classicliterature.it.com

กว่า 30 ปี มีแต่ซื้อ ทำไมวันนี้ “ไทยเบฟ” คิดขาย KFC ?

กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยคุ้นชินกับ "เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี" และไทยเบฟในบทบาทเดียวมาตลอด นั่นคือ “ผู้ซื้อ” ดีลแรกๆ ที่หลายคนจดจำได้คือการรุกสู่ธุรกิจโรงแรมในปี 2537 ด้วยการเข้าซื้อกลุ่มโรงแรมนิวอิมพีเรียลทั้งเครือ

ก่อนจะไล่กว้านซื้ออสังหาริมทรัพย์และสินทรัพย์สำคัญเข้าพอร์ตอย่างต่อเนื่อง ทั้งเสริมสุข, โออิชิ, F&N, Big C ไปจนถึง Sabeco ยักษ์ใหญ่เบียร์เวียดนาม ทุกดีลล้วนเดินไปในทิศทางเดียวกัน คือขยายอาณาจักรให้ใหญ่ขึ้นและกระจายความเสี่ยงออกไปจากธุรกิจเบียร์และสุราเดิม

แต่เมื่อการบริหารถูกส่งต่อมายัง “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” ทิศทางของไทยเบฟเริ่มเปลี่ยนจากการเติบโตด้วยการเข้าซื้อกิจการ (Growth through Acquisition) ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพของพอร์ตธุรกิจ ภายใต้ยุทธศาสตร์ PASSION 2030 ที่มุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ผ่านการจัดสรรเงินลงทุน (Capital Allocation) การปลดล็อกมูลค่าของสินทรัพย์ และการมุ่งเน้นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนระยะยาวมากที่สุด

แต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศรายงานข่าวที่ทำให้จังหวะของบริษัทเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง บริษัทได้แต่งตั้ง Bank of America เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เพื่อสำรวจความสนใจจากนักลงทุนที่อาจเข้าซื้อ บริษัท เดอะ คิวเอสอาร์ ออฟ เอเชีย จำกัด (QSA) ผู้บริหารแฟรนไชส์ KFC รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทยด้วยจำนวนกว่า 558 สาขา

นี่ไม่ใช่แค่ข่าวลือธรรมดา เพราะตลอดสามทศวรรษ แทบไม่เคยมีครั้งไหนที่เจ้าสัวเจริญและกลุ่มบริษัทสวมบทบาท “ผู้ขาย” กับสินทรัพย์ก้อนใหญ่ที่ยังทำเงินได้ดีเช่นนี้มาก่อน

ธุรกิจยังโต แต่ทำไมถึงขาย

โดยทั่วไป บริษัทขนาดใหญ่มักไม่ปล่อยสินทรัพย์ที่ยังสร้างรายได้ เว้นแต่กิจการนั้นเริ่มมีปัญหา แต่ตัวเลขของ QSA กลับสวนทางกับสมมติฐานนั้นโดยสิ้นเชิง

ย้อนกลับไปปี 2560 ไทยเบฟทุ่มเงินราว 11,400 ล้านบาท เข้าซื้อสิทธิ์บริหารร้าน KFC จำนวน 252 สาขาจาก Yum! Brands ก่อนจะขยายเพิ่มจนทะลุ 558 สาขาในปัจจุบัน คิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของ KFC ทั้งหมด 1,226 สาขาทั่วประเทศ

หากย้อนดูแนวโน้มผลประกอบการย้อนหลัง QSA มีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

  • ปี 2565 รายได้  9,650 ล้านบาท   กำไร 365 ล้านบาท
  • ปี 2566 รายได้ 10,400 ล้านบาท  กำไร 390 ล้านบาท
  • ปี 2567 รายได้ 10,709 ล้านบาท  กำไร 410 ล้านบาท
  • ปี 2568 รายได้ 11,200 ล้านบาท  กำไร 441 ล้านบาท

แม้อาจมีจุดสะดุดชั่วคราวในช่วงโควิด-19 ปี 2564 ที่ขาดทุนไปราว 47 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นบริษัทก็ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และรักษาอัตรากำไรสุทธิ ได้อย่างนิ่งสนิทที่ราว 3.7–3.9% มาโดยตลอด

กำไรดี...แต่ไม่ใช่ธุรกิจที่สร้างมูลค่าสูงสุด

คำถามคือ ในเมื่อยังกำไร แล้วจะขายทำไม? คำตอบซ่อนอยู่ในโครงสร้างการจัดสรรทุน (Capital Allocation)

แม้ธุรกิจอาหารของไทยเบฟจะสร้างกระแสเงินสดได้ดีแต่คิดเป็นสัดส่วนเพียง 6.6% ของรายได้รวมทั้งกลุ่ม และที่สำคัญคือ อัตรากำไรของกลุ่มเครื่องดื่มที่เป็นแกนหลัก สูงกว่าธุรกิจอาหารถึง 17 เท่า

เงินทุนก้อนเดียวกัน หากนำไปหมุนเข้าธุรกิจเครื่องดื่มหรือนำไปชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ย จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการถือครองธุรกิจร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ที่ต้องอัดเงินลงทุนขยายสาขาและสู้ศึกราคาสุดดุเดือด นี่คือตรรกะของการจัดสรรทุนใหม่ (Capital Recycling) ไม่ใช่การขายเพราะธุรกิจไปไม่รอด

ตัวเลขตลาด QSR ล่าสุดในปีนี้คาดว่าจะมีมูลค่า 51,500 ล้านบาท เติบโต 8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา 47,700 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อนหน้า 

การต่อยอดทางธุรกิจที่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน

ในทางทฤษฎี การที่ไทยเบฟถือทั้งพอร์ตเครื่องดื่มและ KFC ควรจะเกิด Synergy มหาศาล เพราะร้านอาหารกว่า 558 สาขาคือช่องทางระบายเครื่องดื่มชั้นดี แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม

ไทยเบฟมีแบรนด์น้ำอัดลมอย่าง เอส โคล่า (ผ่านเสริมสุข) แต่ในร้าน KFC ทุกสาขาทั่วประเทศ เครื่องดื่มที่เสิร์ฟกลับต้องเป็นเครือเป๊ปซี่ เท่านั้น

เนื่องจาก Yum! Brands มีสัญญาผูกพันระดับโลกกับ PepsiCo ที่บังคับใช้กับแฟรนไชส์ซีทุกราย เท่ากับว่าไทยเบฟถือ KFC มาเกือบ 9 ปี แต่ไม่เคยได้ใช้หน้าร้านตัวเองขายเครื่องดื่มเอส เลยสักแก้วเดียว จะมีแค่สาขาแฟลกชิปที่ขายเบียร์ และชาเขียวโออิชิได้

ขณะที่ความพยายามสร้างการต่อยอดทางธุรกิจในมุมอื่น เช่น การทดลองติดหัวจ่ายเบียร์สด การขายกาแฟหรือชาเขียวโออิชิในสาขาแฟล็กชิป ก็ช่วยสร้างผลลัพธ์ได้เพียงจำกัดเท่านั้น ในเชิงยุทธศาสตร์ KFC มีลักษณะเป็นธุรกิจนอกแกนหลัก (Non-Core Business) ของไทยเบฟ กล่าวคือ แม้กิจการจะยังมีผลประกอบการแข็งแกร่ง แต่ไม่สามารถสร้างการต่อยอดกับธุรกิจเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มได้อย่างเต็มที่

ทุนไทยหลายรายอาจหมดสิทธิ์ซื้อ KFC

หากไทยเบฟจะขายจริง ใครคือผู้ซื้อ? เมื่อกางพอร์ตยักษ์ใหญ่ F&B ในไทย จะพบความน่าสนใจว่า แทบทุกรายติดข้อจำกัดเรื่องแบรนด์ไก่ทอดคู่แข่ง ตามแนวทางของ Yum! ที่ระวังเรื่อง ข้อจำกัดของการถือแบรนด์ที่แข่งขันกัน และการกระจุกตัวของอำนาจตลาด

  • CRG (เซ็นทรัล) เป็นแฟรนไชส์ซี KFC เดิมอยู่แล้ว หากซื้อ QSA เพิ่ม จะกินส่วนแบ่งเกือบทั้งหมด ซึ่งขัดกับนโยบายกระจายผู้เล่นของ Yum!
  • OR เคยถูกกันออกจากดีลประมูล RD ในอดีตเพราะถือ Texas Chicken และปัจจุบันแม้ปิด Texas ไปแล้ว แต่ถือหุ้นโอ้กะจู๋ที่เปิดแบรนด์ Joe Wings
  • ไมเนอร์ฟู้ด ติดล็อกมาสเตอร์แฟรนไชส์ Bonchon 20 ปี
  • เครือซีพี มีทั้ง Chester's และไก่ทอด 5 ดาว
  • MK กรุ๊ป เป็นยักษ์ใหญ่รายเดียวที่ไม่มีแบรนด์ไก่ทอดในพอร์ต ทว่าขณะนี้กำลังเผชิญศึกสุกี้ดุเดือด ยังต้องลุ้นว่าจะกล้าข้ามห้วยมาทำฟาสต์ฟู้ดที่แข่งราคาไม่แพ้กันหรือไม่
  • ทุนพลังงาน/อสังหาฯ มีเงินสดพร้อม แต่ขาดความเชี่ยวชาญการบริหาร QSR

จาก RD ถึงไทยเบฟ ดีลขายที่ต่างกันคนละเหตุผล

ย้อนกลับไปปลายปี 2566 แฟรนไชส์ซี KFC อีกรายอย่าง RD ได้ยอมขาย 274 สาขาให้กลุ่ม Devyani (อินเดีย) ไปในราคาประมาณ 128.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,500 ล้านบาท) ซึ่งต่ำกว่าราคาตั้งเป้าเดิมที่ 200 ล้านดอลลาร์ค่อนข้างมาก

สาเหตุหลักที่ทำให้ RD ต้องยอมขายตัดขาดทุนในราคาที่โดนกดลงมา มาจากการแบกผลขาดทุนสะสม 5 ปีซ้อน (ปี 2561–2565) รวมเกือบ 800 ล้านบาท ทั้งที่ภาพรวมตลาดไก่ทอดไทยยังคงเติบโต ปัญหาของ RD จึงไม่ได้อยู่ที่ตลาด 

แต่อยู่ที่ โครงสร้างต้นทุน เนื่องจาก RD ขาดการเสริมจุดแข็งระหว่างธุรกิจ ต่างจากไทยเบฟที่มีอสังหาริมทรัพย์ในพอร์ต หรือ CRG ที่มีห้างเซ็นทรัลรองรับ การเร่งขยายสาขาจาก 127 แห่งเป็น 274 แห่งโดยไม่มีสินทรัพย์ของตัวเองหนุนหลัง จึงถูกค่าเช่าและต้นทุนการดำเนินงานกัดกร่อนกำไรตลอดเวลา 

ประกอบกับการที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกองทุน Private Equity (AIGF Advisors) ที่มีกรอบเวลาถอนทุนชัดเจน การเลือกขายเพื่อตัดขาดทุนจึงเป็นทางออกตามกรอบ ต่างจากไทยเบฟที่กำลังขาย QSA ในช่วงที่กิจการยังมีผลประกอบการแข็งแกร่ง

อย่างไรก็ตาม สัญญาณเตือนเริ่มปรากฏ เมื่อสมรภูมิไก่ทอดและ QSR ในไทยเริ่มแข่งกันอย่างดุเดือด แย่งกำลังซื้อกันด้วยข้อเสนอการให้ความคุ้มค่า มีการจัดโปรโมชันดัมพ์ราคากันหนัก ส่งผลให้อัตราการเติบโตของรายได้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด (ลดลงเหลือโตราว 3% ในปี 2567 ก่อนจะฟื้นตัวเป็น 4.58% ในปี 2568) ซึ่งยังต่ำกว่าอัตราการเติบโตของตลาด QSR ที่ 8% ในปีนี้

ในขณะที่ค่าใช้จ่ายการตลาดและต้นทุนการขยายสาขายังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง การตัดสินใจขายกิจการในเวลานี้ จึงอาจเป็นการปลดล็อกมูลค่ากิจการ ในช่วงที่ผลประกอบการยังแข็งแกร่ง (คาดว่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาท) ก่อนที่อัตรากำไรจะถูกกัดกร่อนไปมากกว่านี้

ในมุมของนักวิเคราะห์ ผู้ซื้อที่ถูกจับตามองมากที่สุด ได้แก่ กองทุน Private Equity (PE) ระดับภูมิภาค หรืออาจจะเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ QSR จากตะวันออกกลางและเอเชียใต้ ที่ต้องการขยายพอร์ตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คล้ายกับแนวทางการลงทุนของ Devyani International

กระบวนการทั้งหมดในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นสำรวจความสนใจ และต้องผ่านการอนุมัติอย่างเข้มงวดจาก Yum! Brands

แต่สิ่งที่ดีลนี้ส่งสัญญาณชัดเจนที่สุด คือการปรับยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของไทยเบฟที่พร้อมจะ “ทิ้งสิ่งที่ไม่ใช่แกนหลัก เพื่อกำเงินสดกลับไปโฟกัสธุรกิจเครื่องดื่ม”

หากดีล KFC สำเร็จ นี่อาจไม่ใช่เพียงการขายกิจการร้านอาหารครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของไทย

แต่เป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของไทยเบฟ จากยุคแห่งการสร้างอาณาจักรด้วยการเข้าซื้อกิจการในสมัยเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี สู่ยุคของ ฐาปน สิริวัฒนภักดี ที่ให้ความสำคัญกับการจัดสรรเงินลงทุน การปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ และการลงทุนในธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนสูงกว่า ตามวิสัยทัศน์ PASSION 2030

ติดตามเพจ Facebook: Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ - https://www.facebook.com/ThairathMoney

Update: 2026-07-31
Tags: