เปิดแผนกู้ท่อน้ำมันรั่วพระราม 3 เตรียมตรวจสภาพท่อทั้งระบบ 32 กม. ด้าน คพ. เฝ้าระวังสารระเหย-ความเสี่ยงติดไฟ
วันนี้ (17 กันยายน) เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) และตัวแทนบริษัทท่อส่งน้ำมัน ลงพื้นที่ตรวจสอบระบบท่อขนส่งน้ำมันบริเวณใต้ตอม่อทางยกระดับพระราม 3 ถนนเชื้อเพลิง หลังพบร่องรอยน้ำมันรั่วซึมออกมาจากท่อส่ง
ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าว่า ขณะนี้ทีมวิศวกร ช่างเทคนิคของบริษัทท่อขนส่งน้ำมัน และกลุ่มบริษัทน้ำมันเอกชน กำลังนำเครื่องมือเข้าพื้นที่เพื่อเตรียมเลื่อนปลอกครอบท่อ (Sleeve) ออกจากจุดที่พบการรั่วซึม เพื่อตรวจสอบความเสียหายของท่อด้านในอย่างละเอียด โดยคาดว่าจะสามารถระบุจุดรั่วและเริ่มกระบวนการซ่อมแซมได้ในช่วงค่ำวันนี้
หากพบรอยรั่ว เจ้าหน้าที่จะเร่งดำเนินการซ่อมแซมทันที พร้อมเตรียมทำ Pigging Test เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของท่อส่งน้ำมันตลอดระยะทาง 32 กิโลเมตร ตั้งแต่คลังน้ำมันเอกชนไปจนถึงคลังน้ำมันท่าอากาศยาน เพื่อประเมินจุดเสี่ยงเพิ่มเติม สำหรับสาเหตุของการรั่วซึมยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าเกิดจากสนิม หรือแรงสั่นสะเทือนจากการสัญจรของรถยนต์บริเวณตอม่อที่เกิดขึ้นตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ หากพบว่าท่อมีความเสียหายรุนแรง อาจต้องพิจารณาเปลี่ยนท่อใหม่และปรับแนวการวางท่อเพื่อลดความเสี่ยงในอนาคต
ขณะเดียวกัน กรมธุรกิจพลังงานได้เรียกตรวจสอบประวัติการบำรุงรักษาท่อของบริษัทเอกชนดังกล่าว รวมถึงตรวจสอบการขออนุญาตวางแนวท่อ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าแนวท่อยังอยู่ในระบบที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง
ส่วนการตรวจสอบคราบน้ำมันก่อนหน้านี้ ฐิติภัสร์ ระบุว่า ได้มีการเปิดหน้าดินทดสอบเป็นระยะทางประมาณ 200 เมตร พร้อมบล็อกท่อระบายน้ำเป็นช่วงๆ เพื่อป้องกันการปนเปื้อน จนกระทั่งสำนักการระบายน้ำเข้าทำความสะอาดและพบดินปนเปื้อนน้ำมัน จึงขยายผลการตรวจสอบบริเวณตอม่อ นำไปสู่การพบจุดรั่วไหลในที่สุด
ทางด้านการเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุเมธ ซ้ายงาม นักวิชาการสิ่งแวดล้อมชำนาญการ กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า คพ. ได้ติดตามตรวจสอบค่าสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOC) และค่าประเมินความเสี่ยงต่อการติดไฟ (LEL) อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดเหตุ เบื้องต้นพบค่า VOC สูงกว่า 300 ไมโครกรัม ซึ่งอยู่ในระดับที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และค่า LEL ยังบ่งชี้ถึงความเสี่ยงในการติดไฟ
อย่างไรก็ตาม หลังจากมีการสูบน้ำมันกลับเข้าสู่ระบบ พบว่าทั้งค่า VOC และ LEL มีแนวโน้มลดลง แต่เจ้าหน้าที่ยังคงต้องควบคุมพื้นที่ปฏิบัติงานไม่ให้มีประกายไฟอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ บริษัทได้ติดตั้งเครื่องดูดไอระเหยสารเคมีเพื่อกรอง VOC ในพื้นที่ทำงาน ช่วยลดการแพร่กระจายของสารออกสู่ภายนอก ซึ่งคาดว่าผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่จะอยู่ในระดับต่ำ ทั้งนี้ คพ. ได้เก็บตัวอย่างน้ำมันไปแล้ว 5 ครั้ง เพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการและยืนยันแหล่งที่มาของน้ำมันรั่วไหลต่อไป