู้เงินเพื่อดำเนินโครงการ "ไทยช่วยไทยพลัส" มีเป้าหมายเพื่อลดค่าครองชีพ ไม่ใช่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ นายพริษฐ์จึงตั้งคำถามว่า หากเป้าหมายหลักคือการลดค่าครองชีพ เหตุใดจึงไม่เลือกมาตรการอุดหนุนค่าใช้จ่ายโดยตรง เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ หรือค่าน้ำมัน แต่กลับใช้วิธีที่ประชาชนต้องนำเงินออกมาใช้จ่ายก่อน

ส่วนที่พรรคประชาชนมีข้อกังวลมากที่สุด คือวงเงินอีก 200,000 ล้านบาทสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยนายพริษฐ์ยืนยันว่า ไม่ได้หมายความว่าพรรคไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่ตั้งคำถามถึงเหตุผลที่ต้องใช้ พ.ร.ก.กู้เงิน และความพร้อมของแผนงาน

นายพริษฐ์ ระบุว่า จากการรับฟังคำชี้แจงของรัฐมนตรีหลายคน ยังไม่เห็นแผนที่มีรายละเอียดเป็นรูปธรรมเพียงพอ รวมถึงยังไม่มีตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่า เมื่อใช้เงิน 200,000 ล้านบาทแล้ว ประเทศจะลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลได้เท่าใด หรือลดการนำเข้าพลังงานได้มากน้อยเพียงใด

นอกจากนี้ รายละเอียดของหลายโครงการยังไม่ชัดเจน และมีการเปลี่ยนแปลงไปมา ขณะที่แผนด้านพลังงานในภาพรวมยังดูเหมือนต่างหน่วยงานต่างดำเนินการ โดยนายพริษฐ์ เห็นว่าความไม่ชัดเจนดังกล่าวสวนทางกับเหตุผลของรัฐบาล ที่อ้างว่าการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเป็นเรื่องเร่งด่วน

ตั้ง 2 ทฤษฎี เหตุผลการออก พ.ร.ก.

นายพริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อแผนยังไม่มีความชัดเจน จึงเกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลจึงเลือกออก พ.ร.ก.เงินกู้ในเวลานี้ พร้อมตั้งข้อสันนิษฐาน 2 ประการ โดยย้ำว่าเป็นสิ่งที่หวังว่าจะไม่เกิดขึ้นจริง

ทฤษฎีแรก คือรัฐบาลอาจกำลังใช้วิกฤตความเดือดร้อนของประชาชน เป็นโอกาสในการดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายรัฐบาล หรืออาจกลายเป็น มหกรรมแจกจ่ายโครงการ โดยนำมาตรการช่วยเหลือประชาชนมาเป็นตัวประกัน และสอดแทรกเงินสำหรับโครงการด้านพลังงานเข้ามาในกฎหมายฉบับเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงหรือจำกัดการตรวจสอบจากรัฐสภา

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงข้ออ้างของรัฐบาลว่า การใช้เงินจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองเข้ามาตรวจสอบ โดยเห็นว่ากลไกดังกล่าว อาจยังมีข้อกังวลเรื่องความเป็นอิสระ เนื่องจากองค์ประกอบประกอบด้วยข้าราชการประจำที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาล และผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐบาลเป็นผู้คัดเลือก

จึงเปรียบเทียบว่าเป็นลักษณะตั้งคนมาตรวจสอบตัวเอง พร้อมยกกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคดีทุจริตการได้มา ซึ่งสมาชิกวุฒิสภาเป็นตัวอย่างว่า การที่บุคคลหรือองค์กรที่มีความเกี่ยวข้องกันเข้ามารับรองหรือทำหน้าที่ตรวจสอบกันเอง สามารถสร้างข้อสงสัยและความไม่ไว้วางใจให้ประชาชนได้

"พริษฐ์" ค้านกู้ 4 แสนล้าน ซัดรัฐบาลมัดมือชกสภาฯ-ไร้แผนพลังงานชัดเจน

"พริษฐ์" ค้านกู้ 4 แสนล้าน ซัดรัฐบาลมัดมือชกสภาฯ-ไร้แผนพลังงานชัดเจน

จี้ "เอกนิติ" ตอบ หากเงินพลังงานใช้ไม่หมด

ทฤษฎีที่ 2 ที่นายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกต คือ รัฐบาลอาจใช้วิกฤตเป็นโอกาส ในการสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง โดยเฉพาะประเด็นกรอบเวลาการใช้เงิน 200,000 ล้านบาทด้านพลังงาน

นายพริษฐ์ ตั้งคำถามว่า หากรัฐบาลไม่สามารถลงนาม ในสัญญาโครงการด้านพลังงานได้ครบตามวงเงินภายในวันที่ 30 ก.ย.2570 เงินที่เหลือจะถูกนำไปใช้ในส่วนใด โดยอ้างถึงมาตรา 6 ของ พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งกำหนดหลักให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติการกู้เท่าที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความสามารถของรัฐในการชำระหนี้คืน

นายพริษฐ์จึงต้องการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ชี้แจงให้ชัดเจนว่า หากเงิน 200,000 ล้านบาทสำหรับด้านพลังงานใช้ไม่หมด จะสามารถโอนไปเป็นส่วนหนึ่งของวงเงินก้อนแรก และนำไปใช้กับมาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น ไทยช่วยไทยพลัส หรือโครงการคนละครึ่ง ในระยะต่อไปได้หรือไม่

พร้อมตั้งคำถามต่อการตีความคำว่า "กรณีจำเป็น" ว่าจะครอบคลุมถึงกรณีที่คะแนนนิยมของรัฐบาลลดลงหรือไม่ และหากสามารถนำเงินที่เหลือไปใช้ในโครงการแจกเงินได้ จะหมายความว่ารัฐบาลอาจไม่ได้ตั้งใจใช้เงินทั้ง 200,000 ล้านบาท กับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานตั้งแต่ต้นหรือไม่

เรียกร้องรัฐบาลเคารพประชาชน

ช่วงท้ายของการอภิปราย นายพริษฐ์ กล่าวว่า หวังว่าวิกฤตปากท้องของประชาชน จะไม่ถูกเปลี่ยนเป็นโอกาสด้านปากท้องของรัฐบาล และจะไม่ถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง

พร้อมระบุว่า แม้รัฐบาลจะขอให้ฝ่ายค้านเคารพคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่การอภิปรายตรวจสอบในรัฐสภา ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการเคารพกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพประชาชนด้วย

นายพริษฐ์ ย้ำว่า รัฐบาลไม่ควรกู้เงินไปดำเนินโครงการที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ไม่ควรใช้วิธีที่ทำให้ตัวแทนประชาชนตรวจสอบได้ยาก และต้องคำนึงถึงภาระทางการคลัง เพราะท้ายที่สุดภาระหนี้และผลจากการตัดสินใจในวันนี้ จะตกอยู่กับประชาชนทั้งในรุ่นปัจจุบันและคนรุ่นต่อไป

อ่านข่าว :

อิหร่านยัน "ช่องแคบฮอร์มุซ" ยังปิด จี้สหรัฐฯ ทำตาม MOU

คมนาคมให้ รฟท.เร่งเจรจา CP ปมยกเลิกสัญญาไฮสปีด 3 สนามบิน ครั้งที่ 2

"ทนายอั๋น บุรีรัมย์" คนเขย่าบ้านใหญ่-ทวงเขากระโดง

Update: 2026-08-26
Tags: