‘ไทยเที่ยวไทยพลัส’ ดีเดย์ 1 ต.ค. ลุ้นคูปองสูงสุด 1,500/สิทธิ
เคาะไทม์ไลน์ใหม่ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” ดีเดย์ 1 ต.ค.นี้ ยันใช้รูปแบบ Co-Payment อัตราเดียวทั่วประเทศ ไม่แยกเมืองหลัก-เมืองรอง กำหนดเกณฑ์โรงแรมเข้าร่วมทุนจดทะเบียนไม่เกิน 200 ล้าน เพิ่มมูลค่าคูปองเป็นสิทธิละ 1,000-1,500 บาท ใช้บริการที่เกี่ยวเนื่องท่องเที่ยวได้ทุกเซ็กเตอร์ เผยจะเร่งสรุปพร้อมนำเข้า ครม.ทันสิ้นเดือนสิงหาฯนี้ “สทท.-อพท.” ดัน “เที่ยวผ่านทัวร์ลงชุมชน” เพิ่มอีก 1 โครงการ ใช้กลไกบริษัททัวร์ดึงนักท่องเที่ยวเข้าชุมชน

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว (กรอ.กระทรวงการท่องเที่ยวฯ) เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 กำหนดวันเริ่มต้นโครงการ “ไทยเที่ยวไทยพลัส” หรือวันที่เปิดให้คนไทยลงทะเบียนจองสิทธิในระบบเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยใช้รูปแบบการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวแบบรัฐร่วมจ่าย หรือ Co-Payment ผ่านแอปพลิเคชั่น “เป๋าตัง” รวมระยะเวลา 4 เดือน จำนวน 500,000 สิทธิภายใต้งบประมาณ 1,750 ล้านบาท (เท่ากับเที่ยวไทยคนละครึ่งปี 2568)
ร่วมจ่ายเท่ากันทั่วประเทศ
โดยรัฐบาลร่วมจ่ายในสัดส่วน 50:50 หรือ 60:40 ขึ้นอยู่กับกรอบและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรีพิจารณากำหนด และใช้อัตราเดียวกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ ไม่แบ่งแยกเมืองหลักหรือเมืองรอง เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและสะดวกในการบริหารจัดการ ทั้งนี้ เพื่อกระตุ้นการเดินทางภายในประเทศ และช่วยลดภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็ก
“เราออกแบบมาตรการภายใต้โจทย์ของการให้ความสำคัญกับการเยียวยาควบคู่การกระตุ้น โดยต้องการให้การสนับสนุนจากภาครัฐช่วยลดภาระของผู้ประกอบการ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเดินทางภายในประเทศและกระจายรายได้ไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายเล็กซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจท้องถิ่น”นายสุรศักดิ์กล่าว และตั้งเป้าว่าโครงการดังกล่าวนี้จะช่วยให้เกิดเงินหมุนเวียนเข้าระบบเศรษฐกิจทั้งหมดรวมไม่ต่ำกว่า 26,000 ล้านบาท

นายสุรศักดิ์กล่าวด้วยว่า กระทรวงจะนำรายละเอียดที่ได้จากการหารือร่วมกับภาคเอกชนในที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวครั้งนี้นำเสนอเข้าสู่กระบวนการตามขั้นตอนให้เร็วที่สุด เพื่อให้นำเข้าพิจารณาอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
คูปองใช้ได้กับทุกบริการท่องเที่ยว
แหล่งข่าวในธุรกิจท่องเที่ยวรายหนึ่งกล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในส่วนของหลักเกณฑ์ของผู้ประกอบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่มโรงแรม-ที่พักนั้นที่ประชุมได้กำหนดเกณฑ์ในเบื้องต้นไว้ 2 เรื่องหลักคือ เป็นโรงแรมที่อยู่ในระบบฐานภาษี (จ่ายภาษีเข้ารัฐ) และมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 200 ล้านบาท ทั้งนี้ เพื่อให้กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็ก-รายกลางมีโอกาสเข้าถึงมาตรการส่งเสริมของรัฐบาลครั้งนี้ได้มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
เช่นเดียวกับในส่วนของคูปอง (e-Voucher) ที่เบื้องต้นกำหนดมูลค่าไว้ที่ 1,000-1,500 บาทต่อสิทธิโดยไม่ได้ระบุแค่ใช้กับร้านอาหารเท่านั้น แต่ครั้งนี้สามารถนำไปใช้กับบริการที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวได้ทุกเซ็กเตอร์ เช่น ร้านอาหาร สปา แหล่งท่องเที่ยว ผลิตภัณฑ์โอท็อป เช่ารถ เช่าเรือ ฯลฯ รวมถึงซื้อแพ็กเกจทัวร์ในรูปแบบ One-Day Trip หรือ Half-Day Trip
“ในส่วนของเงื่อนไขการเดินทางผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิยังต้องเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดนอกพื้นที่ตามทะเบียนบ้านเหมือนเดิม และจะได้รับ e-Voucher เข้าแอปพลิเคชั่นเป๋าตังทันทีหลังเข้าเช็กอินเข้าที่พัก และสามารถใช้เงินในโวเชอร์ได้จนถึงเวลาเที่ยงคืนของวันที่เช็กเอาต์ออกจากโรงแรม” แหล่งข่าวกล่าว
ส่งต่อ “กรอ.ชุดใหญ่” อนุมัติ
อย่างไรก็ตาม ข้อสรุปดังกล่าวนี้ยังเป็นเพียงข้อเสนอที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ต้องนำไปเสนอต่อที่ประชุม คณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการค้า การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชนของรัฐบาล ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เป็นประธานอีกครั้ง หากเห็นด้วยก็จะนำเข้าที่ประชุม ครม.ต่อไป แต่หากไม่เห็นด้วยก็ต้องปรับเปลี่ยนเงื่อนไขกันใหม่อีกรอบ
“เราคาดหวังว่ารัฐบาลจะสรุปรายละเอียดทุกประเด็นได้ภายในสิ้นเดือนสิงหาคมนี้ เพื่อเปิดให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการภายในเดือนกันยายน เพื่อให้มีเวลาตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมให้เป็นไปตามเงื่อนไข ซึ่งเร็วที่สุดที่จะเริ่มต้นโครงการได้คือ 1 ตุลาคม 2569 หากล่าช้าอาจต้องขยับเวลาเริ่มต้นโครงการไปเป็น 1 พฤศจิกายน”
เพิ่ม “เที่ยวผ่านทัวร์ลงชุมชน”
นายจีระยุ จารุกิตติวรกานต์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นอกจากที่ประชุมดังกล่าวจะหารือเรื่องโครงการ“ไทยเที่ยวไทยพลัส” แล้วสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ร่วมกับองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) นำเสนอโครงการ “เที่ยวผ่านทัวร์ลงชุมชน” เพิ่มอีก 1 โครงการ จำนวน 150,000 สิทธิ ภายใต้งบประมาณ 200 ล้านบาท
โดยมุ่งใช้ศักยภาพของบริษัทนำเที่ยวและผู้ประกอบการทัวร์เป็นกลไกสำคัญในการนำนักท่องเที่ยวเข้าสู่ชุมชน และสร้างการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยเชื่อมโยงผู้ประกอบการตั้งแต่บริษัทนำเที่ยว ที่พัก ร้านอาหาร แหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมชุมชน สินค้าท้องถิ่น และระบบขนส่งเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการ “เปลี่ยนการเดินทางให้เป็นรายได้ที่ถึงชุมชน” และทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถเข้ามาอยู่ในห่วงโซ่การท่องเที่ยวได้มากขึ้น
“หัวใจของมาตรการนี้คือการทำให้เม็ดเงินท่องเที่ยวหมุนเวียนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในพื้นที่จริง โดยเฉพาะร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก บริษัทนำเที่ยว แหล่งท่องเที่ยว และผู้ประกอบการรายย่อยตลอดห่วงโซ่อุปทาน” นายจีระยุกล่าว และว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล) ได้รับข้อเสนอดังกล่าวไว้พิจารณา และมีแนวทางนำไปหารือในรายละเอียดเพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
เชื่อมโยงผู้ประกอบการ-ภาครัฐ
นายจีระยุกล่าวอีกว่า การเข้าร่วมประชุม กรอ.ท่องเที่ยวครั้งนี้ สทท.ยังคงทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการรวบรวมปัญหาและข้อเสนอจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั่วประเทศ นำเสนอต่อภาครัฐ และร่วมออกแบบมาตรการที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยเฉพาะการดูแล “คนตัวเล็ก” ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกำลังสำคัญของระบบเศรษฐกิจการท่องเที่ยวไทย ทั้งผู้ประกอบการนำเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ร้านค้าผู้ประกอบการชุมชน ตลอดจนธุรกิจบริการที่เกี่ยวเนื่อง
โดยเชื่อว่าการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในระยะต่อไปจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิด โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือ เพิ่มการเดินทาง เพิ่มการใช้จ่าย กระจายรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยว
“สทท. จะเดินหน้าทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐกับผู้ประกอบการทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกมาตรการด้านการท่องเที่ยวตอบโจทย์ผู้ประกอบการในพื้นที่ และสามารถเปลี่ยนนโยบายให้เกิดผลทางเศรษฐกิจได้จริง” นายจีระยุกล่าว