ชาวนาชิงขออุดหนุนข้าวนาปีไร่ละ 2 พัน เอกนิติ รับจบทำแผนรับซูเปอร์เอลนีโญ
นายกฯ สั่ง “เอกนิติ” รับจบปัญหา “ซูเปอร์เอลนีโญ” ทำแผนเสี่ยงภัย ท่วม-แล้ง 5 ภาค จัดงบประมาณประจำเต็มที่ งบฯกลางเสริมภาคละ 100 ล้าน หวั่นกระทบฐานใหญ่พื้นที่ปลูกข้าวภาคอีสาน กรมชลประทาน เปิดแผน 4 หมื่นล้าน รับมือจัดสรรน้ำกลางฤดูฝน เช็กปริมาณน้ำทุกเขื่อน-ลุ่มน้ำ ชาวนาชิงขอเงินช่วยข้าวนาปี ไร่ละ 2 พัน บ้านละไม่เกิน 4 หมื่นบาท
“เอกนิติ” สั่งทำ Risk Map
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี สั่งการให้ประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ครั้งที่ 1/2569 และแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค 5 คณะ ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ เพื่อรวมศูนย์การทำงานให้มีเอกภาพ ลดขั้นตอนการสั่งการและตัดความซ้ำซ้อนเมื่อเกิดภัยพิบัติ
“ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะซูเปอร์เอลนีโญ ต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเฉพาะปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจาก GISTDA สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาร่วมจัดทำแผนที่เสี่ยงภัย หรือ Risk Map ทั้งอุทกภัยและภัยแล้ง เพื่อประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์”
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวถึงการเตรียมรับมือปรากฏการณ์เอลนีโญ ว่า รัฐบาลเตรียม 9 มาตรการในการแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ส่วนการเตรียมงบประมาณถึงเวลาจะมีงบฯ ประจำของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ถ้าขาดเหลืออย่างไร ก็สามารถใช้งบฯ กลางได้
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยด้วยว่า หลังจากนายกรัฐมนตรีเคยมอบหมายรองนายกรัฐมนตรี ให้กำกับดูแลเรื่องน้ำท่วมน้ำแล้งทั่วประเทศในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (11 ส.ค.) รองนายกรัฐมนตรีได้ทำรายงานกลับมายังที่ประชุม โดยนายกรัฐมนตรีระบุว่า เนื่องจากสถานการณ์ฉุกเฉินจึงสามารถที่จะจัดสรรงบประมาณในส่วนของรองนายกรัฐมนตรีในสถานการณ์ฉุกเฉินอีกท่านละ 100 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนช่วยเหลือพื้นที่อุทกภัย และรองรับสถานการณ์น้ำแล้ง
กรมชลฯ กางแผนรับมือฤดูฝน
รายงานข่าวจากกรมชลประทานระบุว่า กรมชลประทานได้วางมาตรการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูฝนปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการบริหารน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมเครื่องจักร-เครื่องมือ รวม 5,732 หน่วย
ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2569 กรมชลประทานกำหนดแผนจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางรวม 14,956 ล้านลูกบาศก์เมตร แบ่งเป็นภาคเกษตรกรรม 7,045 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 47% การรักษาระบบนิเวศและอื่น ๆ 6,221 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 41% อุปโภค-บริโภค 1,435 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 10% และภาคอุตสาหกรรม 255 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 2%
บริหารน้ำด้วยงบฯ 4 หมื่นล้าน
สำหรับ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำเก็บกักรวม 13,189 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 53% และมีน้ำใช้การ 6,481 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 36%
กรมชลประทานวางแผนจัดสรรน้ำฤดูฝนในลุ่มเจ้าพระยาไว้ 4,500 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม-10 สิงหาคม 2569 มีการจัดสรรไปแล้ว 4,845 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 108% ของแผน มากกว่าแผน 345 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่พื้นที่ข้าวนาปีเพาะปลูกแล้ว 7.41 ล้านไร่ หรือ 92% ของแผน 8.08 ล้านไร่
ทั้งนี้ กรมชลประทานยังติดตามแนวโน้มฝนและปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างอย่างต่อเนื่อง เพื่อบริหารน้ำในแต่ละอ่างและแต่ละลุ่มน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเป้าหมายสำคัญในช่วงที่เหลือของฤดูฝน คือการบริหารน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการ ควบคู่กับการรองรับน้ำหลากและเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุดสำหรับใช้เป็นต้นทุนน้ำในช่วงฤดูแล้งต่อไป ซึ่งการจัดการดังกล่าวก็อยู่ภายใต้งบประมาณประจำปีกว่า 4 หมื่นล้านบาท
นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้สถานการณ์ภัยแล้งเริ่มส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกข้าวในบางพื้นที่ เบื้องต้นพบข้าวยืนต้นตายโดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางจุดที่อยู่นอกเขตชลประทาน ที่ต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ขณะที่บางพื้นที่เกษตรกรต้องปลูกใหม่ 2-3 ครั้ง แต่เมื่อไม่มีน้ำเพียงพอข้าวก็เสียหาย
ทั้งนี้ สมาคมได้เสนอปัญหาเรื่องภัยแล้งต่อที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าว (นบข.) แล้ว โดยเห็นว่ารัฐบาลจำเป็นต้องเร่งจัดหาแหล่งน้ำให้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยง อาทิ การเจาะบ่อบาดาล รวมถึงนำระบบพลังงานแสงอาทิตย์ หรือโซลาร์เซลล์ มาใช้เป็นพลังงานสำหรับสูบน้ำ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงน้ำเพื่อการผลิต
“ตอนนี้ภัยแล้งมีข้าวยืนต้นตายในบางจังหวัด เราเสนอไปแล้วว่ารัฐบาลต้องหาแหล่งน้ำให้เกษตรกร อาจใช้โซลาร์เซลล์ ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ไปเจาะบ่อบาดาล หรือทำแหล่งน้ำให้แต่ละพื้นที่ ตอนนี้ก็ต้องรอดูว่ารัฐจะออกมาตรการมาในรูปแบบไหน” นายปราโมทย์กล่าว
สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปี เกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มหว่านและปักดำแล้ว โดยพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำยังสามารถเดินหน้าการผลิตได้ ขณะที่บริเวณที่อาศัยน้ำฝนยังมีความเสี่ยง หากเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงต่อเนื่อง
นายปราโมทย์กล่าวต่อว่า จากการหารือมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนากับที่ประชุม นบข. สมาคมได้เสนอขอรับความช่วยเหลือสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปี ในอัตราไร่ละ 2,000 บาท จำกัดไม่เกิน 20 ไร่ต่อครัวเรือน หรือสูงสุดครัวเรือนละ 40,000 บาท ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเดิมที่เกษตรกรเคยได้รับความช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาทในปีการผลิตที่ผ่านมา โดยขณะนี้ข้อเสนออยู่ระหว่างขั้นตอนนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะอนุกรรมการด้านการผลิต ก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม นบข.ชุดใหญ่ และเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบต่อไป
“ที่ประชุม นบข.ชุดใหญ่รับข้อเสนอไว้พิจารณาและไม่มีผู้คัดค้าน โดยสมาคมพยายามผลักดันให้ดำเนินการโดยเร็ว เนื่องจากสถานการณ์ราคาข้าวและต้นทุนการผลิตสร้างแรงกดดันต่อชาวนาอย่างมาก ทั้งนี้ เหตุผลสำคัญที่สมาคมเสนอขอเพิ่มวงเงินช่วยเหลือ เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรมีต้นทุนการผลิตอยู่ในระดับสูงประมาณ 6,500-7,000 บาทต่อไร่ ทั้งค่าปุ๋ย ค่าสารเคมี และค่าน้ำมัน ขณะที่ราคาข้าวบางช่วงลดลงมาอยู่ที่ประมาณตันละ 4,500-6,000 บาท ทำให้รายได้จากการขายผลผลิตไม่สอดคล้องกับต้นทุน”
นายปราโมทย์กล่าวว่า เกษตรกรยังเผชิญภาระต้นทุนในระดับสูง ประกอบกับความเสี่ยงจากภัยแล้งและภัยธรรมชาติ ส่งผลให้ชาวนาจำนวนมากอยู่ในภาวะขาดทุนและมีภาระหนี้สิน ดังนั้น หากได้รับเงินช่วยเหลือไร่ละ 2,000 บาท จะช่วยบรรเทาภาระต้นทุนของเกษตรกรได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาข้าวอยู่ในระดับต่ำและผลผลิตยังเผชิญความไม่แน่นอนจากสภาพอากาศ
หวั่นเอลนีโญซ้ำเติม “ข้าวอีสาน”
ดร.ประจักษ์ บุญกาพิมพ์ ประธานคณะทำงานผู้ประสานงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประจำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เปิดเผยว่า สถานการณ์เอลนีโญและภาวะฝนทิ้งช่วงเริ่มส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในภาคอีสาน ไม่สามารถเติมน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรได้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในสระหรือแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งพืชและปศุสัตว์ โดยเฉพาะข้าวนาหว่านที่พึ่งน้ำฝนอาจเติบโตไม่สมบูรณ์
สำหรับภาคอีสาน นับเป็นแหล่งผลิตข้าวสำคัญของประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 60% โดยเฉพาะจังหวัดร้อยเอ็ด พื้นที่เขตทุ่งกุลาร้องไห้ เป็นหนึ่งในฐานการผลิตข้าวหอมมะลิสำคัญของประเทศ มีพื้นที่ปลูกข้าวรวมประมาณ 2 ล้านไร่ แต่เกษตรกรยังเผชิญปัญหาต้นทุนสูง กังวลว่าจะเกิดการแห่เปลี่ยนไปปลูกพืชเศรษฐกิจตามกระแสโดยขาดการวางแผน เมื่อผลผลิตออกพร้อมกันหรือราคาตกต่ำ จะกลายเป็นปัญหาหนี้สินและขาดทุนตามมา
ดร.ประจักษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการรับมือเอลนีโญรัฐบาลต้องดำเนินการอย่าง “ชัดเจน จริงจัง และทันการณ์” โดยเร่งพัฒนาระบบชลประทาน ดึงน้ำจากแม่น้ำชี แม่น้ำมูล และแม่น้ำโขง เพื่อกักเก็บเพื่อเพิ่มน้ำต้นทุนให้ภาคเกษตรมากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกในการปลูกพืชหมุนเวียนได้ตลอดปี
นอกจากนี้ ควรมุ่งเน้นการสร้างองค์ความรู้ให้เกษตรกรสามารถปรับตัวและรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ ควบคู่ไปกับการผลักดันระบบโซนนิ่งการเกษตร ตามสภาพดิน น้ำ และภูมิอากาศ เพื่อป้องกันปัญหาผลผลิตล้นตลาด พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงมหาดไทย เพื่อตั้งหน่วยงานเจ้าภาพให้การดำเนินงานขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน