คุยกับทูต | อิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี โอมาน : สะพานแห่งสันติภาพ สู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน (2) - มติชนสุดสัปดาห์

คุยกับทูต | ชนัดดา ชินะโยธิน
Exclusive Talks With Ambassadors | Chanadda Jinayodhin
นอกเหนือจากบทบาทด้านการทูตและการส่งเสริมสันติภาพแล้ว โอมานยังมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้วิสัยทัศน์ Oman Vision 2040 ซึ่งให้ความสำคัญกับการกระจายฐานเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมัน และยกระดับประเทศให้เป็นศูนย์กลางด้านการค้า การลงทุน และโลจิสติกส์ของภูมิภาค
ขณะที่ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงกับตลาดใหม่และขยายความร่วมมือกับประเทศในภูมิภาคอ่าวอาหรับ
เมื่อทั้งสองประเทศต่างมีจุดแข็งด้านที่ตั้งทางยุทธศาสตร์และให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ จึงนำไปสู่คำถามว่า
โอมานตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาคอ่าวอาหรับ ขณะที่ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ท่านมองว่าทั้งสองประเทศจะใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีและระเบียงเศรษฐกิจของทั้งสองภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการค้าสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมัน (non-oil trade) ได้อย่างไร

“เรามองว่าความใกล้ชิดทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจของโอมานและไทยเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญ โอมานมีที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่โดดเด่นในฐานะประตูสู่อ่าวอาหรับ และเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา ขณะที่ไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน จึงมีศักยภาพอย่างยิ่งในการต่อยอดความร่วมมือระหว่างกัน” ทูตอิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี กล่าวและว่า
“โอมานมุ่งใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีทั้งที่มีอยู่และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยเฉพาะความคืบหน้าของการเจรจาความตกลงการค้าเสรีระหว่างคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) และอาเซียน เพื่อช่วยลดอุปสรรคทางการค้า อำนวยความสะดวกด้านศุลกากร และส่งเสริมการค้าสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมันในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ การผลิต ความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยว โลจิสติกส์ และพลังงานหมุนเวียน
นอกจากนี้ โอมานยังพร้อมใช้ศักยภาพของท่าเรือสำคัญ เช่น ดูก์ม (Duqm) และซาลาลาห์ (Salalah) รวมถึงระเบียงเศรษฐกิจ เพื่อเสริมสร้างการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระหว่างทั้งสองภูมิภาค ส่งเสริมการค้า การลงทุน และการสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีความยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้น”

: โอมานและไทยมีศักยภาพในการส่งเสริมความร่วมมือในสาขาใดบ้าง เพื่อสร้างประโยชน์ร่วมกัน
“ภาคความมั่นคงทางอาหาร การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และบริการโลจิสติกส์ ถือเป็นเสาหลักของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างโอมานกับไทย ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันอย่างยั่งยืน
ในด้านความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองประเทศสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ ควบคู่กับการส่งเสริมการลงทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาหารและสร้างความยั่งยืนรวมกัน
ด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ ทั้งสองประเทศสามารถต่อยอดความร่วมมือโดยอาศัยศักยภาพของไทยด้านโครงสร้างพื้นฐานทางการแพทย์และบุคลากรผู้เชี่ยวชาญระดับสากล เพื่อพัฒนาบริการทางการแพทย์และสุขภาพที่มีคุณภาพ และดึงดูดผู้รับบริการจากนานาประเทศ
สำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ทั้งสองประเทศมีโอกาสขยายความร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโครงการไฮโดรเจนสีเขียว ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและการกักเก็บพลังงาน เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
ด้านบริการโลจิสติกส์ ทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมกันพัฒนาระเบียงการค้า ท่าเรือ และศูนย์กลางโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และการเชื่อมโยงกับตลาดภูมิภาคและตลาดโลก
ความร่วมมือในสาขาเหล่านี้ไม่เพียงเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างโอมานกับไทยให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น หากยังเป็นรากฐานสำคัญของการก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง เพื่อสร้างการเติบโตและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

: สถานทูตมีบทบาทหรือแนวทางใดในการสนับสนุนการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างภาคเอกชนของโอมานและไทย เพื่อส่งเสริมการจัดตั้งกิจการร่วมค้า โดยเฉพาะในเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตปลอดอากรของโอมาน
“สถานเอกอัครราชทูตรัฐสุลต่านโอมานประจำกรุงเทพฯ ถือว่าการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างภาคเอกชนของโอมานและไทยเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญทางการทูต โดยสถานเอกอัครราชทูตฯ มุ่งสนับสนุนการขยายความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนผ่านกลไกสำคัญหลายประการ ได้แก่
การส่งเสริมเชิงรุก : เน้นย้ำข้อได้เปรียบด้านการแข่งขันของโอมานภายใต้ “วิสัยทัศน์โอมาน 2040” รวมถึงกรอบกฎหมายการลงทุนต่างประเทศที่เอื้อต่อนักลงทุน พร้อมนำเสนอโอกาสทางธุรกิจในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น Duqm และเขตปลอดอากรใน Sohar, Salalah และ Al Mazunah
การส่งเสริมเครือข่ายธุรกิจ : สนับสนุนและจัดกิจกรรมเชื่อมโยงภาคธุรกิจระหว่างโอมานกับไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนทั้งสองฝ่ายหารือและแสวงหาความร่วมมือด้านการลงทุนร่วมในสาขาที่มีศักยภาพ อาทิ อุตสาหกรรม โลจิสติกส์ การท่องเที่ยว และความมั่นคงทางอาหาร
การเชื่อมโยงเชิงยุทธศาสตร์ : ใช้บทบาททางการทูตในการสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ โดยอาศัยศักยภาพของโอมานในฐานะประตูสู่ตลาดโลก เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน”

: มีแนวทางส่งเสริมท่าเรือยุทธศาสตร์ของโอมาน เช่น Duqm และ Salalah เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสร้างความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ทางทะเลอย่างไร
“เราดำเนินกลยุทธ์การส่งเสริมแบบบูรณาการ โดยมุ่งเน้นบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ของท่าเรือโอมาน โดยเฉพาะ Duqm และ Salalah ในฐานะศูนย์กลางการถ่ายลำสินค้าที่สำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา
กลยุทธ์ดังกล่าวมุ่งเน้นการดำเนินแคมเปญส่งเสริมการลงทุนในระดับนานาชาติ การนำเสนอสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่สามารถแข่งขันได้ การอำนวยความสะดวกผ่านกระบวนการดิจิทัล ตลอดจนการสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับสายการเดินเรือชั้นนำระดับโลก โดยให้ความสำคัญกับมาตรฐานด้านความยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล
ความพยายามเหล่านี้ได้รับการผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรมผ่านการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อยกระดับท่าเรือเหล่านี้ให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ชั้นนำของภูมิภาค สามารถดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน”

: โอมานและไทยจะร่วมมือกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียวและพลังงานหมุนเวียนอย่างไร
“มีโอกาสอย่างมากสำหรับทั้งสองประเทศในการยกระดับความร่วมมือด้านพลังงาน ผ่านการสร้างความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม โดยมุ่งเน้นการพัฒนาโครงการร่วมด้านไฮโดรเจนสีเขียว การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนการประสานนโยบายเพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงตลาดพลังงานสะอาดของทั้งสองประเทศ
ความร่วมมือนี้สามารถขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นจริงผ่านการลงทุนร่วมในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม รวมถึงการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาคสำหรับไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งจะสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นธรรม”

: มีแนวทางอย่างไรในการดำเนินบทบาททางการทูตของโอมาน ซึ่งยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซง การเจรจา และการสร้างความไว้วางใจท่ามกลางบริบทระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อน
“รัฐสุลต่านโอมานไม่จำเป็นต้องใช้เสียงอันดังเพื่อให้ได้รับการรับฟัง แต่เราเชื่อมั่นในเสียงแห่งภูมิปัญญาและความน่าเชื่อถือ และผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เป็นตัวแทนของเสียงดังกล่าว
ผมจะเผชิญกับความท้าทายด้วยความหนักแน่นที่หยั่งรากลึกในรากฐานอันแท้จริงของโอมาน โดยยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของประเทศอื่น และเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า การเจรจาที่เปิดเผยและตรงไปตรงมาคือเส้นทางที่สั้นและมีประสิทธิภาพที่สุดสู่เสถียรภาพ
ความเป็นกลางของรัฐสุลต่านโอมานเป็นความเป็นกลางเชิงบวกและเชิงรุก เราไม่เพิกเฉยต่อการยืนหยัดเพื่อหลักการแห่งความจริง ความยุติธรรม และสันติภาพ แต่ใช้พื้นที่ทางการทูตที่เป็นเอกลักษณ์ของเราในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย เพื่อนำผู้ที่มีความเห็นแตกต่างมาสู่โต๊ะเจรจา เมื่อแนวทางอื่นไม่สามารถนำไปสู่ทางออกได้
ท่ามกลางภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด ผมจะไม่ยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับผู้ใด แต่จะมุ่งสร้างสะพานแห่งความไว้วางใจ โดยทำให้ความเป็นกลางของโอมานเป็นพื้นที่แห่งความเชื่อมั่นสำหรับทุกฝ่าย ยึดมั่นในคุณค่าของความยุติธรรม และส่งเสริมการเชื่อมโยงผลประโยชน์ร่วมกัน แทนที่จะขยายความแตกแยกให้ลึกยิ่งขึ้น”
ท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน โอมานเลือกใช้พลังแห่งการทูตเพื่อสร้างสะพานแห่งความเข้าใจ แทนที่จะสร้างกำแพงแห่งความแตกแยก ด้วยความเชื่อมั่นว่าการเจรจา ความไว้วางใจ และความร่วมมือ คือหนทางสู่สันติภาพที่ยั่งยืน