3 โบรกประสานเสียงแนะ “ซื้อ” PTT ชูกำไรแกร่ง-ปันผลเด่น เคาะเป้าสูงสุด 44.50 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ในปี 2569 ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากธุรกิจต้นน้ำและปลายน้ำที่ฟื้นตัวพร้อมกัน ขณะที่กำไรครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้น 75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 78,000 ล้านบาท หนุนโอกาสเพิ่มเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจ LNG และ Trading เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาว
บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ช่วยสนับสนุนผลประกอบการของ PTT ในช่วงครึ่งปีแรก ขณะที่ฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง โดยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ณ ไตรมาส 2/2569 ลดลงมาอยู่ที่ 1.26 เท่า จาก 1.75 เท่าเมื่อสิ้นปี 2568 สะท้อนความสามารถในการรองรับความผันผวนและจ่ายผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้น
ด้านการหาพันธมิตรในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมี PTT ยังคงเดินหน้าเจรจาอย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางทำให้กระบวนการมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยการมีพันธมิตรจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทั้งด้านแหล่งวัตถุดิบ เทคโนโลยี เงินทุน และการกระจายความเสี่ยงในระยะยาว
ส่วนธุรกิจ Trading ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยมีจุดแข็งจากรูปแบบการซื้อขายที่มีสินทรัพย์รองรับ หรือ Asset-backed Trading ประกอบกับระบบบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่ม EBITDA ในระยะยาว
ทั้งนี้ บล.ฟิลลิปคงคำแนะนำ “ทยอยซื้อ” PTT ให้ราคาพื้นฐาน 40 บาท เพื่อรับเงินปันผลระยะยาว พร้อมประเมินอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2569 ที่ 4-6% และมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) มองว่า ธุรกิจ LNG จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาวของ PTT นอกเหนือจากภารกิจสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ โดยบริษัทจะใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายธุรกิจเพื่อสร้างรายได้และกำไรส่วนเพิ่ม
PTT ตั้งเป้าปริมาณซื้อขาย LNG ปี 2569 ที่ 3.7 ล้านตันต่อปี ก่อนเพิ่มเป็น 10 ล้านตันในปี 2573 และ 15 ล้านตันในปี 2578 สะท้อนบทบาทของ LNG ในฐานะเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของกลุ่ม
ด้านธุรกิจปิโตรเลียมและปิโตรเคมี หรือ P&R บริษัทยังคงเดินหน้าหาพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ แม้ค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับตัวดีขึ้น และช่วยเสริมฐานะการเงินของบริษัทในเครือ โดยพันธมิตรจะเข้ามาช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งด้านเงินทุน ความเชี่ยวชาญ การจัดหาแหล่งน้ำมันดิบ และลดการพึ่งพาธุรกิจในประเทศใดประเทศหนึ่ง
สำหรับการจัดตั้งกิจการร่วมค้าระหว่าง บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC นั้น PTT ในฐานะผู้ถือหุ้นให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ และคาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือนกันยายน 2569
นอกจากนี้ PTT ยังดำเนินกลยุทธ์ทางการเงินเชิงรุกเพื่อเพิ่มอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ผ่านการปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์ การเพิ่มผลตอบแทนจากเงินสด และการพิจารณาคืนผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นทั้งในรูปเงินปันผลและโครงการซื้อหุ้นคืน
บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ประเมินว่า PTT มีโอกาสจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งแรกปี 2569 สูงกว่าปีก่อนที่จ่าย 0.90 บาทต่อหุ้น หลังบริษัทมีกำไรครึ่งปีแรก 78,000 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ เทียบกับปี 2565 ที่บริษัทเคยจ่ายเงินปันผลครึ่งปีแรก 1.30 บาทต่อหุ้น บนฐานกำไร 64,000 ล้านบาท พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาเป้าหมาย 42.80 บาท
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ระบุว่า PTT ยังคงรักษาความมั่นคงด้านพลังงานได้ แม้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานในวงกว้าง โดยธุรกิจ Trading สามารถเข้าถึงแหล่งจัดหาทั่วโลก ทำให้บริษัทจัดหาน้ำมันดิบและวัตถุดิบให้ธุรกิจปลายน้ำดำเนินการผลิตได้ต่อเนื่อง
อัตราการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นในเครือช่วงครึ่งแรกปี 2569 อยู่ที่ 103% ใกล้เคียงกับ 104% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้โรงกลั่นในภูมิภาคหลายแห่งลดกำลังการผลิตลง 8-17% ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิตธุรกิจโอเลฟินส์เพิ่มขึ้นเป็น 86% จาก 80% ในปีก่อน ส่งผลให้กลุ่มได้รับประโยชน์จากภาวะอุปทานตึงตัวและอัตรากำไรที่ฟื้นตัว
สำหรับครึ่งแรกปี 2569 EBITDA และกำไรสุทธิของ PTT เพิ่มขึ้น 55% และ 75% จากปีก่อนตามลำดับ รับแรงหนุนจากธุรกิจสำรวจและผลิตที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมัน ธุรกิจก๊าซที่มีต้นทุนลดลงตามโครงสร้างราคาใหม่ ตลอดจนธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่มีค่าการกลั่นและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ฟื้นตัว
บล.กรุงศรีคาดว่าปัจจัยดังกล่าวจะยังสนับสนุนผลประกอบการในครึ่งหลังปี 2569 พร้อมประเมินเงินปันผลทั้งปีที่ 2.30 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราผลตอบแทน 5.6% และยังมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นตามสภาพคล่องส่วนเกิน
ด้านแผน Asset Monetization บริษัทยังคงเป้าหมายสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์ราว 100,000 ล้านบาทในช่วงปี 2568-2570 โดยตั้งแต่ปี 2568 ถึงครึ่งแรกปี 2569 ดำเนินการแล้ว 18,000 ล้านบาท เพื่อนำสภาพคล่องไปลดภาระหนี้และเพิ่มความสามารถในการรองรับความผันผวน
ทั้งนี้ บล.กรุงศรีคาดว่ากำไรปกติไตรมาส 3/2569 จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยได้รับแรงสนับสนุนจากแทบทุกธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ พร้อมประเมินกำไรปกติช่วงปี 2569-2571 เติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปี จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” PTT พร้อมราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 44.50 บาท ตามบทวิเคราะห์วันที่ 24 สิงหาคม 2569